Severance and fund payments received after a spouse's death are not marital property คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4714/2542
⚖️ Points clés à retenir ⚖️ ประเด็นสำคัญ
Severance money arising from the death and received after it was neither sin somros under section 1470, because the marriage had ended on death, nor estate under section 1600, so it was payable under the employer's rules, which allowed debts to be deducted first; the lower courts' rejection of all her claims was upheld.
เงินชดเชยซึ่งเป็นเงินที่เกิดขึ้นเนื่องจากความตายของนายณรงค์ชัย และได้รับมาหลังจากนายณรงค์ชัยถึงแก่กรรมไปแล้วจึงไม่เป็นสินสมรสระหว่างนายณรงค์ชัยกับโจทก์
Résumé exécutif บทสรุปผู้บริหาร
Benefits triggered by a spouse's death are outside the biens matrimoniaux and may also be outside the estate, so the surviving spouse's rights depend on the scheme's own rules.
Les faits de l'affaire ข้อเท็จจริง
After her husband's death a widow claimed half of the severance payment, provident fund, colleagues' welfare fund and assurance-vie paid by his employer as marital property and estate.
Décision de la Cour (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)
Severance money arising from the death and received after it was neither sin somros under section 1470, because the marriage had ended on death, nor estate under section 1600, so it was payable under the employer's rules, which allowed debts to be deducted first; the lower courts' rejection of all her claims was upheld.
เงินชดเชยซึ่งเป็นเงินที่เกิดขึ้นเนื่องจากความตายของนายณรงค์ชัย และได้รับมาหลังจากนายณรงค์ชัยถึงแก่กรรมไปแล้วจึงไม่เป็นสินสมรสระหว่างนายณรงค์ชัยกับโจทก์
Décision de la Cour plénière คำพิพากษาฉบับเต็ม
The following is the full text of Supreme Court Decision No. 4714/2542. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4714/2542 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th
Une traduction anglaise est en cours de préparation et sera bientôt disponible.
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงินจำนวน 316,420.43 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปให้แก่โจทก์ และร่วมกับโจทก์เพื่อแบ่งสินสมรสและมรดก กับหักชำระหนี้ให้ถูกต้องต่อไป
จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์กับนายณรงค์ชัย อุระสุข เป็นสามีภริยาโดยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2534ไม่มีบุตรด้วยกัน จำเลยที่ 1 เป็นมารดาของนายณรงค์ชัย จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประกอบกิจการธนาคารโดยมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้จัดการของจำเลยที่ 2 นายณรงค์ชัยเป็นพนักงานของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2536 นายณรงค์ชัย ถึงแก่กรรมทำให้มีสิทธิได้รับเงินชดเชยจำนวน 85,380 บาท เงินกองทุนเลี้ยงชีพจำนวน25,490.43 บาท เงินเพื่อนช่วยเพื่อนจำนวน 85,000 บาท และเงินประกันชีวิตจำนวน100,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 295,870.43 บาท จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 3 นำเงินชดเชยและเงินกองทุนเลี้ยงชีพดังกล่าวไปชำระหนี้ที่นายณรงค์ชัยเป็นหนี้จำเลยที่ 2และจำเลยที่ 1 ได้รับเงินเพื่อนช่วยเพื่อนและเงินประกันชีวิตมาแล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงประการเดียวว่า เงินชดเชย เงินกองทุนเลี้ยงชีพ เงินเพื่อนช่วยเพื่อนและเงินประกันชีวิตดังกล่าวเป็นสินสมรสระหว่างนายณรงค์ชัยกับโจทก์และเป็นมรดกของนายณรงค์ชัยที่โจทก์มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งบ้างหรือไม่ จะได้วินิจฉัยเป็นลำดับเริ่มตั้งแต่เงินชดเชยจำนวน 85,380 บาท ที่โจทก์อ้างว่าเป็นเงินที่เกิดขึ้นตามสิทธิและผลประโยชน์ตามกฎหมายแรงงานจึงเป็นสินสมรสและเป็นมรดกของนายณรงค์ชัยที่โจทก์มีสิทธิได้รับส่วนแบ่ง เห็นว่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1470ที่กำหนดให้ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาประกอบด้วยสินส่วนตัวและสินสมรสนั้นหมายถึงทรัพย์สินที่สามีภริยามีอยู่ในขณะที่เป็นสามีภริยากัน การที่นายณรงค์ชัยถึงแก่กรรมย่อมทำให้การสมรสระหว่างนายณรงค์ชัยกับโจทก์สิ้นสุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1501 ฉะนั้น เงินชดเชยซึ่งเป็นเงินที่เกิดขึ้นเนื่องจากความตายของนายณรงค์ชัย และได้รับมาหลังจากนายณรงค์ชัยถึงแก่กรรมไปแล้วจึงไม่เป็นสินสมรสระหว่างนายณรงค์ชัยกับโจทก์ ส่วนเงินชดเชยนี้จะเป็นมรดกของนายณรงค์ชัยหรือไม่นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1600ที่กำหนดให้ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตายตลอดทั้งสิทธิ หน้าที่และความรับผิดต่าง ๆ เป็นมรดกของผู้ตายนั้น ทรัพย์สินหรือสิทธิเช่นว่านี้จะต้องเป็นของผู้ตายอยู่แล้วในขณะที่ผู้ตายถึงแก่กรรม แต่สิทธิที่จะได้เงินค่าชดเชยเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นเนื่องจากความตายของนายณรงค์ชัย มิใช่เป็นเงินหรือสิทธิเรียกร้องที่นายณรงค์ชัยมีอยู่แล้วในระหว่างมีชีวิตหรือขณะถึงแก่กรรมแต่อย่างใด จึงมิใช่เป็นทรัพย์มรดกของนายณรงค์ชัยเช่นเดียวกันบุคคลผู้มีสิทธิรับเงินชดเชยและเงื่อนไขการจ่ายเงินจึงต้องเป็นไปตามระเบียบที่จำเลยที่ 2 กำหนด เมื่อระเบียบของจำเลยที่ 2 กำหนดให้ต้องนำเงินชดเชยมาหักหนี้สินที่นายณรงค์ชัยมีต่อจำเลยที่ 2 ก่อน จำเลยที่ 2 จึงมีสิทธิที่จะหักหนี้ดังกล่าวได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ เมื่อปรากฏว่าหลังจากหักหนี้สินแล้วไม่มีเงินเหลืออยู่อีกเลย โจทก์จึงไม่มีสิทธิใด ๆ ในเงินชดเชยนี้ สำหรับเงินกองทุนเลี้ยงชีพจำนวน25,490.43 บาท นั้น โจทก์ยอมรับว่าเป็นทรัพย์มรดกของนายณรงค์ชัย แต่โต้แย้งว่าทรัพย์มรดกดังกล่าวต้องหักชดใช้สินสมรสระหว่างโจทก์กับนายณรงค์ชัยครึ่งหนึ่งก่อนโจทก์จึงมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งเป็นเงิน 12,745.21 บาทนั้น เห็นว่า ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดที่กำหนดให้แบ่งมรดกของผู้ตายที่เป็นผู้สมรสแล้วมาชดใช้สินสมรสของคู่สมรสของผู้ตาย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1625 เป็นเพียงบทบัญญัติที่กำหนดให้มีการแบ่งทรัพย์สินระหว่างผู้ตายกับคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่เพื่อแยกเป็นมรดกของผู้ตายกับทรัพย์สินของคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ แล้วนำมรดกของผู้ตายมาแบ่งปันให้แก่ทายาทเท่านั้น หาใช่เป็นการกำหนดให้ต้องมีการนำมรดกของผู้ตายมาชดใช้สินสมรสของคู่สมรสของผู้ตายไม่ และโจทก์ก็เบิกความยอมรับว่าเงินกองทุนเลี้ยงชีพดังกล่าวโจทก์ได้รับจากจำเลยที่ 2 แล้วนำไปชำระหนี้เงินที่ผู้ตายกู้ยืมจำเลยที่ 2 ตามสำเนาใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.12 แผ่นที่ 4 (จ.24) ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิใด ๆในเงินกองทุนเลี้ยงชีพสำหรับเงินเพื่อนช่วยเพื่อนจำนวน 85,000 บาท โจทก์อ้างว่าเป็นมรดกของนายณรงค์ชัยเพราะเป็นเงินที่นายณรงค์ชัยยินยอมให้จำเลยที่ 2 หักเงินเดือนของผู้ตายในอัตรา 10 บาท ต่อผู้เสียชีวิต 1 รายเพื่อนำส่งให้แก่ทายาทของพนักงานผู้ถึงแก่กรรมนั้น เห็นว่า สิทธิในการได้รับเงินเพื่อนช่วยเพื่อนเกิดขึ้นเนื่องจากความตายของนายณรงค์ชัยมิใช่เป็นเงินหรือสิทธิเรียกร้องที่นายณรงค์ชัยมีอยู่แล้วในระหว่างมีชีวิตหรือขณะถึงแก่กรรม แม้วิธีการที่จะได้รับเงินจำนวนนี้มานายณรงค์ชัยจะต้องเคยชำระเงินในอัตรา 10 บาท ต่อผู้เสียชีวิต 1 ราย ร่วมกับพนักงานของจำเลยที่ 2 คนอื่น ๆเพื่อรวบรวมนำส่งให้แก่ทายาทของพนักงานผู้ถึงแก่กรรมรายก่อน ๆ ก็ตาม ก็มิใช่เป็นมรดกของนายณรงค์ชัย โจทก์จึงไม่มีสิทธิมาขอแบ่ง ส่วนเงินประกันชีวิตจำนวน 100,000 บาท นั้น โจทก์อ้างว่านายณรงค์ชัยชำระเบี้ยประกันภัยโดยการให้จำเลยที่ 2 หักเงินจากเงินทุนเลี้ยงชีพที่จำเลยที่ 2 จ่ายให้นายณรงค์ชัยทุกปีเป็นจำนวน 418 บาทต่อปี ตั้งแต่ปี 2529 จนถึงปี 2536 ที่นายณรงค์ชัยถึงแก่กรรมรวม 8 ปี เป็นเงิน 3,344 บาท เบี้ยประกันภัยจำนวน 3,344 บาท ดังกล่าวจึงเป็นมรดกของนายณรงค์ชัยที่โจทก์มีสิทธิขอแบ่ง เห็นว่า เงินประกันชีวิตเป็นเงินที่เกิดจากสัญญาระหว่างผู้ตายกับบุคคลภายนอกและจำเลยที่ 2 เพื่อให้ใช้เงินแก่ผู้รับประโยชน์ คือ จำเลยที่ 1สืบเนื่องจากความมรณะของผู้ตายอันมีลักษณะเป็นการประกันชีวิต สิทธิตามสัญญาเกิดขึ้นเมื่อผู้ประกันชีวิตถึงแก่กรรม จึงมิใช่มรดกของผู้ตายที่มีอยู่ขณะถึงแก่กรรมที่โจทก์จะใช้สิทธิแบ่งได้ และที่โจทก์ฎีกาว่าเงินเบี้ยประกันชีวิตที่ผู้ตายให้หักจากเงินทุนเลี้ยงชีพที่จำเลยที่ 2 จ่ายแทนให้ผู้ตายทุกปีเป็นเงิน 418 บาท ต่อปี ตั้งแต่ปี2529 ถึงปี 2536 รวม 8 ปี เป็นเงิน 3,344 บาท จึงเรียกเบี้ยประกันชีวิตจำนวน3,344 บาท โดยอ้างว่าเป็นมรดกของผู้ตายที่โจทก์มีสิทธิขอแบ่งนั้น แม้สัญญาประกันชีวิตที่ผู้ตายระบุให้จำเลยที่ 1 ซึ่งมิใช่คู่สมรสเป็นผู้รับประโยชน์อันต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 897 วรรคสอง ที่กำหนดไว้ว่าเฉพาะแต่จำนวนเงินเบี้ยประกันภัย ซึ่งผู้เอาประกันภัยได้ส่งไปแล้วนั้นจักเป็นสินทรัพย์ส่วนหนึ่งแห่งกองมรดกของผู้เอาประกันภัยอันเจ้าหนี้จะเอาใช้หนี้ได้ แต่เนื่องจากโจทก์มิได้ฟ้องเรียกเอาเบี้ยประกันภัยจำนวน 3,344 บาท ดังกล่าว โดยกล่าวอ้างมาในคำฟ้องเพื่อเรียกเงินประกันชีวิตจำนวน 100,000 บาท ว่าโจทก์มีสิทธิกึ่งหนึ่ง ส่วนอีกกึ่งหนึ่งเป็นมรดกของผู้ตายที่จะตกแก่ทายาท แต่จำเลยที่ 2 มอบเงินประกันชีวิตแก่จำเลยที่ 1เพียงผู้เดียวเป็นการไม่ชอบ ในส่วนเบี้ยประกันภัยจำนวน 3,344 บาท จึงเป็นข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิในเงินชดเชย เงินกองทุนเลี้ยงชีพเงินเพื่อนช่วยเพื่อนและเงินประกันชีวิตของนายณรงค์ชัยนั้นชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4714/2542
นาง พรรณิดา อุระ สุข โจทก์
นาง ปริง อุระ สุข กับพวก จำเลย
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.พ.พ. ม. 897 วรรคสอง , ม. 1470 , ม. 1600 , ม. 1625 ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง , ม. 249 วรรคสอง แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คู่ความ: นาง พรรณิดา อุระ สุข โจทก์ นาง ปริง อุระ สุข กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 897 วรรคสอง , ม. 1470 , ม. 1600 , ม. 1625 ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง , ม. 249 วรรคสอง
องค์คณะ: (ประสพสุข บุญเดช-วิเทพ ศิริพากย์-สุเมธ ตังคจิวางกูร)
Articles de code cités มาตราที่อ้างอิง
Avertissement : Les traductions anglaises fournies sur ce site Web sont non officielles et à titre informatif uniquement. Le texte faisant foi des lois thaïlandaises est en langue thaïe tel que publié dans la Gazette royale thaïlandaise (RatchakitchanubeksaCe contenu ne constitue pas un avis juridique. Pour toute question juridique spécifique, veuillez consulter un avocat thaïlandais qualifié.
Droits d'auteur © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. Le texte statutaire thaïlandais (ตัวบทกฎหมาย) et les décisions originales de la Cour suprême (Dika) en langue thaïe sont dans le domaine public telles que publiées dans la Gazette du gouvernement royal thaïlandais (ราชกิจจานุเบกษา) conformément à l'article 7 de la loi sur le droit d'auteur de 2537 (1994). Tout le reste du contenu, y compris les traductions en anglais, les résumés des décisions de la Cour suprême (Dika), les annotations juridiques, les renvois, les commentaires et l'analyse éditoriale, constitue la propriété intellectuelle protégée par le droit d'auteur de ThaiLawOnline et ses rédacteurs, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) et Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Toute reproduction ou distribution non autorisée est interdite.
ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ
ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต