A daily holdover charge in a lease is a penalty the court may reduce คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 923/2549
⚖️ Points clés à retenir ⚖️ ประเด็นสำคัญ
The daily charge in the first bail was a penalty fixed in advance and excessive, so the court could reduce it under section 383; the second lease's charge did not apply because the lease expired rather than being terminated, but the landlord could claim damages in délit civil under section 438. A creditor who claims the contractual penalty cannot also claim tort damages for the same loss. The first instance award of 10,000 baht a month per unit was restored.
แต่เบี้ยปรับที่กำหนดไว้นั้นสูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383
Résumé exécutif บทสรุปผู้บริหาร
Holdover charges in Thai leases are often reduced, and the wording (expiry or termination) decides whether they apply at all.
Les faits de l'affaire ข้อเท็จจริง
A tenant of two registered 15-year commercial leases at the Chiang Mai Night Bazaar stayed on after the leases expired; one lease charged 2,000 baht a day if the premises were not returned on expiry, the other only after termination.
Décision de la Cour (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)
The daily charge in the first lease was a penalty fixed in advance and excessive, so the court could reduce it under section 383; the second lease's charge did not apply because the lease expired rather than being terminated, but the landlord could claim damages in tort under section 438. A creditor who claims the contractual penalty cannot also claim tort damages for the same loss. The first instance award of 10,000 baht a month per unit was restored.
แต่เบี้ยปรับที่กำหนดไว้นั้นสูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383
Décision de la Cour plénière คำพิพากษาฉบับเต็ม
The following is the full text of Supreme Court Decision No. 923/2549. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 923/2549 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th
Une traduction anglaise est en cours de préparation et sera bientôt disponible.
สัญญาเช่าอาคารห้องเลขที่ 10 ข้อ 1 วรรคสองระบุว่า เมื่อสัญญาเช่าครบกำหนดหรือสิ้นสุดลงด้วยเหตุใดก็ตาม "ผู้เช่า" ต้องส่งมอบสถานที่เช่าคืนให้แก่ "ผู้ให้เช่า" ทันที ในกรณีที่ "ผู้เช่า" ไม่สามารถส่งมอบสถานที่เช่าคืนให้แก่ "ผู้ให้เช่า" "ผู้เช่า" ยินยอมชำระค่าปรับให้แก่ "ผู้ให้เช่า" วันละ 2,000 บาท นับแต่วันครบกำหนดส่งมอบจนถึงวันที่ได้ส่งมอบสถานที่เช่าคืนให้แก่ "ผู้ให้เช่า" เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นข้อตกลงกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าในกรณีที่ผู้เช่าผิดสัญญาไม่สามารถส่งมอบอาคารที่เช่าคืนให้แก่ผู้ให้เช่าในทันที โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าเสียหายตามสัญญาเช่าข้อ 1 วรรคสอง ได้ แต่เบี้ยปรับที่กำหนดไว้นั้นสูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383
สัญญาเช่าอาคารห้องเลขที่ 11 ข้อ 8 วรรคสอง ระบุว่า เมื่อมีการบอกเลิกสัญญาเช่าแล้ว ไม่ว่ากรณีใด ๆ ก็ตาม "ผู้เช่า" จะต้องย้ายออกไปจากที่เช่าทันที ถ้าไม่ขนย้ายออกไปยอมให้ค่าเสียหายค่าปรับเป็นเงินวันละ 2,000 บาท แก่ "ผู้ให้เช่า" ทุกวันจนกว่าจะขนย้ายออกไป ซึ่งระบุเงื่อนไขในการยอมให้ค่าเสียหายเฉพาะกรณีมีการบอกเลิกสัญญาเช่าเท่านั้น แตกต่างจากสัญญาเช่าอาคารห้องเลขที่ 10 แต่แม้จะเป็นกรณีที่สัญญาเช่าสิ้นสุดหรือระงับลงเพราะครบกำหนดเวลาเช่าไม่เข้าเงื่อนไขที่โจทก์จะมีสิทธิเรียกค่าเสียหายฐานผิดสัญญาเช่า แต่โจทก์ก็มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยฐานละเมิดได้ซึ่งโจทก์ได้บรรยายมาในฟ้องและนำสืบถึงจำนวนค่าเสียหายที่เกิดจากการกระทำละเมิดแล้ว ศาลมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายให้ตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 438 วรรคหนึ่ง
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2526 จำเลยทำสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์ในศูนย์การค้าเชียงใหม่ไนท์บาซาร์ ชั้นใต้ดินเลขที่ 11 จากโจทก์ และได้จดทะเบียนการเช่าเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2528 มีกำหนดการเช่า 15 ปี ซึ่งสัญญาจะสิ้นสุดในวันที่ 31 ตุลาคม 2541 ต่อมาวันที่ 21 ธันวาคม 2537 จำเลยรับโอนสิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์ชั้นใต้ดินห้องเลขที่ 10 จากผู้เช่าเดิมซึ่งจะสิ้นสุดการเช่าวันที่ 31 ธันวาคม 2541 จำเลยได้จดทะเบียนการเช่าห้องหมายเลข 10 เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2538 จำเลยตกลงจะเป็นผู้ชำระค่ากระแสไฟฟ้าและค่าน้ำประปาที่ใช้ในอาคารพาณิชย์ทั้งสองห้องคืนโจทก์ จำเลยยอมเสียค่าปรับให้แก่โจทก์วันละ 2,000 บาท ต่ออาคารพาณิชย์ที่เช่าห้องหนึ่ง จำเลยเข้าไปใช้ประโยชน์จากอาคารพาณิชย์ทั้งสองห้องแต่ไม่ยอมชำระค่ากระแสไฟฟ้าและค่าน้ำประปาทั้งสองห้องงวดประจำเดือนธันวาคม 2541 และเดือนมกราคม 2542 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,674 บาท เงินจำนวนนี้จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ เมื่อใกล้ครบกำหนดการเช่าโจทก์มีหนังสือแจ้งไปยังจำเลยว่าไม่ประสงค์จะให้จำเลยเช่าอาคารพาณิชย์ทั้งสองห้องอีกต่อไปให้จำเลยออกไปเสียจากอาคารพาณิชย์ที่เช่าทั้งสองห้อง หลังจากครบกำหนดการเช่าแล้วจำเลยไม่ส่งมอบอาคารพาณิชย์ที่เช่าทั้งสองห้องคืนโจทก์ คงครอบครองอยู่ตลอดมา การกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ไม่สามารถนำอาคารพาณิชย์ทั้งสองห้องออกให้ผู้อื่นเช่าใช้ประโยชน์และจำเลยต้องเสียเบี้ยปรับแก่โจทก์ เป็นเงินวันละ 4,000 บาท นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2542 ถึงวันฟ้องเป็นเงินจำนวน 360,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากอาคารพาณิชย์ห้องเลขที่ 10 และ เลขที่ 11 ชั้นใต้ดินศูนย์การค้าเชียงใหม่ไนท์บาร์ซาร์และส่งมอบอาคารทั้งสองห้องคืนโจทก์ภายใน 30 วัน ให้จำเลยชำระเงิน 362,674 บาท และชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 362,674 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ให้จำเลยชำระค่าปรับวันละ 4,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบอาคารพาณิชย์ทั้งสองห้องให้โจทก์
จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ก่อนครบกำหนดการเช่า จำเลยได้จ่ายค่าเช่าล่วงหน้าสำหรับอาคารพาณิชย์ห้องเลขที่ 11 ที่เช่าจากโจทก์ไปแล้ว และจำเลยได้เจรจาเพื่อขอต่อสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์ทั้งสองห้องกับโจทก์ ระหว่างเจรจาโจทก์ยอมให้จำเลยครอบครองอาคารพาณิชย์ที่เช่าต่อไป ถือว่าโจทก์และจำเลยทำสัญญาเช่ากันใหม่เป็นการเช่าไม่มีกำหนดเวลา ต่อมาโจทก์มีหนังสือบอกเลิกการเช่าถึงจำเลย แต่จำเลยไม่ได้รับหนังสือบอกเลิกการเช่าและการบอกเลิกการเช่าของโจทก์ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ค่ากระแสไฟฟ้าและค่าน้ำประปาสำหรับเดือนธันวาคม 2541 จำเลยออกเช็คชำระให้โจทก์ไปแล้ว แต่โจทก์ไม่ยอมรับเช็คนับแต่วันที่ 1 มกราคม 2542 เป็นต้นมาจำเลยไม่สามารถเข้าใช้ประโยชน์ในอาคารพาณิชย์ที่เช่าทั้งสองห้อง เนื่องจากโจทก์ตัดน้ำประปาและตัดไฟฟ้า โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระเบี้ยปรับ จำเลยไม่ได้ใช้ประโยชน์ในอาคารพาณิชย์ที่เช่า จำเลยจึงไม่ต้องชำระค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปาสำหรับเดือนมกราคม 2542 การกระทำของโจทก์เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตทำให้จำเลยไม่อาจขายสินค้าให้แก่นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศในช่วงเดือนมกราคม 2542 ซึ่งเป็นช่วงที่มีผู้จับจ่ายซื้อสินค้ากันมาก ต้องขาดประโยชน์จากการค้าขายเป็นเงินถึง 1,000,000 บาท ขอให้บังคับโจทก์ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 1,000,000 บาท แก่จำเลย
โจทก์ให้การฟ้องแย้งว่า โจทก์รับเงินค่าเช่าอาคารพาณิชย์ห้องเลขที่ 11 ไว้จากจำเลยอ้างว่าต้องการใช้ประโยชน์ในอาคารพาณิชย์ห้องดังกล่าวในระหว่างที่เจรจาขอต่อสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์กับโจทก์ แต่โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยเช่าอาคารพาณิชย์ทั้งสองห้อง จึงมีหนังสือบอกเลิกการเช่าไปถึงจำเลย จำเลยไม่ยอมรับหนังสือบอกเลิกการเช่าของโจทก์ หลังจากนั้นโจทก์แจ้งให้จำเลยส่งมอบอาคารพาณิชย์ที่เช่าคืนอีกหลายครั้ง ถือว่าโจทก์บอกเลิกการเช่าและให้เวลาแก่จำเลยตามสมควรแล้ว โจทก์มีอำนาจที่จะตัดไฟฟ้าและน้ำประปาได้ เนื่องจากจำเลยไม่ออกไปจากอาคารพาณิชย์ที่เช่า จำเลยไม่เสียหายจากการถูกตัดน้ำประปาและตัดไฟฟ้าโดยประกอบการต่อไปได้ เนื่องจากจำเลยนำเครื่องปั่นไฟฟ้ามาปั่นไฟฟ้าใช้เอง ค่าเสียหายของจำเลยไม่ถึง 1,000,000 บาท เนื่องจากปัจจุบันอยู่ในช่วงเศรษฐกิจไม่ดี หากจะต้องเสียหายจำเลยจะเสียหายเพียง 5,000 บาท
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 62,674 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 1 เมษายน 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระเงินค่าเสียหายเดือนละ 20,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนถึงวันที่ 3 กรกฎาคม 2543 ซึ่งจำเลยได้ส่งมอบห้องเช่าทั้งสองคืนโจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ
โจทก์และจำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินค่ากระแสไฟฟ้าและค่าน้ำประปาที่ค้างจำนวน 2,674 บาท และชำระดอกเบี้ยจากต้นเงินจำนวนดังกล่าวอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขอของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก นอกจากแก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นที่ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ว่า เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2526 จำเลยทำสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์ห้องเลขที่ 11 ชั้นเอ ซึ่งอยู่ในศูนย์การค้าเชียงใหม่ไนท์บาซาร์จากโจทก์ มีกำหนดระยะเวลาการเช่า 15 ปี ครบกำหนดการเช่าวันที่ 31 ตุลาคม 2541 ตามเอกสารหมาย จ.3 และต่อมาวันที่ 21 ธันวาคม 2537 จำเลยรับโอนสิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์เลขที่ 10 ของศูนย์การค้าเชียงใหม่ไนท์บาซาร์ ซึ่งอยู่ติดกับห้องเลขที่ 11 จากผู้เช่าเดิมโดยทำสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์ห้องนี้ใหม่กับโจทก์โดยตรง ซึ่งครบกำหนดการเช่าวันที่ 31 ธันวาคม 2541 ตามเอกสาร จ.5 แต่เมื่อครบกำหนดการเช่า จำเลยไม่ยอมส่งคืนและยังครอบครองอาคารที่เช่าทั้งสองห้องทั้งที่โจทก์ได้ทักท้วงแล้ว นอกจากนี้จำเลยค้างชำระหนี้ค่ากระแสไฟฟ้าและค่าน้ำประปาแก่โจทก์จำนวน 2,674 บาท คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อสัญญาเช่าอาคารทั้งสองฉบับดังกล่าวครบกำหนดเวลาเช่าตามที่ได้ตกลงกันไว้ สัญญาเช่าเป็นอันระงับลง โดยมิพักต้องบอกกล่าวก่อนจำเลยมีหน้าที่ต้องส่งคืนอาคารที่เช่าทั้งสองห้องแก่โจทก์ การที่จำเลยไม่ยอมส่งคืนอาคารที่เช่าแก่โจทก์ เป็นการผิดสัญญาเช่า และการที่จำเลยยังครอบครองอาคารที่เช่าต่อไปโดยโจทก์ไม่ยินยอม เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายหากจำเลยได้ทั้งฐานผิดสัญญาและฐานกระทำละเมิด เพียงแต่ใช้สิทธิเรียกเอาเบี้ยปรับฐานผิดสัญญาแล้ว โจทก์ไม่อาจใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนฐานละเมิดได้ เพราะเป็นค่าเสียหายมูลกรณีเดียวกัน สำหรับสัญญาเช่าอาคารห้องเลขที่ 10 เอกสารหมาย จ.5 ข้อที่ 1 วรรคสองระบุว่า เมื่อสัญญาเช่าครบกำหนดหรือสิ้นสุดลงด้วยเหตุใดก็ตาม "ผู้เช่า" ต้องส่งมอบสถานที่เช่าคืนให้แก่ "ผู้ให้เช่า" ทันที ในกรณีที่ "ผู้เช่า" ไม่สามารถส่งมอบสถานที่เช่าคืนให้แก่ "ผู้ให้เช่า" ได้ทันที "ผู้เช่า" ยินยอมชำระค่าปรับให้แก่ "ผู้ให้เช่า" วันละ 2,000 บาท นับแต่วันครบกำหนดส่งมอบจนถึงวันที่ได้ส่งมอบสถานที่เช่าคืนให้แก่ "ผู้ให้เช่า" เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นข้อตกลงกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าในกรณีที่ผู้เช่าผิดสัญญาไม่สามารถส่งมอบอาคารที่เช่าคืนให้แก่ผู้ให้เช่าในทันที โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าเสียหายตามสัญญาเช่าข้อ 1 วรรคสองได้ แต่เบี้ยปรับที่กำหนดไว้นั้นสูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 ส่วนสัญญาเช่าอาคารห้องเลขที่ 11 เอกสารหมาย จ.3 ข้อ 8 วรรคสอง มีข้อความว่า เมื่อมีการบอกเลิกสัญญาเช่าแล้ว ไม่ว่ากรณีใด ๆ ก็ตาม "ผู้เช่า" จะต้องย้ายออกไปจากที่เช่าทันที พร้อมทั้งบริวาร ถ้าไม่ขนย้ายออกไปยอมให้ค่าเสียหายค่าปรับเป็นเงินวันละ 2,000 บาท แก่ "ผู้ให้เช่า" ทุกวันไปจนกว่าจะขนย้ายออกไปเสร็จเรียบร้อย ซึ่งระบุเงื่อนไขในการยอมให้ค่าเสียหายเฉพาะกรณีมีการบอกเลิกสัญญาเช่าเท่านั้น แตกต่างจากสัญญาเช่าอาคารห้องเลขที่ 10 แต่คดีนี้เป็นกรณีที่สัญญาเช่าสิ้นสุดหรือระงับลงเพราะครบกำหนดเวลาเช่าไม่เข้าเงื่อนไขที่โจทก์จะมีสิทธิเรียกค่าเสียหายฐานผิดสัญญาเช่าตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยก็จริง แต่โจทก์ก็มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยฐานกระทำละเมิดได้ซึ่งโจทก์ได้บรรยายมาในฟ้องและนำสืบถึงจำนวนค่าเสียหายที่เกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลยแล้ว ศาลมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายให้ตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคหนึ่ง และเห็นว่า ที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 10,000 บาท ต่อห้องนั้น เป็นการกำหนดค่าเสียหายเหมาะสมแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องในส่วนนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 923/2549
บริษัทนครพิงค์ไนท์บาซาร์ จำกัด โจทก์
นางสาวอัจฉรา พัฒน์ทอง จำเลย
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.พ.พ. ม. 379 , ม. 383 , ม. 391 , ม. 420 , ม. 438 , ม. 537 แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา
คู่ความ: บริษัทนครพิงค์ไนท์บาซาร์ จำกัด โจทก์ นางสาวอัจฉรา พัฒน์ทอง จำเลย ป.พ.พ. ม. 379 , ม. 383 , ม. 391 , ม. 420 , ม. 438 , ม. 537
องค์คณะ: (สมชัย จึงประเสริฐ-พีรพล จันทร์สว่าง-บุญรอด ตันประเสริฐ)
Articles de code cités มาตราที่อ้างอิง
Avertissement : Les traductions anglaises fournies sur ce site Web sont non officielles et à titre informatif uniquement. Le texte faisant foi des lois thaïlandaises est en langue thaïe tel que publié dans la Gazette royale thaïlandaise (RatchakitchanubeksaCe contenu ne constitue pas un avis juridique. Pour toute question juridique spécifique, veuillez consulter un avocat thaïlandais qualifié.
Droits d'auteur © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. Le texte statutaire thaïlandais (ตัวบทกฎหมาย) et les décisions originales de la Cour suprême (Dika) en langue thaïe sont dans le domaine public telles que publiées dans la Gazette du gouvernement royal thaïlandais (ราชกิจจานุเบกษา) conformément à l'article 7 de la loi sur le droit d'auteur de 2537 (1994). Tout le reste du contenu, y compris les traductions en anglais, les résumés des décisions de la Cour suprême (Dika), les annotations juridiques, les renvois, les commentaires et l'analyse éditoriale, constitue la propriété intellectuelle protégée par le droit d'auteur de ThaiLawOnline et ses rédacteurs, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) et Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Toute reproduction ou distribution non autorisée est interdite.
ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ
ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต