Court minutes recording an agreement to divorce are not a written divorce agreement คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15984/2553
⚖️ Points clés à retenir ⚖️ ประเด็นสำคัญ
The court's record of proceedings is made under the court's own duty (Civil Procedure Code section 48) and is not a written divorce agreement; the judges' signatures on it are not witness signatures under section 1514 para 2. The wife therefore could not compel registration. Affirmed.
ถือไม่ได้ว่าเป็นการลงลายมือชื่อในฐานะพยาน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1514 วรรคสอง
Résumé exécutif บทสรุปผู้บริหาร
An agreement announced in court is not enough; it needs its own written document signed by two witnesses.
Les faits de l'affaire ข้อเท็จจริง
In an earlier family court case the court recorded in its minutes that the spouses agreed to register a divorce; both withdrew their claims but the husband never registered, and when he later sued again the wife counterclaimed to force registration.
Décision de la Cour (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)
The court's record of proceedings is made under the court's own duty (Civil Procedure Code section 48) and is not a written divorce agreement; the judges' signatures on it are not witness signatures under section 1514 para 2. The wife therefore could not compel registration. Affirmed.
ถือไม่ได้ว่าเป็นการลงลายมือชื่อในฐานะพยาน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1514 วรรคสอง
Décision de la Cour plénière คำพิพากษาฉบับเต็ม
The following is the full text of Supreme Court Decision No. 15984/2553. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15984/2553 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th
Une traduction anglaise est en cours de préparation et sera bientôt disponible.
ศาลชั้นต้นบันทึกข้อเท็จจริงหรือการกระทำใดๆ ที่เกิดขึ้นในระหว่างการนั่งพิจารณาไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 48 ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นบันทึกว่าโจทก์ตกลงหย่ากับจำเลยที่ 1 จึงถือไม่ได้ว่า รายงานกระบวนพิจารณาเป็นหนังสือหย่าโดยความยินยอม และผู้พิพากษาหรือผู้พิพากษาสมทบที่ลงลายมือชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา ก็เป็นลงลายมือชื่อตามที่กฎหมายบัญญัติ ถือไม่ได้ว่าเป็นการลงลายมือชื่อในฐานะพยาน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1514 วรรคสอง
โจทก์ฟ้องว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งว่า ฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1100/2548 ของศาลชั้นต้น โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากข้อพิพาทที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นคดีนี้ได้ระงับไปตามข้อตกลงหย่าโดยความยินยอมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตามรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ 21 มิถุนายน 2548 ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1100/2548 ของศาลชั้นต้น โจทก์มีหน้าที่ต้องไปจดทะเบียนการหย่ากับจำเลยที่ 1 ตามข้อตกลง แต่โจทก์ได้ผิดข้อตกลง ค่าทดแทนที่โจทก์เรียกร้องมาสูงเกินควร ขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์ไปจดทะเบียนการหย่ากับจำเลยที่ 1 หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของโจทก์
จำเลยที่ 2 ให้การว่าขอให้ยกฟ้อง
โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง
ศาลชั้นต้น พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่ากันและให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับวันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 มิถุนายน 2548) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ให้เป็นพับ
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนโจทก์
จำเลยทั้งสองฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่าในคดีนี้ โจทก์ตกลงจะไปหย่ากับจำเลยที่ 1 ต่อมาภายหลังโจทก์ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงที่จะไปจดทะเบียนการหย่า แสดงให้เห็นถึงเจตนาที่แท้จริงของโจทก์ว่าจะไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงนั้นตั้งแต่ต้นเพียงต้องการให้จำเลยที่ 1 ถอนฟ้องในคดีดังกล่าวเท่านั้น จึงทำให้จำเลยที่ 1หลงเชื่อถอนฟ้องในคดีดังกล่าว เป็นการแสดงเจตนาไม่สุจริต เห็นว่า ปัญหาว่าเรื่องการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเป็นปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องและเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้จำเลยทั้งสองจะมิได้ให้การต่อสู้คดีไว้ จำเลยทั้งสองก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง และมาตรา 249 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยให้เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องส่งสำนวนคืนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 21 มิถุนายน 2548 ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1100/2548 ของศาลชั้นต้น แม้จะมีบันทึกไว้ว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเนื่องจากได้ตกลงกับจำเลยแล้วว่าจะไปจดทะเบียนหย่าขาดกันในวันนี้และทนายจำเลยยื่นคำร้องขอถอนฟ้องแย้งโดยแต่ละฝ่ายไม่คัดค้านที่อีกฝ่ายขอถอนฟ้องต่อมาโจทก์ก็ไม่ได้ไป แต่โจทก์กลับมาฟ้องคดีนี้ก็หาใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตไม่ เพราะมีเหตุใหม่และเป็นคนละประเด็นกัน โจทก์จึงฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ได้ หาใช่เรื่องโจทก์จะไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเพียงเพื่อต้องการให้จำเลยที่ 1 ถอนฟ้องตามที่ฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น
ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อต่อมามีว่า จำเลยที่ 1 มีอำนาจฟ้องแย้งให้โจทก์ไปจดทะเบียนการหย่าหรือไม่ ในปัญหานี้ จำเลยทั้งสองฎีกาอ้างว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 21 มิถุนายน 2548 ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1100/2548 ของศาลชั้นต้น ที่มีบันทึกว่าโจทก์ตกลงจะไปหย่ากับจำเลยที่ 1 ถือว่าเป็นการหย่าโดยความยินยอมที่ได้ทำเป็นหนังสือและมีพยานลงลายมือชื่ออย่างน้อยสองคนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1514วรรคสองแล้ว เพราะไม่มีกฎหมายกำหนดว่า ผู้จะเป็นพยานในหนังสือจะต้องอยู่ในสถานะใด ดังนั้น ผู้พิพากษาสมทบของศาลชั้นต้นที่ลงลายมือชื่อในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับดังกล่าว จึงถือว่าเป็นพยานในหนังสือหย่าโดยความยินยอมแล้ว จำเลยที่ 1 มีอำนาจฟ้องแย้งให้โจทก์ไปจดทะเบียนการหย่าได้นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 48 บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของศาลต้องจดแจ้งรายงานการนั่งพิจารณาหรือกระบวนพิจารณาอื่น ๆ ของศาลไว้ทุกครั้ง และรายงานนั้นต้องมีข้อความโดยย่อเกี่ยวด้วยเรื่องที่กระทำและรายการข้อสำคัญอื่น ๆ และลงลายมือชื่อผู้พิพากษาไว้ด้วย ทั้งตามมาตรา 50 บัญญัติด้วยว่า ถ้าคู่ความฝ่ายใดจะต้องลงลายมือชื่อ หากเป็นการลงลายมือพิมพ์นิ้วมือ แกงได หรือเครื่องหมายอย่างอื่นที่ได้ทำต่อหน้าศาลนั้น ไม่จำต้องมีลายมือชื่อของพยานสองคนรับรอง ดังเช่นที่ได้บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 9 ซึ่งเห็นได้ชัดว่า รายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นเป็นเรื่องศาลชั้นต้นจะต้องทำตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ที่ต้องลงลายมือชื่อผู้พิพากษาและรวมถึงลายมือชื่อผู้พิพากษาสมทบในคดีศาลคดีเยาวชนและครอบครัวด้วย การที่ผู้พิพากษาสมทบลงลายมือชื่อในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับที่จำเลยทั้งสองอ้าง จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือให้มีการหย่าโดยความยินยอมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1514 วรรคสองแต่อย่างใด จำเลยที่ 1 จึงไม่มีอำนาจฟ้องแย้งบังคับให้โจทก์ไปจดทะเบียนการหย่าได้ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหานี้มาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15984/2553
นายอดิสรณ์ สง่าพงษ์สาร โจทก์
นางศิริรัตน์ สง่าพงษ์สาร กับพวก จำเลย
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.วิ.พ. ม. 48 , ม. 50 , ม. 225 วรรคสอง , ม. 249 วรรคสอง ป.พ.พ. ม. 1514 วรรคสอง แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คู่ความ: นายอดิสรณ์ สง่าพงษ์สาร โจทก์ นางศิริรัตน์ สง่าพงษ์สาร กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. ม. 48 , ม. 50 , ม. 225 วรรคสอง , ม. 249 วรรคสอง ป.พ.พ. ม. 1514 วรรคสอง
ศาล: ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง - นายจำนงค์ เตือนวีระเดช ศาลอุทธรณ์ - นายสิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
องค์คณะ: (วิกร อังคณาวิศัลย์-สิริรัตน์ จันทรา-บุญมี ฐิตะศิริ)
Articles de code cités มาตราที่อ้างอิง
Avertissement : Les traductions anglaises fournies sur ce site Web sont non officielles et à titre informatif uniquement. Le texte faisant foi des lois thaïlandaises est en langue thaïe tel que publié dans la Gazette royale thaïlandaise (RatchakitchanubeksaCe contenu ne constitue pas un avis juridique. Pour toute question juridique spécifique, veuillez consulter un avocat thaïlandais qualifié.
Droits d'auteur © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. Le texte statutaire thaïlandais (ตัวบทกฎหมาย) et les décisions originales de la Cour suprême (Dika) en langue thaïe sont dans le domaine public telles que publiées dans la Gazette du gouvernement royal thaïlandais (ราชกิจจานุเบกษา) conformément à l'article 7 de la loi sur le droit d'auteur de 2537 (1994). Tout le reste du contenu, y compris les traductions en anglais, les résumés des décisions de la Cour suprême (Dika), les annotations juridiques, les renvois, les commentaires et l'analyse éditoriale, constitue la propriété intellectuelle protégée par le droit d'auteur de ThaiLawOnline et ses rédacteurs, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) et Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Toute reproduction ou distribution non autorisée est interdite.
ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ
ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต