A condominium can recover from a negligent manager after the tort period has passed คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 686/2564
⚖️ Points clés à retenir ⚖️ ประเด็นสำคัญ
Le délit civil claim was prescribed, but the claim for breach of the agency relationship has no special period and runs ten years under section 193/30; the manager was negligent and liable under section 812, and the Supreme Court restored the trial court's judgment.
แต่สิทธิเรียกร้องในมูลผิดสัญญาตัวแทนนั้น ไม่มีกฎหมายกำหนดเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องถืออายุความ 10 ปี
Résumé exécutif บทสรุปผู้บริหาร
Un condominium juristic person can still recover from a negligent manager after the one year tort period has passed.
Les faits de l'affaire ข้อเท็จจริง
A condominium juristic person sued its former manager for failing to check cancelled receipts, which let an employee embezzle common funds.
Décision de la Cour (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)
The tort claim was prescribed, but the claim for breach of the agency relationship has no special period and runs ten years under section 193/30; the manager was negligent and liable under section 812, and the Supreme Court restored the trial court's judgment.
แต่สิทธิเรียกร้องในมูลผิดสัญญาตัวแทนนั้น ไม่มีกฎหมายกำหนดเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องถืออายุความ 10 ปี
Décision de la Cour plénière คำพิพากษาฉบับเต็ม
The following is the full text of Supreme Court Decision No. 686/2564. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 686/2564 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th
Une traduction anglaise est en cours de préparation et sera bientôt disponible.
คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดในความเสียหายที่จำเลยที่ 1 ยักยอกเงินของโจทก์ในระหว่างที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการของโจทก์เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2554 ถึงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2555 แต่คดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และ ฝ. นั้น เป็นการฟ้องให้จำเลยที่ 1 และ ฝ. รับผิดในความเสียหายที่จำเลยที่ 1 ยักยอกเงินของโจทก์ในระหว่างที่ ฝ. เป็นผู้จัดการของโจทก์เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2555 ถึงวันที่ 7 กันยายน 2555 ซึ่งความรับผิดของจำเลยที่ 2 และ ฝ. มิใช่การรับผิดร่วมกัน แต่เป็นความรับผิดของแต่ละคนที่จะต้องรับผิดเฉพาะในช่วงเวลาที่ตนเป็นผู้จัดการของโจทก์เท่านั้น และจำเลยที่ 2 มิได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซํ้าและการดำเนินกระบวนพิจารณาซํ้าจำเลยที่ 2 ประมาทเลินเล่อไม่ปฏิบัติหน้าที่ในการตรวจสอบใบเสร็จรับเงินที่มีการยกเลิกให้ถูกต้อง เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 เบียดบังเอาเงินของโจทก์ไปโดยทุจริต จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์ด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 812 เมื่อโจทก์มีสิทธิได้รับชำระหนี้ไม่เกินไปกว่าความเสียหายที่โจทก์ได้รับ ดังนั้น หากโจทก์ได้รับชำระหนี้ไว้จากจำเลยที่ 1 เพียงใด ก็ต้องนำมาหักชำระหนี้ในส่วนที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดด้วย
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 201,745.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 144,750 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ
จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 144,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 12 กันยายน 2555 ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 94,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 12 กันยายน 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท
จำเลยที่ 2 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในส่วนจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ
โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการของโจทก์ มีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเสมียน โดยรวบรวมเงินที่จำเลยที่ 1 รับชำระจากเจ้าของร่วมและผู้พักอาศัยนำไปฝากธนาคารตามระเบียบ แต่จำเลยที่ 2 ไม่ตรวจสอบหลักฐานใบเสร็จรับเงินที่จำเลยที่ 1 จัดทำ โดยหากมีใบเสร็จรับเงินที่ถูกยกเลิกต้องนำต้นฉบับมาแนบกับสำเนาแล้วบันทึกเป็นหลักฐานไว้ อันเป็นการบกพร่องต่อหน้าที่ เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 เบียดบังเอาเงินของโจทก์ไปตามรายการยกเลิกใบเสร็จรับเงินระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2554 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2555 การกระทำของจำเลยที่ 2 ทำให้โจทก์เสียหาย แม้โจทก์จะกล่าวมาในฟ้องไม่ชัดเจนว่าจำเลยที่ 2 กระทำละเมิดหรือผิดสัญญาแต่เมื่อโจทก์บรรยายข้อเท็จจริงมาให้เป็นที่เข้าใจตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไรแล้ว เป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องปรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องว่าจะต้องด้วยบทกฎหมายใด ซึ่งโจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 33 เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องแล้วว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการของโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้แทนของนิติบุคคลอาคารชุดและมีหน้าที่ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 36 ความเกี่ยวพันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ต้องพิจารณาตามบทบัญญัติว่าด้วยตัวแทนซึ่งนำมาใช้บังคับโดยอนุโลมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 77 ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 812 บัญญัติให้ตัวแทนจะต้องรับผิดถ้ามีความเสียหายเกิดขึ้นอย่างใด ๆ เพราะความประมาทเลินเล่อของตัวแทน ข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายฟ้องจึงเป็นการแสดงให้เห็นว่าเป็นกรณีที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายได้ทั้งสองทาง โดยให้จำเลยที่ 2 รับผิดทั้งในมูลผิดสัญญาตัวแทนและในมูลละเมิด ดังนั้น แม้ว่าโจทก์จะรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทนอย่างช้าในวันที่ 12 กันยายน 2555 และจำเลยที่ 2 ชำระเงินให้โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนกรกฎาคม 2557 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2560 อันทำให้สิทธิเรียกร้องในมูลละเมิดของโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่สิทธิเรียกร้องในมูลผิดสัญญาตัวแทนนั้น ไม่มีกฎหมายกำหนดเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องถืออายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่ศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ว่า การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นฟ้องซํ้าและการดำเนินกระบวนพิจารณาซํ้ากับคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และนาย ฝ. หรือไม่ และจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด เพื่อมิให้กระบวนพิจารณาล่าช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอีก
ปัญหาว่า การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นฟ้องซํ้าและการดำเนินกระบวนพิจารณาซํ้ากับคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และนาย ฝ. หรือไม่นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดในความเสียหายที่จำเลยที่ 1 ยักยอกเงินของโจทก์ในระหว่างที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการของโจทก์เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2554 ถึงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2555 แต่คดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และนาย ฝ. นั้น เป็นการฟ้องให้จำเลยที่ 1 และนาย ฝ. รับผิดในความเสียหายที่จำเลยที่ 1 ยักยอกเงินของโจทก์ในระหว่างที่นาย ฝ. เป็นผู้จัดการของโจทก์เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2555 ถึงวันที่ 7 กันยายน 2555 ซึ่งความรับผิดของจำเลยที่ 2 และนาย ฝ. มิใช่การรับผิดร่วมกัน แต่เป็นความรับผิดของแต่ละคนที่จะต้องรับผิดเฉพาะในช่วงเวลาที่ตนเป็นผู้จัดการของโจทก์เท่านั้น และจำเลยที่ 2 มิได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซํ้าและการดำเนินกระบวนพิจารณาซํ้ากับคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และนาย ฝ.
ส่วนปัญหาว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใดนั้น เห็นว่า ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดมีหน้าที่บริหารงานของนิติบุคคลอาคารชุดให้เป็นไปโดยเรียบร้อยรวมถึงต้องดูแลเรื่องการเงินของนิติบุคคลอาคารชุดให้ถูกต้องเหมาะสม การตรวจสอบบัญชีรายรับรายจ่ายของนิติบุคคลดังกล่าว จึงเป็นหน้าที่สำคัญประการหนึ่งของผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด การที่โจทก์มอบหมายให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเสมียนมีหน้าที่เก็บเงินค่าใช้จ่ายส่วนกลาง ค่านํ้าประปา ค่าไฟฟ้า ค่าจอดรถ และค่าบริการต่าง ๆ ก็เป็นเรื่องปกติที่จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดต้องทำการตรวจสอบการทำหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ให้ถูกต้องเหมาะสมเพื่อให้การบริหารงานของโจทก์เป็นไปโดยเรียบร้อย ได้ความจากคำเบิกความของนางสาวธนันพัชญ์ ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดของโจทก์ว่า เหตุที่จำเลยที่ 1 สามารถกระทำการทุจริตเบียดบังยักยอกเงินของโจทก์ไปได้เนื่องจากจำเลยที่ 2 บกพร่องต่อหน้าที่ ไม่ตรวจสอบบัญชีรายรับและไม่ตรวจสอบกรณีที่มีการยกเลิกใบเสร็จรับเงินแล้วไม่นำต้นฉบับใบเสร็จรับเงินที่ถูกยกเลิกมาแนบติดกับสำเนาและบันทึกเป็นหลักฐานกำกับไว้ เมื่อที่ประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วมซึ่งมีการประชุมเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2556 ขอให้จำเลยที่ 2 แสดงความรับผิดชอบ จำเลยที่ 