Heirs of a foreign landowner inherit the sale proceeds, not the land คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8195/2561
⚖️ Points clés à retenir ⚖️ ประเด็นสำคัญ
Because both spouses were aliens when the land was acquired, the wife's co-ownership share passing to her heirs was the right to the sale proceeds, not ownership of the land; the sale carried out under the earlier judgment was lawful and could not be revoked. Judgment affirmed.
สิทธิของ น. ในที่ดินพิพาทในฐานะเจ้าของรวมที่ตกทอดแก่ทายาทก็คือเงินที่ได้จากการจำหน่ายที่ดินพิพาท
Résumé exécutif บทสรุปผู้บริหาร
Heirs of a foreign owner inherit money from the forced sale, not the land.
Les faits de l'affaire ข้อเท็จจริง
An earlier final judgment ordered prête-nom land acquired by an alien husband to be sold under sections 94 and 96; an heir of his wife, also an alien when the land was bought, sued to revoke the sale.
Décision de la Cour (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)
Because both spouses were aliens when the land was acquired, the wife's co-ownership share passing to her heirs was the right to the sale proceeds, not ownership of the land; the sale carried out under the earlier judgment was lawful and could not be revoked. Judgment affirmed.
สิทธิของ น. ในที่ดินพิพาทในฐานะเจ้าของรวมที่ตกทอดแก่ทายาทก็คือเงินที่ได้จากการจำหน่ายที่ดินพิพาท
Décision de la Cour plénière คำพิพากษาฉบับเต็ม
The full judgment of Supreme Court Decision No. 8195/2561 is published in Thai: switch this page to Thai to read it. The facts and the holding in English are at the top of this page. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8195/2561 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th
การที่ทายาทหรือผู้จัดการมรดกของ ส. ผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทคนหนึ่งที่ถูกฟ้องในคดีแรก ไม่ยอมปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาล จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลของ ว. ผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์อีกคนในที่ดินพิพาท และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้เข้าเป็นคู่ความแทน จ. เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแรก ย่อมมีสิทธิถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาดำเนินการจำหน่ายที่ดินพิพาทตามคำพิพากษาของศาลได้โดยชอบ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันทำสัญญาขายหรือจำหน่ายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 3 นำไปจดทะเบียนจำนองแก่จำเลยที่ 4 ย่อมชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่อาจฟ้องให้เพิกถอนได้
คำฟ้องโจทก์ที่ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายและการจำนองที่ดินพิพาท เป็นการเรียกร้องให้ได้ที่ดินพิพาทคืนทั้งสามแปลง ไม่ใช่เฉพาะส่วนของโจทก์ ย่อมเป็นคดีมีทุนทรัพย์เต็มตามราคาที่ดินพิพาท มิใช่ตามส่วนที่โจทก์มีสิทธิในที่ดินพิพาท
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินตามโฉนดเลขที่ 1904, 1905 และ 1909 อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร (โฉนดเลขที่ 52799 เลขที่ดิน 369 อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร) ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนจำนองที่ดินดังกล่าว ระหว่างจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 4 เพื่อให้ที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวกลับคืนเป็นชื่อของนายสุมิตรและนายสุวิทย์ตามเดิมโดยปราศจากภาระผูกพันใด ๆ ทั้งสิ้น โดยให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันรับผิดชอบชำระค่าธรรมเนียมในการโอนคืน อากรแสตมป์ ค่าภาษีเงินได้หรือภาษีธุรกิจเฉพาะ และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพียงฝ่ายเดียว หากจำเลยทั้งสี่ไม่ยอมปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน และให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ลงในโฉนดที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าว 1 ใน 7 ส่วน เฉพาะที่ดินของนางนิภาหรือ 1 ใน 14 ส่วน ของที่ดินแต่ละแปลง โดยให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายและค่าภาษีต่าง ๆ ทั้งหมดด้วย หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ยอมปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน และห้ามจำเลยทั้งสี่และบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวอีกต่อไป
จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การ และจำเลยที่ 2 ให้การทำนองเดียวกันกับจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การทำนองเดียวกันขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติเบื้องต้นว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายเจียม และนางนิภา ซึ่งเดิมเป็นบุคคลต่างด้าวสัญชาติจีน มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 6 คน คือ นางสิริมา นายสุวิทย์ นายสุมิตร โจทก์ จำเลยที่ 1 และนายพิชัย จำเลยที่ 2 เป็นบุตรของนายพิชัย นางนิภาถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2530 มีจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันตามคำสั่งศาลของนางนิภา ปี 2533 นายเจียมเป็นโจทก์ฟ้องนายสุมิตรบุตรชายกับนายวิวัฒน์ และนายวินัย บุตรนายสุวิทย์ เป็นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 13856/2533 หมายเลขแดงที่ 8529/2544 ของศาลชั้นต้น ขอให้บังคับบุคคลทั้งสามคืนทรัพย์สินซึ่งรวมทั้งที่ดินพิพาททั้งสามแปลงในคดีนี้ คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 1904, 1905 และ 1909 อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร แก่นายเจียม หากไม่อาจบังคับตามคำขอได้ก็ให้บังคับตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 94 และ 96 ระหว่างพิจารณานายเจียมและนายสุมิตรถึงแก่ความตาย กรณีนายเจียม เดิมศาลมีคำสั่งอนุญาตให้นายสุวิทย์และนายพิชัยเข้าเป็นคู่ความแทนต่อมานายสุวิทย์และนายพิชัยถึงแก่ความตาย ศาลจึงมีคำสั่งอนุญาตให้นายธิติ จำเลยที่ 2 คดีนี้ซึ่งเป็นบุตรของนายพิชัยเข้าเป็นคู่ความแทนนายเจียม ส่วนกรณีนายสุมิตร ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้นายวิรัตน์ เข้าเป็นคู่ความแทนนายสุมิตรโดยมีนายวิวัฒน์เป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล คดีมีคำพิพากษาถึงที่สุดชั้นอุทธรณ์เนื่องจากคู่ความผู้ฎีกาถอนฎีกา โดยศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาเกี่ยวกับที่ดินพิพาททั้งสามแปลงในคดีนี้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นคือให้จำหน่ายที่ดินโฉนดเลขที่ต่าง ๆ รวมทั้งที่ดินพิพาททั้งสามแปลงดังกล่าวที่นายเจียมได้มาระหว่างเป็นคนต่างด้าวไปตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 94 และ 96 โดยให้นายเจียมได้รับเงินจากการจำหน่ายที่ดินนั้นแทนการได้กรรมสิทธิ์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา ในปี 2540 ก่อนนายสุมิตรถึงแก่ความตาย นายสุมิตรเป็นโจทก์ฟ้องนางสิริมา นายสุวิทย์ โจทก์ จำเลยที่ 1 และนายพิชัยเป็นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 5924/2540 หมายเลขแดงที่ 10443/2544 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ขอให้บังคับบุคคลทั้งห้าแบ่งทรัพย์มรดกส่วนของนางนิภามารดาซึ่งรวมทั้งส่วนของที่ดินพิพาททั้งสามแปลงในคดีนี้ คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 1904, 1905 และ 1909 อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร ให้แก่นายสุมิตร 1 ใน 7 ส่วน ระหว่างพิจารณานายสุมิตรและนายสุวิทย์ ถึงแก่ความตาย ศาลมีคำสั่งกรณีนายสุมิตรอนุญาตให้นายวิวัฒน์เข้าเป็นคู่ความแทน และมีคำสั่งกรณีนายสุวิทย์อนุญาตให้จำเลยที่ 1 คดีนี้ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลของนายสุวิทย์เข้าเป็นคู่ความแทน คดีมีคำพิพากษาถึงที่สุดชั้นฎีกาโดยศาลฎีกาได้พิพากษาเกี่ยวกับที่ดินพิพาททั้งสามแปลงในคดีนี้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ซึ่งพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ที่พิพากษาบังคับให้บุคคลทั้งห้าร่วมกันแบ่งทรัพย์มรดกส่วนของนางนิภาซึ่งรวมทั้งส่วนของที่ดินพิพาททั้งสามแปลงในคดีนี้ให้แก่นายสุมิตร 1 ใน 7 ส่วน ถ้าแบ่งไม่ได้ให้นำออกขายทอดตลาดนำเงินที่ได้มาแบ่งให้ตามส่วน วันที่ 26 กรกฎาคม 2556 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลของนายสุวิทย์ผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์คนหนึ่งในที่ดินพิพาททั้งสามแปลงแทนนายเจียม โดยจำเลยที่ 2 ผู้รับมอบอำนาจกระทำการแทนและจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้เข้าเป็นคู่ความแทนนายเจียมในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 13856/2533 หมายเลขแดงที่ 8529/2544 ของศาลชั้นต้น ได้ร่วมกันปฏิบัติตามคำพิพากษาอันถึงที่สุดชั้นอุทธรณ์ในคดีนั้น ทำหนังสือสัญญาขายที่ดินพิพาททั้งสามแปลงรวมสามโฉนดให้แก่จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 3 ได้นำที่ดินพิพาททั้งสามแปลงไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่จำเลยที่ 4 โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยที่ 3 ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 10443/2544 จึงได้นำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งสี่ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายและการจำนองเป็นคดีนี้
คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประเด็นสำคัญแห่งคดีประการแรกว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทและการจำนองที่ดินพิพาทตามฟ้องได้หรือไม่ โจทก์ฎีกาประเด็นข้อนี้ข้อแรกว่า คำพิพากษาอันเป็นที่สุดในชั้นอุทธรณ์ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 8529/2544 ที่พิพากษาให้จำหน่ายที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 94 และ 96 โดยให้นายเจียมโจทก์ในคดีได้รับเงินจากการจำหน่ายที่ดินนั้นแทนการได้กรรมสิทธิ์ ขัดกับคำพิพากษาอันเป็นที่สุดในชั้นฎีกาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 10443/2544 ที่พิพากษาให้จำเลยทั้งห้าในคดีร่วมกันแบ่งที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกส่วนของนางนิภาให้แก่นายสุมิตรโจทก์ในคดี 1 ใน 7 ส่วน ถ้าแบ่งไม่ได้ให้นำออกขายทอดตลาดนำเงินที่ได้มาแบ่งให้ตามส่วน ซึ่งอ้างว่าต่างกล่าวถึงการปฏิบัติชำระหนี้อันแบ่งแยกจากกันมิได้ ต้องบังคับให้ถือตามคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 10443/2544 ที่สูงกว่าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 146 จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่อาจนำที่ดินพิพาทไปขายหรือจำหน่ายเพื่อบังคับตามคำพิพากษาอันถึงที่สุดชั้นอุทธรณ์ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 8529/2544 ให้แก่จำเลยที่ 3 ได้ เห็นว่า คดีแรกคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 8529/2544 เป็นคดีที่นายเจียมสามีนางนิภาฟ้องเรียกทรัพย์สินรวมทั้งที่ดินพิพาทคืนจากนายสุมิตรกับพวกซึ่งเป็นตัวแทน คดีมีคำพิพากษาถึงที่สุดชั้นอุทธรณ์ พิพากษาให้จำหน่ายทรัพย์สินเกี่ยวกับที่ดินพิพาทที่นายเจียมได้มาระหว่างเป็นคนต่างด้าวไปตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 94 และ 96 โดยให้นายเจียมได้รับเงินจากการจำหน่ายที่ดินแทนการได้กรรมสิทธิ์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา อันเป็นการพิพากษากล่าวถึงการปฏิบัติชำระหนี้ตามคำพิพากษาเกี่ยวกับการคืนทรัพย์สินในกรณีเป็นที่ดินแก่คนต่างด้าวที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วยการบังคับให้จัดการจำหน่ายแทนการได้กรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายที่ดิน เมื่อที่ดินพิพาทได้มาในระหว่างที่นายเจียมเป็นคนต่างด้าว และได้ความในชั้นพิจารณาจากทางนำสืบของจำเลยที่ 2 ซึ่งโจทก์ไม่ได้นำสืบเป็นอย่างอื่นว่า นางนิภาได้สัญชาติไทยหลังนายเจียมแสดงว่าในระหว่างที่ได้ที่ดินพิพาทมานั้น นางนิภาก็เป็นคนต่างด้าวเช่นเดียวกับนายเจียมสามี ดังนั้นสิทธิของนางนิภาในที่ดินพิพาทในฐานะเจ้าของรวมที่ตกทอดแก่ทายาท ก็คือเงินที่ได้จากการจำหน่ายที่ดินพิพาท หาใช่กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทดังที่โจทก์กล่าวอ้าง ฉะนั้น คดีที่สองคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 10443/2544 ที่นายสุมิตรเป็นโจทก์ฟ้องพี่น้องห้าคนเป็นจำเลย ขอให้บังคับพี่น้องทั้งห้าแบ่งทรัพย์มรดกส่วนของที่ดินพิพาทในส่วนของนางนิภามารดาให้แก่นายสุมิตร 1 ใน 7 ส่วน และคดีถึงที่สุดในชั้นฎีกาพิพากษาให้แบ่งทรัพย์มรดกส่วนของที่ดินพิพาทในส่วนของนางนิภาให้แก่นายสุมิตร 1 ใน 7 ส่วน ตามฟ้องนั้น เห็นได้ว่าเป็นการพิพากษาบังคับให้ปฏิบัติการชำระหนี้ในการแบ่งทรัพย์มรดกเกี่ยวกับที่ดินพิพาทในส่วนของนางนิภา ซึ่งก็ย่อมต้องหมายถึงเงินที่ได้จากการจำหน่ายที่ดินพิพาทนั่นเอง ทั้งประเด็นแห่งคดีตามคำฟ้องก็แตกต่างกัน ไม่ถือเป็นการปฏิบัติชำระหนี้อันแบ่งแยกจากกันไม่ได้ คำพิพากษาหาได้ขัดกันไม่ ด้วยเหตุนี้การที่ทายาทหรือผู้จัดการมรดกของนายสุมิตรผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทคนหนึ่งที่ถูกฟ้องในคดีแรก ไม่ยอมปฏิบัติตามคำพิพากษาตามคำบังคับของศาล จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลของนายสุวิทย์ผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์อีกคนในที่ดินพิพาทและจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้เข้าเป็นคู่ความแทนนายเจียมเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแรก ย่อมมีสิทธิถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาดำเนินการจำหน่ายที่ดินพิพาทตามคำพิพากษาของศาลได้โดยชอบ การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันปฏิบัติตามคำพิพากษาตามคำบังคับคดีแรกทำสัญญาขายหรือจำหน่ายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 3 นำไปจดทะเบียนจำนองแก่จำเลยที่ 4 ย่อมชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่อาจฟ้องให้เพิกถอนได้ ส่วนโจทก์จะมีส่วนได้เสียในมรดกเพียงใดเป็นเรื่องที่อาจจะไปว่ากล่าวกันในชั้นการแบ่งมรดก
ประการต่อมาโจทก์ฎีกาว่า คดีโจทก์ไม่ใช่คดีมีทุนทรัพย์หรือมีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ หรือหากเป็นคดีมีทุนทรัพย์ก็ควรเสียค่าขึ้นศาล 1 ใน 14 ส่วน ของราคาที่ดินพิพาทตามส่วนที่โจทก์มีสิทธิในที่ดินพิพาท เห็นว่า ตามคำฟ้องที่ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายและการจำนองที่ดินพิพาท เป็นการเรียกร้องให้ได้ที่ดินพิพาทคืนทั้งสามแปลง ไม่ใช่เฉพาะส่วนของโจทก์ ย่อมเป็นคดีมีทุนทรัพย์เต็มตามฟ้องข้ออ้างโจทก์ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์ ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นเพราะไม่มีผลให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลง
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8195/2561
นางสาว ญ. กับพวก จำเลย
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.พ.พ. ม. 213 วรรคสอง ป.ที่ดิน ม. 94 , ม. 96 ป.วิ.พ. ม. 146 , ตารางท้าย ป.วิ.พ. ตาราง 1 (1) (ก) แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คู่ความ: นาง อ. โจทก์ นางสาว ญ. กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 213 วรรคสอง ป.ที่ดิน ม. 94 , ม. 96 ป.วิ.พ. ม. 146 , ตารางท้าย ป.วิ.พ. ตาราง 1 (1) (ก)
ศาล: ศาลแพ่ง - นายพิพัฒน์ ขำขะจิตร์ ศาลอุทธรณ์ - นายนเรศ กลิ่นสุคนธ์
องค์คณะ: (ปานนท์ กัจฉปานันท์ -พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง-ชัยรัตน์ ศิลาลาย)
Articles de code cités มาตราที่อ้างอิง
Avertissement : Les traductions anglaises fournies sur ce site Web sont non officielles et à titre informatif uniquement. Le texte faisant foi des lois thaïlandaises est en langue thaïe tel que publié dans la Gazette royale thaïlandaise (RatchakitchanubeksaCe contenu ne constitue pas un avis juridique. Pour toute question juridique spécifique, veuillez consulter un avocat thaïlandais qualifié.
Droits d'auteur © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. Le texte statutaire thaïlandais (ตัวบทกฎหมาย) et les décisions originales de la Cour suprême (Dika) en langue thaïe sont dans le domaine public telles que publiées dans la Gazette du gouvernement royal thaïlandais (ราชกิจจานุเบกษา) conformément à l'article 7 de la loi sur le droit d'auteur de 2537 (1994). Tout le reste du contenu, y compris les traductions en anglais, les résumés des décisions de la Cour suprême (Dika), les annotations juridiques, les renvois, les commentaires et l'analyse éditoriale, constitue la propriété intellectuelle protégée par le droit d'auteur de ThaiLawOnline et ses rédacteurs, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) et Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Toute reproduction ou distribution non autorisée est interdite.
ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ
ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต