Vérifié ตรวจสอบแล้ว Code civil et commercialป.พ.พ. Décision 8738/2550 คำพิพากษาที่ 8738/2550 2007 (BE 2550)

The time limit to revoke a spouse's gift must be pleaded or the court cannot apply it คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8738/2550

Sections du CCC : มาตรา ป.พ.พ.:

⚖️ Points clés à retenir ⚖️ ประเด็นสำคัญ

The time limit in section 1480 paragraph two is a prescription period under section 193/9, not a matter of public order, so as the defendants had not pleaded it the appeal court could not dismiss the claim on that ground (section 193/29). The property was marital under the article 1474 presumption, the transfers without consent or value were revoked and the trial court's order to register the wife as co-owner was restored.

จะเห็นได้ว่ากำหนดระยะเวลาให้ฟ้องคดีดังกล่าวเป็นกำหนดระยะเวลาให้ใช้สิทธิเรียกร้อง ถ้ามิได้ใช้บังคับภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด สิทธิเรียกร้องนั้นเป็นอันขาดอายุความ

Résumé exécutif บทสรุปผู้บริหาร

A defendant who does not plead the one-year limit in the answer loses it.

Les faits de l'affaire ข้อเท็จจริง

A husband transferred shares in a Bangkok plot and shophouse, bought during the marriage, to his sister and to two children of his brother without his wife's consent and without value; she learned of it years later and sued.

Décision de la Cour (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)

The time limit in section 1480 paragraph two is a prescription period under section 193/9, not a matter of public order, so as the defendants had not pleaded it the appeal court could not dismiss the claim on that ground (section 193/29). The property was marital under the section 1474 presumption, the transfers without consent or value were revoked and the trial court's order to register the wife as co-owner was restored.
จะเห็นได้ว่ากำหนดระยะเวลาให้ฟ้องคดีดังกล่าวเป็นกำหนดระยะเวลาให้ใช้สิทธิเรียกร้อง ถ้ามิได้ใช้บังคับภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด สิทธิเรียกร้องนั้นเป็นอันขาดอายุความ

Décision de la Cour plénière คำพิพากษาฉบับเต็ม

The following is the full text of Supreme Court Decision No. 8738/2550. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8738/2550 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th

Une traduction anglaise est en cours de préparation et sera bientôt disponible.

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคสอง เป็นกำหนดระยะเวลาให้ใช้สิทธิเรียกร้อง ถ้ามิได้ใช้บังคับภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด สิทธิเรียกร้องนั้นเป็นอันขาดอายุความจึงเป็นเรื่องอายุความฟ้องร้องตามมาตรา 193/9
ปัญหาเรื่องอายุความไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มิได้ยกปัญหานี้ขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การ ส่วนจำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ คดีจึงไม่มีประเด็นเรื่องอายุความมาตั้งแต่ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์จะเอาอายุความมาเป็นเหตุยกฟ้องไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/29
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกันเมื่อเดือนกันยายน 2509 ระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยากัน ประมาณกลางปี 2510 โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ร่วมกันซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 18795 พร้อมตึกแถวเลขที่ 213 โดยใส่ชื่อจำเลยที่ 1 แต่เพียงผู้เดียวเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ต่อมาวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2533 จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนโอนที่ดินและตึกแถวพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ถือกรรมสิทธิ์รวม 1 ใน 2 ส่วนและวันที่ 6 กรกฎาคม 2536 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินและตึกแถวพิพาทเฉพาะส่วนที่เหลือของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ถือกรรมสิทธิ์รวม 1 ใน 2 ส่วน โดยมิได้รับความยินยอมจากโจทก์ โจทก์ทราบว่ามีการจดทะเบียนนิติกรรมดังกล่าวเมื่อประมาณปี 2540 จำเลยที่ 2 เป็นน้องสาวของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นหลานของจำเลยที่ 1 ทราบดีว่าที่ดินและตึกแถวพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินและตึกแถวพิพาทที่จำเลยที่ 1 โอนให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 แล้วใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม หากจำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่
จำเลยที่ 1 ให้การว่า ทรัพย์พิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับโอนที่ดินและตึกแถวพิพาทมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน เดิมที่ดินและตึกแถวพิพาทเป็นของนางป่อหน่ำกับนายป้อตุ้น นางป่อหน่ำเป็นมารดาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้งเป็นยายของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ส่วนนายป้อตุ้นเป็นพี่ชายของจำเลยที่ 2 ทั้งเป็นบิดาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 แต่ทั้งสองเป็นคนต่างด้าว จึงใส่ชื่อของจำเลยที่ 1 แทน ที่ดินพิพาทจึงไม่ใช่เป็นสินสมรสของโจทก์กับจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รวมระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 18795 เลขที่ดิน 1861 แขวงคลองเตย (บางกะปิฝั่งใต้) เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมตึกแถวเลขที่ 213 และให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกับจำเลยที่ 1 ในที่ดินพร้อมตึกแถวพิพาทดังกล่าว หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 คำขออื่นให้ยก
จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกปัญหาว่าโจทก์ได้ใช้สิทธิฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด จึงไม่มีอำนาจฟ้องและพิพากษายกฟ้องชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีนำที่ดินและตึกแถวพิพาทซึ่งเป็นสินสมรสไปโอนให้บุคคลอื่นโดยปราศจากความยินยอมของคู่สมรสจึงถือได้ว่าเป็นการจัดการสินสมรสโดยปราศจากความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งอาจฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมนั้นได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคหนึ่ง และมาตรา 1480 วรรคสอง บัญญัติว่า "การฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมตามวรรคหนึ่งห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รู้เหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันที่ได้ทำนิติกรรมนั้น" จะเห็นได้ว่ากำหนดระยะเวลาให้ฟ้องคดีดังกล่าวเป็นกำหนดระยะเวลาให้ใช้สิทธิเรียกร้อง ถ้ามิได้ใช้บังคับภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด สิทธิเรียกร้องนั้นเป็นอันขาดอายุความ จึงเป็นเรื่องอายุความฟ้องร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/9 ปัญหาเรื่องอายุความไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 มิได้ยกปัญหานี้ขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การ ส่วนจำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ คดีจึงไม่มีประเด็นเรื่องอายุความมาตั้งแต่ศาลชั้นต้น ศาลจะอ้างเอาอายุความมาเป็นเหตุยกฟ้องไม่ได้ ต้องห้ามตามมาตรา 193/29 ที่ศาลอุทธรณ์ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและพิพากษายกฟ้องเป็นการไม่ชอบ คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์โดยไม่ได้วินิจฉัยประเด็นที่ว่าที่ดินและตึกแถวพิพาทเป็นสินสมรสของโจทก์กับจำเลยที่ 1 หรือไม่ และโจทก์มีสิทธิเพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รวม ที่จำเลยที่ 1 โอนให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 หรือไม่ แต่เมื่อคู่ความต่างนำพยานหลักฐานของตนเข้าสืบจนเสร็จสิ้นกระแสความแล้ว เพื่อความรวดเร็วในการพิจารณาพิพากษาคดี ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามประเด็นดังกล่าวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ในข้อนี้ได้ความว่า หลังจากจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกับโจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาทเอกสารหมาย จ.3 ย่อมได้รับประโยชน์ตามข้อสันนิษฐานว่าผู้มีชื่อในโฉนดเป็นเจ้าของที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้ากรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งเป็นสินสมรสหรือไม่ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส" ซึ่งโจทก์ย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานดังกล่าว โจทก์ได้นำสืบพยานตามข้ออ้างของโจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กล่าวอ้างว่า ที่ดินและตึกแถวพิพาทไม่ใช่สินสมรส ย่อมมีภาระการพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว คดีนี้จำเลยที่ 1 ให้การอ้างว่าทรัพย์พิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 แต่ทางพิจารณาจำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้นำพยานมานำสืบสนับสนุนข้ออ้างของตน ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่าจำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินและตึกแถวพิพาทแทนนางป่อหน่ำมารดาจำเลยที่ 1 และนายป้อตุ้นพี่ชายจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ได้ที่ดินและตึกแถวพิพาทโดยเสียค่าตอบแทน แต่ทางพิจารณาจำเลยที่ 2 และที่ 3 กลับนำสืบว่าที่ดินพิพาทเป็นของนายป้อตุ้นคนเดียว และจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ได้ที่ดินและตึกแถวพิพาทโดยไม่เสียค่าตอบแทน ขัดแย้งกับคำให้การ ส่วนที่อ้างนายป้อตุ้นเป็นพยาน นายป้อตุ้นก็เบิกความลอยๆ แต่เพียงว่าเป็นผู้ซื้อที่ดินและตึกแถวพิพาท แต่เนื่องจากมีเชื้อชาติจีน จึงให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำสัญญาซื้อที่ดินและตึกแถวพิพาทแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งนายป้อตุ้นอ้างว่ามีส่วนรู้เห็นในการซื้อขายที่ดินและตึกแถวพิพาทจำเลยที่ 2 ที่ 3 ก็ไม่ได้นำมาเบิกความสนับสนุน ที่ดินและตึกแถวพิพาทได้ซื้อมาตั้งแต่ปี 2510 เมื่อพิจารณาสารบัญจดทะเบียนท้ายโฉนดที่ดินพิพาทเอกสารหมาย จ.3 แล้วจะเห็นได้ว่า หลังจากซื้อที่ดินพิพาทมาแล้ว จำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวมาโดยตลอดเป็นเวลาเกือบยี่สิบปี ไม่ปรากฏว่านายป้อตุ้นมีส่วนเกี่ยวข้องในการทำนิติกรรมด้วย จนเมื่อปี 2532 มีการแบ่งแยกโฉนดที่ดินพิพาทเป็นโฉนดอีกแปลงหนึ่ง ตามสำเนาโฉนดเอกสารหมาย ล.3 ซึ่งขณะนั้นจำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นบุตรของนายป้อตุ้นมีอายุประมาณ 29 ปี และ 28 ปี ตามลำดับ หากนายป้อตุ้นเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทจริงก็น่าจะให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินคืนโดยโอนให้แก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 แทนนายป้อตุ้นได้ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่ามีการแบ่งแยกที่ดินโอนใส่ชื่อจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดดังกล่าว เป็นการผิดปกติวิสัยของการเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทของนายป้อตุ้น ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 อ้าง นายประยูรบุตรเขยของนางไกรเจ้าของที่ดินพิพาทเดิมเป็นพยาน นายประยูรก็ไม่ได้เบิกความยืนยันว่าร่วมรู้เห็นในการซื้อขายที่ดินพิพาทมาโดยตลอด ส่วนที่นายป้อตุ้นเบิกความถึงก็ไม่ได้ยืนยันพาดพิงว่านายประยูรเข้ามามีส่วนร่วมรู้เห็นขณะที่ซื้อขายที่ดินพิพาทด้วย พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินและตึกแถวพิพาทแทนนายป้อตุ้น ที่ดินและตึกแถวพิพาทจึงเป็นสินสมรสเพราะเป็นทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 ได้มาระหว่างเป็นคู่สมรสกับโจทก์ การที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินและตึกแถวพิพาทซึ่งเป็นสินสมรสให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 รับว่าโจทก์ไม่ได้ไปสำนักงานที่ดินด้วย โจทก์ไม่ทราบว่ามีการทำนิติกรรมการโอนที่ดินและตึกแถวพิพาทและเป็นการโอนโดยไม่มีค่าตอบแทนแสดงว่าโจทก์มิได้ให้ความยินยอมทั้งเป็นการโอนโดยไม่มีค่าตอบแทน โจทก์จึงมีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"
พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8738/2550
นางวิมล วัชรินทราวุธ โจทก์
นายโอภาส วัชรินทราวุธ กับพวก จำเลย

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.พ.พ. ม. 193/9 , ม. 193/29 , ม. 1480 ป.วิ.พ. ม. 142 แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา

คู่ความ: นางวิมล วัชรินทราวุธ โจทก์ นายโอภาส วัชรินทราวุธ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 193/9 , ม. 193/29 , ม. 1480 ป.วิ.พ. ม. 142

องค์คณะ: (พันวะสา บัวทอง-พินิจ บุญชัด-สมศักดิ์ ตันติภิรมย์)

Articles de code cités มาตราที่อ้างอิง

Sebastien H. Brousseau LL.B., B.Sc. Consultant juridique étranger
Wichuda Atthatmethakon LL.M. Avocat et notaire thaïlandais

Examiné et annoté par des professionnels du droit qualifiés ayant plus de 18 ans d'expérience en droit thaïlandais.

ตรวจสอบและอธิบายโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีประสบการณ์การปฏิบัติงานด้านกฎหมายไทยมากกว่า 18 ปี

Avertissement : Les traductions anglaises fournies sur ce site Web sont non officielles et à titre informatif uniquement. Le texte faisant foi des lois thaïlandaises est en langue thaïe tel que publié dans la Gazette royale thaïlandaise (RatchakitchanubeksaCe contenu ne constitue pas un avis juridique. Pour toute question juridique spécifique, veuillez consulter un avocat thaïlandais qualifié.

Droits d'auteur © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. Le texte statutaire thaïlandais (ตัวบทกฎหมาย) et les décisions originales de la Cour suprême (Dika) en langue thaïe sont dans le domaine public telles que publiées dans la Gazette du gouvernement royal thaïlandais (ราชกิจจานุเบกษา) conformément à l'article 7 de la loi sur le droit d'auteur de 2537 (1994). Tout le reste du contenu, y compris les traductions en anglais, les résumés des décisions de la Cour suprême (Dika), les annotations juridiques, les renvois, les commentaires et l'analyse éditoriale, constitue la propriété intellectuelle protégée par le droit d'auteur de ThaiLawOnline et ses rédacteurs, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) et Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Toute reproduction ou distribution non autorisée est interdite.

ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ

ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

Retour en haut de la page
WhatsApp LINE Appeler Rendez-vous