2 ยอมรับผิดโดยขอผ่อนชำระเดือนละ 5,000 บาท จำเลยที่ 2 ผ่อนชำระมาแล้ว 10 งวด จำเลยที่ 1 เบิกความเป็นพยานจำเลยที่ 2 ตอบคำถามค้านทนายความโจทก์เจือสมพยานโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ถามเพียงว่าทำไมต้องยกเลิก ใบเสร็จรับเงิน แต่จำเลยที่ 2 ไม่ได้บันทึกเป็นหลักฐานไว้ในสมุดเล่มใหญ่ที่ใช้คุมใบเสร็จรับเงิน ทั้งจำเลยที่ 2 ยังเบิกความตอบทนายความโจทก์ถามค้านรับว่า การตรวจสอบการทุจริตของนิติบุคคลโจทก์นั้น โจทก์จะมีสมุดคุมเล่มใหญ่ หากมีการยกเลิกใบเสร็จรับเงินจะมีการขีดฆ่าด้วยหมึกสีแดง โดยในระหว่างที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการมีการยกเลิกใบเสร็จรับเงิน 66 ฉบับ ซึ่งเป็นรายการยกเลิกใบเสร็จรับเงินในช่วงระหว่างวันที่ 3 พฤศจิกายน 2554 ถึงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2555 ภายในเวลาเพียง 3 เดือนเศษ แต่ปรากฏว่ามีรายการยกเลิกใบเสร็จรับเงินถึง 66 ฉบับ เห็นได้ว่าจำเลยที่ 2 มิได้ดำเนินการตรวจสอบอย่างเคร่งครัด แม้จำเลยที่ 1 จะทำใบเสร็จรับเงินขึ้นมาอีก 1 ชุด ที่มีรูปแบบและเลขหมายเดิมเพื่อลวงจำเลยที่ 2 ตามที่จำเลยที่ 2 อ้างก็ตาม แต่ก็มิใช่เรื่องซับซ้อน จำเลยที่ 2 สามารถตรวจสอบได้จากบัญชีรายรับรายจ่ายและสมุดเล่มใหญ่ที่ใช้คุมใบเสร็จรับเงิน การที่จำเลยที่ 2 ไม่ได้ดำเนินการตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ของตน เป็นการแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ประมาทเลินเล่อมิได้ปฏิบัติหน้าที่ในการควบคุมตรวจสอบใบเสร็จรับเงินที่มีการยกเลิกให้ถูกต้องเพื่อให้การบริหารงานของโจทก์เป็นไปโดยเรียบร้อย ทั้งจำเลยที่ 2 ยังแสดงความรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยขอผ่อนชำระต่อที่ประชุมใหญ่วิสามัญเจ้าของร่วมและผ่อนชำระมาแล้วถึง 10 งวด พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีนํ้าหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ประมาทเลินเล่อไม่ปฏิบัติหน้าที่ในการตรวจสอบใบเสร็จรับเงินที่มีการยกเลิกให้ถูกต้อง เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 เบียดบังเอาเงินของโจทก์ไปโดยทุจริต จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์ด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 812 แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อโจทก์มีสิทธิได้รับชำระหนี้ไม่เกินไปกว่าความเสียหายที่โจทก์ได้รับ ดังนั้น หากโจทก์ได้รับชำระหนี้ไว้จากจำเลยที่ 1 เพียงใด ก็ต้องนำมาหักชำระหนี้ในส่วนที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดด้วย
พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ทั้งนี้หากโจทก์ได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 แล้วเพียงใด ก็ให้ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ลดลงเพียงนั้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 686/2564
นิติบุคคลอาคารชุด อ. โจทก์
นางสาว ก. กับพวก จำเลย
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.พ.พ. ม. 193/30 , ม. 448 วรรคหนึ่ง , ม. 812 ป.วิ.พ. ม. 144 , ม. 148 แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คู่ความ: นิติบุคคลอาคารชุด อ. โจทก์ นางสาว ก. กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 193/30 , ม. 448 วรรคหนึ่ง , ม. 812 ป.วิ.พ. ม. 144 , ม. 148
ศาล: ศาลแขวงดุสิต - นายนคร มิ่งมงคล ศาลอุทธรณ์ - นางสาวอรพิน พรแสงจันทร์
องค์คณะ: (อารีย์ เตชะหรูวิจิตร-กาญจนา ชัยคงดี-นันทวัน เจริญชาศรี)
Articles de code cités มาตราที่อ้างอิง
Avertissement : Les traductions anglaises fournies sur ce site Web sont non officielles et à titre informatif uniquement. Le texte faisant foi des lois thaïlandaises est en langue thaïe tel que publié dans la Gazette royale thaïlandaise (RatchakitchanubeksaCe contenu ne constitue pas un avis juridique. Pour toute question juridique spécifique, veuillez consulter un avocat thaïlandais qualifié.
Droits d'auteur © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. Le texte statutaire thaïlandais (ตัวบทกฎหมาย) et les décisions originales de la Cour suprême (Dika) en langue thaïe sont dans le domaine public telles que publiées dans la Gazette du gouvernement royal thaïlandais (ราชกิจจานุเบกษา) conformément à l'article 7 de la loi sur le droit d'auteur de 2537 (1994). Tout le reste du contenu, y compris les traductions en anglais, les résumés des décisions de la Cour suprême (Dika), les annotations juridiques, les renvois, les commentaires et l'analyse éditoriale, constitue la propriété intellectuelle protégée par le droit d'auteur de ThaiLawOnline et ses rédacteurs, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) et Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Toute reproduction ou distribution non autorisée est interdite.
ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ
ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต