Vérifié ตรวจสอบแล้ว Code civil et commercialป.พ.พ. Décision 8829/2568 คำพิพากษาที่ 8829/2568 2025 (BE 2568)

The one-year limit on claims against an estate runs from knowing of the death คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8829/2568

Sections du CCC : มาตรา ป.พ.พ.:

⚖️ Points clés à retenir ⚖️ ประเด็นสำคัญ

The one-year period in paragraph three runs from when the creditor knew or ought to have known of the death, not from the death itself; the buyer, who was not a relative, was taken to know only when he obtained official death records on 30 August 2021, so the counterclaim was in time. The administrator was ordered to register the transfer (or pay damages), with liability limited to the estate.

อายุความ 1 ปี นั้น ให้นับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้ หรือควรจะได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก มิใช่นับแต่วันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย

Résumé exécutif บทสรุปผู้บริหาร

A purchaser whose seller dies before the bureau foncier transfer can still compel the estate to complete it, provided the claim is filed within a year of learning of the death.

Les faits de l'affaire ข้อเท็จจริง

A buyer had agreed to buy a chanote plot and received the title deed, but the owner died in July 2018 before registering the transfer; when the owner's administrateur de succession sued for the deed back, the buyer counterclaimed for registration in January 2022.

Décision de la Cour (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)

The one-year period in paragraph three runs from when the creditor knew or ought to have known of the death, not from the death itself; the buyer, who was not a relative, was taken to know only when he obtained official death records on 30 August 2021, so the counterclaim was in time. The administrator was ordered to register the transfer (or pay damages), with liability limited to the estate.
อายุความ 1 ปี นั้น ให้นับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้ หรือควรจะได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก มิใช่นับแต่วันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย

Décision de la Cour plénière คำพิพากษาฉบับเต็ม

The full judgment of Supreme Court Decision No. 8829/2568 is published in Thai: switch this page to Thai to read it. The facts and the holding in English are at the top of this page. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8829/2568 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8829/2568
คำพิพากษาย่อสั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสาม ห้ามเจ้าหนี้กองมรดกใช้สิทธิเรียกร้องที่มีต่อเจ้ามรดกมาฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้ หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ก. ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2561 จำเลยยื่นคำให้การและฟ้องแย้งเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2565 ที่โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ฟ้องแย้งของจำเลยขาดอายุความ ก็เพียงแต่อ้างว่า จำเลยมาฟ้องแย้งเกินกว่า 1 ปี นับแต่ ก. ถึงแก่ความตายเท่านั้น แต่เมื่อพิจารณาจากบทบัญญัติมาตรา 1754 วรรคสาม แล้ว อายุความ 1 ปี นั้น ให้นับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้ หรือควรจะได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก มิใช่นับแต่วันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย หากจะนับจากวันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ก็ต้องนับระยะเวลา 10 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย ตามมาตรา 1754 วรรคสี่ เมื่อจำเลยทราบเรื่องการตายของ ก. ตั้งแต่ได้รับเอกสารยืนยันจากทางราชการ คือ วันที่ 30 สิงหาคม 2564 และจำเลยมายื่นคำให้การและฟ้องแย้งคดีนี้วันที่ 20 มกราคม 2565 จึงยังไม่เกิน 1 ปี นับแต่วันที่จำเลยได้รู้ หรือควรจะได้รู้ถึงเรื่องการตายของ ก. ฟ้องแย้งของจำเลยจึงยังไม่ขาดอายุความ

คำพิพากษาย่อยาว (ฉบับเต็ม) โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งคืนต้นฉบับโฉนดที่ดินเลขที่ 4852 แก่โจทก์ หากจำเลยไม่คืนหรือต้นฉบับโฉนดที่ดินสูญหายหรือถูกทำลาย ให้ศาลมีคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยในการขอออกใบแทนต้นฉบับโฉนดที่ดินดังกล่าว
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 4852 ให้แก่จำเลย หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ แต่หากสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่อง ให้โจทก์ชำระเงิน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 200,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย
โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ และให้โจทก์โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 4852 ให้แก่จำเลย หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ แต่หากสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่อง ให้โจทก์ชำระเงิน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 ธันวาคม 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ (ที่ถูก แก่จำเลย) แต่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกของนายกลิ่น ให้โจทก์ใช้ค่าธรรมเนียม (ที่ถูก ค่าฤชาธรรมเนียม) แทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 4852 คืนโจทก์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายกลิ่น หากจำเลยไม่สามารถส่งคืนหรือโฉนดที่ดินสูญหายหรือถูกทำลาย ให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ ยกฟ้องแย้ง คืนค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้งในศาลชั้นต้นส่วนที่เกิน 1,000 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งในส่วนฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งจำเลยในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ถึงแก่ความตาย นายวิทย์ผู้จัดการมรดกของนายกลิ่น ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาตให้นายวิทย์เข้าเป็นคู่ความแทน
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติว่า นายกลิ่นมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4852 เนื้อที่ 97 ตารางวา นายกลิ่นถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2561 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางอนงค์ โจทก์ ให้เป็นผู้จัดการมรดกของนายกลิ่น จำเลยครอบครองโฉนดที่ดินพิพาทอยู่ และเคยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ แต่ต่อมาได้ขอถอนคำร้องขอ โดยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้วว่า เหตุที่โฉนดที่ดินพิพาทไปอยู่ในความครอบครองของจำเลย เนื่องจากนายกลิ่นได้ตกลงขายที่ดินพิพาทและมอบโฉนดที่ดินพิพาทให้จำเลยแล้ว ตามคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลย ไม่ใช่เพียงแต่นำโฉนดที่ดินพิพาทไปวางประกันหนี้เงินกู้ตามคำฟ้องของโจทก์เท่านั้น เมื่อในชั้นฎีกาโจทก์ไม่ได้ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ข้อเท็จจริงที่ฟังว่า นายกลิ่นได้ตกลงขายที่ดินพิพาทให้จำเลยแล้ว จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า ฟ้องแย้งของจำเลยขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า ตามบทบัญญัติในเรื่องอายุความดังกล่าว ห้ามเจ้าหนี้กองมรดกใช้สิทธิเรียกร้องที่มีต่อเจ้ามรดกมาฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้ หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นายกลิ่นถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2561 จำเลยยื่นคำให้การและฟ้องแย้งเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2565 ที่โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ฟ้องแย้งของจำเลยขาดอายุความ ก็เพียงแต่อ้างว่า จำเลยมาฟ้องแย้งเกินกว่า 1 ปี นับแต่นายกลิ่นถึงแก่ความตายเท่านั้น แต่เมื่อพิจารณาจากบทบัญญัติมาตรา 1754 วรรคสาม แล้ว อายุความ 1 ปี นั้น ให้นับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้ หรือควรจะได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก มิใช่นับแต่วันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย หากจะนับจากวันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ก็ต้องนับระยะเวลา 10 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย ตามมาตรา 1754 วรรคสี่ ตามฟ้องแย้งของจำเลยในคดีนี้ จำเลยเพียงยืนยันว่า นายกลิ่นถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2561 เท่านั้น ไม่ได้มีข้อความใดเลยที่จะแสดงให้เห็นว่า จำเลยได้รู้หรือควรจะได้รู้ว่านายกลิ่นถึงแก่ความตายตั้งแต่เมื่อใด ซึ่งคำให้การแก้ฟ้องแย้งของโจทก์ แม้จะอ้างอายุความฟ้องร้องตามมาตรา 1754 วรรคสาม ก็ตาม แต่โจทก์ก็ไม่ได้ยืนยันในคำให้การดังกล่าวให้เห็นเลยว่า จำเลยได้รู้หรือควรจะได้รู้ถึงเรื่องการถึงแก่ความตายของนายกลิ่นตั้งแต่เมื่อใด คงอ้างลอย ๆ มาเพียงว่า คดีขาดอายุความตามบทบัญญัติดังกล่าวเท่านั้น ประเด็นในเรื่องอายุความนี้ แม้จะเป็นประเด็นที่โจทก์ให้การต่อสู้ อันเป็นหน้าที่ของจำเลยที่มีภาระการพิสูจน์ ต้องนำสืบให้เห็นว่า คดีตามฟ้องแย้งของจำเลยไม่ขาดอายุความ ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฎว่า ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2564 จำเลยเคยยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้น เพื่อขอให้มีคำสั่งว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแล้วโดยการครอบครองปรปักษ์ ซึ่งในเอกสารท้ายคำร้องดังกล่าว ก่อนดำเนินการยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้น จำเลยได้จัดเตรียมเอกสารโดยการไปขอคัดสำเนาเอกสารเกี่ยวกับการตายของนายกลิ่น ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องคือนายทะเบียนได้รับรองให้ เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2564 ของจำเลยในคดีดังกล่าว ในการนำสืบของจำเลยคดีนี้ จำเลยก็ยืนยันว่า เมื่อครบกำหนดจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาท เคยทวงถามให้นายกลิ่นจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แล้ว แต่นายกลิ่นก็บ่ายเบี่ยงเรื่อยมา จนภายหลังเมื่อทราบว่านายกลิ่นถึงแก่ความตาย จึงโทรศัพท์ไปหานายวิทย์ ทายาทของนายกลิ่น โดยตกลงกันว่าจะให้บ้านในที่ดินพิพาทแก่นายนิคม บุตรของนายกลิ่น แต่ไม้บางส่วนจำเลยขอเอาไว้ทำเฟอร์นิเจอร์ โดยนายวิทย์แจ้งให้จำเลยไปดำเนินการทางศาลเพื่อขอจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเอง จำเลยจึงดำเนินการยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ แต่ภายหลังจำเลยถูกโจทก์แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีข้อหาลักทรัพย์เกี่ยวกับไม้ที่จะนำไปทำเฟอร์นิเจอร์ตามที่ตกลงกับนายวิทย์ จำเลยจึงถอนคำร้องขอต่อศาลชั้นต้น เพื่อมาดำเนินคดีเรียกร้องให้โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายกลิ่น ดำเนินการโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยแทน การที่จำเลยบรรยายในคำร้องขอคดีขอครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาท หรือบรรยายในคำให้การและฟ้องแย้งคดีนี้ว่า นายกลิ่นถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2561 เพียงแต่เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงว่านายกลิ่นถึงแก่ความตายแล้ว ตั้งแต่เมื่อใดเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่า จำเลยรู้ถึงเหตุแห่งการตายของนายกลิ่นแล้วในขณะนั้น หรือรู้เมื่อใดเลย แต่พฤติการณ์ที่จำเลยนำสืบว่า เมื่อรู้ว่านายกลิ่นถึงแก่ความตายแล้ว ก็รีบโทรศัพท์ไปหานายวิทย์เพื่อตกลงกัน แล้วจึงยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท โดยไปขอคัดสำเนาเอกสารเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2564 ก็ต้องถือว่าจำเลยหาพยานหลักฐานยืนยันว่านายกลิ่นถึงแก่ความตายได้ เท่ากับทราบเรื่องการตายในวันดังกล่าวนั้นเอง นายกลิ่นไม่ใช่ญาติพี่น้องของจำเลย ไม่ได้สนิทสนมกันมาก่อน เพียงแค่มีการนำที่ดินพิพาทมาขายให้จำเลยเท่านั้น การถึงแก่ความตายของนายกลิ่น จึงไม่ใช่เรื่องที่จำเลยควรจะต้องรู้แต่อย่างใด ที่สำคัญฝ่ายโจทก์เองก็ไม่ได้มีการกล่าวอ้าง หรือนำสืบพยานหลักฐานใด ๆ ให้เห็นเลยว่า จำเลยได้รู้ หรือควรจะได้รู้ถึงเรื่องการตายของนายกลิ่นตั้งแต่เมื่อใด เห็นว่าจากพฤติการณ์ที่จำเลยยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท โดยการขอหลักฐานจากทางราชการก่อนดังกล่าว ต้องถือว่าจำเลยทราบเรื่องการตายของนายกลิ่นตั้งแต่ได้รับเอกสารยืนยันจากทางราชการนั้นเอง คือทราบตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2564 เมื่อจำเลยมายื่นคำให้การและฟ้องแย้งคดีนี้ วันที่ 20 มกราคม 2565 จึงยังไม่เกิน 1 ปี นับแต่วันที่จำเลยได้รู้ หรือควรจะได้รู้ถึงเรื่องการตายของนายกลิ่น ฟ้องแย้งของจำเลยจึงยังไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้ยกฟ้องแย้งและบังคับจำเลยตามคำฟ้องโจทก์ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น และเมื่อข้อเท็จจริงฟังว่า นายกลิ่นขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยแล้ว และมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้จำเลย แต่นายกลิ่นถึงแก่ความตายไปเสียก่อนแล้วเช่นนี้ โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายกลิ่นจึงมีหน้าที่ต้องดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยแทนนายกลิ่นนั้นเอง
พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ และให้โจทก์โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 4852 ให้แก่จำเลย หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ แต่หากสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่อง ให้โจทก์ชำระเงิน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 200,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 20 มกราคม 2565) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามที่จำเลยขอ แต่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกของนายกลิ่น ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งทั้งสามศาลให้เป็นพับ เฉพาะค่าขึ้นศาลส่วนฟ้องแย้งในศาลชั้นต้นที่จำเลยชำระไว้เกิน 1,000 บาท ให้คืนแก่จำเลย

Articles de code cités มาตราที่อ้างอิง

Sebastien H. Brousseau LL.B., B.Sc. Consultant juridique étranger
Wichuda Atthatmethakon LL.M. Avocat et notaire thaïlandais

Examiné et annoté par des professionnels du droit qualifiés ayant plus de 18 ans d'expérience en droit thaïlandais.

ตรวจสอบและอธิบายโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีประสบการณ์การปฏิบัติงานด้านกฎหมายไทยมากกว่า 18 ปี

Avertissement : Les traductions anglaises fournies sur ce site Web sont non officielles et à titre informatif uniquement. Le texte faisant foi des lois thaïlandaises est en langue thaïe tel que publié dans la Gazette royale thaïlandaise (RatchakitchanubeksaCe contenu ne constitue pas un avis juridique. Pour toute question juridique spécifique, veuillez consulter un avocat thaïlandais qualifié.

Droits d'auteur © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. Le texte statutaire thaïlandais (ตัวบทกฎหมาย) et les décisions originales de la Cour suprême (Dika) en langue thaïe sont dans le domaine public telles que publiées dans la Gazette du gouvernement royal thaïlandais (ราชกิจจานุเบกษา) conformément à l'article 7 de la loi sur le droit d'auteur de 2537 (1994). Tout le reste du contenu, y compris les traductions en anglais, les résumés des décisions de la Cour suprême (Dika), les annotations juridiques, les renvois, les commentaires et l'analyse éditoriale, constitue la propriété intellectuelle protégée par le droit d'auteur de ThaiLawOnline et ses rédacteurs, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) et Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Toute reproduction ou distribution non autorisée est interdite.

ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ

ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

Retour en haut de la page
WhatsApp LINE Appeler Rendez-vous