Vérifié ตรวจสอบแล้ว Code civil et commercialป.พ.พ. Décision 9599/2553 คำพิพากษาที่ 9599/2553 2010 (BE 2553)

Property a will fails to dispose of passes to the statutory heirs คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9599/2553

Sections du CCC : มาตรา ป.พ.พ.:

⚖️ Points clés à retenir ⚖️ ประเด็นสำคัญ

The plaintiff was not disinherited, because the testament neither excluded her expressly nor disposed of the whole estate (section 1608); clause 5 became ineffective, so that land was undisposed of and passed to the statutory heirs under sections 1699 and 1620 paragraph two, giving the plaintiff a 1/8 share.

ที่ดินพิพาทจึงยังคงเป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกที่ยังมิได้จำหน่ายโดยพินัยกรรมย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย

Résumé exécutif บทสรุปผู้บริหาร

A clause that has lost its purpose leaves that property to intestacy, which can let in a child the testator meant to leave out.

Les faits de l'affaire ข้อเท็จจริง

A mother's will left her half share in her late husband's estate to six of her eight children and, in clause 5, directed that her own land be sold to pay a bank debt, but the hypothèque was redeemed before she died.

Décision de la Cour (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)

The plaintiff was not disinherited, because the will neither excluded her expressly nor disposed of the whole estate (section 1608); clause 5 became ineffective, so that land was undisposed of and passed to the statutory heirs under sections 1699 and 1620 paragraph two, giving the plaintiff a 1/8 share.
ที่ดินพิพาทจึงยังคงเป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกที่ยังมิได้จำหน่ายโดยพินัยกรรมย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย

Décision de la Cour plénière คำพิพากษาฉบับเต็ม

The following is the full text of Supreme Court Decision No. 9599/2553. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9599/2553 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th

Une traduction anglaise est en cours de préparation et sera bientôt disponible.

การตัดไม่ให้ทายาทโดยธรรมได้รับมรดกในกรณีที่เจ้ามรดกทำพินัยกรรมไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1608 กำหนดไว้ 2 กรณี กรณีแรกคือเจ้ามรดกแสดงเจตนาไว้ในพินัยกรรมโดยชัดแจ้งด้วยการระบุตัวทายาทผู้ถูกตัดมิให้รับมรดก กรณีที่สองคือเจ้ามรดกทำพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์มรดกเสียทั้งหมดโดยไม่มีทายาทโดยธรรมคนที่เจ้ามรดกประสงค์จะตัดมิให้รับมรดกมีชื่อเป็นผู้รับประโยชน์ใด ๆ ในพินัยกรรมนั้น เมื่อตามพินัยกรรมไม่ระบุว่าตัดโจทก์มิให้รับมรดกโดยชัดแจ้งและที่ยกทรัพย์มรดกให้แก่ทายาท 6 คน โดยไม่มีชื่อโจทก์นั้น มีข้อความระบุไว้ชัดเจนว่า หมายถึงเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ที่เจ้ามรดกมีสิทธิในกองมรดกของ อ. ครึ่งหนึ่งในฐานะภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น แต่ที่ดินพิพาทตามข้อ 5 ของพินัยกรรมเป็นทรัพย์มรดกที่เป็นสินส่วนตัวของเจ้ามรดกที่ได้รับการยกให้มาจาก พ. จึงเป็นคนละส่วนกัน เมื่อตามพินัยกรรมข้อ 5 คงมีแต่คำสั่งของเจ้ามรดกที่ให้ผู้จัดการมรดกขายที่ดินพิพาทแล้วนำเงินมาชำระหนี้แก่ธนาคารเจ้าหนี้ โดยมิได้มีคำสั่งของเจ้ามรดกว่า หากการชำระหนี้มีเงินเหลือให้ตกได้แก่ผู้ใด หรือหากมีกรณีที่ทรัพย์มรดกดังกล่าวไม่มีการดำเนินการตามนั้นจะให้ตกได้แก่ผู้ใด ทั้งปรากฏว่าได้มีการไถ่ถอนทรัพย์จำนองที่ดินพิพาทจากธนาคารเจ้าหนี้ก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย จึงเป็นกรณีที่ข้อกำหนดในพินัยกรรมเรื่องการชำระหนี้เกี่ยวกับทรัพย์สินรายนี้เป็นอันไร้ผล ที่ดินพิพาทจึงยังคงเป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกที่ยังมิได้จำหน่ายโดยพินัยกรรมย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1699 และ 1620 วรรคสอง โจทก์เป็นบุตรคนหนึ่งในจำนวนบุตร 8 คน ของเจ้ามรดก ย่อมมีสิทธิได้รับหนึ่งในแปดส่วนของที่ดินพิพาทตามมาตรา 1629 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบมาตรา 1633
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองดำเนินการรวมที่ดินโฉนดเลขที่ 28553 ถึง 28556 ตำบลสวนหลวง (บางจาก)อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ให้เป็นที่ดินโฉนดแปลงเดียวกัน แล้วแบ่งแยกออกเป็น 8 ส่วน เท่า ๆ กัน โดยให้ทางทิศใต้ของที่ดินแต่ละแปลงติดกับถนนสาธารณะ (ถนนอ่อนนุชหรือซอยอ่อนนุช) และแบ่งให้แก่โจทก์ จำนวน 1 ส่วนมีเนื้อที่ไม่ต่ำกว่า 267 ตารางวา หากไม่สามารถดำเนินการแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวให้มีคำสั่งนำที่ดินออกประมูลขายทอดตลาดและแบ่งเงินจากการขายทอดตลาดแก่โจทก์ 1 ส่วน เป็นเงินไม่น้อยกว่า 2,015,000 บาท หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการ ให้ถือคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยทั้งสอง โดยให้โจทก์ดำเนินการแทน และจำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการดังกล่าว
จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การตัดมิให้ทายาทโดยธรรมได้รับมรดกสำหรับกรณีที่เจ้ามรดกทำพินัยกรรมไว้นั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1608 กำหนดไว้เป็น 2 กรณี กรณีแรกตามวรรคหนึ่ง ( 1) และวรรคสอง เจ้ามรดกต้องแสดงเจตนาชัดแจ้งไว้ในพินัยกรรมโดยระบุตัวทายาทผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกไว้ให้ชัดเจน และกรณีที่สองตามวรรคสามคือจำหน่ายทรัพย์มรดกเสียทั้งหมดในพินัยกรรม โดยไม่มีทายาทโดยธรรมคนที่เจ้ามรดกประสงค์จะตัดมิให้รับมรดกมีชื่อเป็นผู้รับประโยชน์ใด ๆ ในพินัยกรรมนั้น พินัยกรรมไม่ปรากฏการตัดโจทก์มิให้รับมรดกโดยชัดแจ้งตามกรณีแรกจึงคงมีแต่กรณีที่สองที่ว่าเจ้ามรดกได้จำหน่ายทรัพย์มรดกโดยพินัยกรรม เสียทั้งหมดแล้วหรือไม่ เจ้ามรดกระบุจำหน่ายทรัพย์มรดกแก่ทายาทตามข้อ 1 ถึงข้อ 7 โจทก์โต้แย้งแต่เพียงข้อ 5 ข้อเดียวว่า ที่ดินพิพาทที่กำหนดไว้ในข้อดังกล่าวเจ้ามรดกยังมิได้ยกให้แก่ผู้ใด จึงต้องตกได้แก่ทายาทโดยธรรม จำเลยทั้งสองนำสืบว่า นอกเหนือจากโจทก์จะไม่มีชื่อเป็นผู้รับมรดกในพินัยกรรม ข้อ 7 ของพินัยกรรมยังได้กำหนดให้อสังหาริมทรัพย์นอกเหนือจากที่ระบุไว้ในข้อ 1 ถึงข้อ 6 ตกได้แก่ทายาทโดยธรรมที่ระบุชื่อไว้จำนวน 6 คน ซึ่งไม่มีชื่อโจทก์อยู่ในทายาทดังกล่าวนั้น จึงเป็นกรณีที่เจ้ามรดกได้จำหน่ายทรัพย์มรดกโดยพินัยกรรมหมดแล้วโดยโจทก์มิได้รับประโยชน์จากพินัยกรรมเลย โจทก์จึงถูกตัดมิให้รับมรดกตามมาตรา 1608 วรรคสาม เห็นว่า ตามข้อ 7 ของพินัยกรรมที่ยกทรัพย์มรดกนอกเหนือจากที่ระบุไว้ในข้อ 1 ถึงข้อ 6 ให้แก่ทายาท 6 คน ที่ไม่มีชื่อโจทก์นั้น มีข้อความระบุไว้ชัดเจนว่าหมายถึงเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ที่นางฟาติมะมีสิทธิในกองมรดกของนายเอ อี ครึ่งหนึ่งในฐานะภริยาโดยชอบด้วยฎหมายเท่านั้น แต่สำหรับที่ดินพิพาทตามข้อ 5 ของพินัยกรรมนั้น เป็นทรัพย์มรดกที่เป็นสินส่วนตัวของนางฟาติมะที่ได้รับการยกให้จากนายไพโรจน์ ตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2507 ที่ดินพิพาทจึงมิได้ถูกจำหน่ายโดยพินัยกรรมข้อ 7 จึงเหลือข้อที่ต้องพิจารณาเพียงประการเดียวว่า ที่ดินพิพาทได้มีการจำหน่ายไปโดยพินัยกรรมข้อ 5 แล้วหรือไม่ อันจะมีผลให้โจทก์เป็นทายาทโดยธรรมผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกของนางฟาติมะเจ้ามรดก ตามมาตรา 1608 วรรคสาม หรือไม่ด้วย พิเคราะห์ข้อความในข้อ 5 ทั้งหมดแล้ว ไม่ปรากฏว่ามีการยกที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ใดคงมีแต่คำสั่งให้ผู้จัดการมรดกขายที่ดินพิพาทนำเงินมาชำระหนี้แก่ธนาคารเจ้าหนี้ โดยมิได้มีคำสั่งของนางฟาติมะเจ้ามรดกว่าหากการชำระหนี้มีเงินเหลือให้ตกได้แก่ผู้ใด หรือหากมีกรณีที่ทรัพย์มรดกดังกล่าวไม่มีการดำเนินการตามนั้นจะให้ตกได้แก่ผู้ใด เมื่อข้อเท็จจริงยุติแล้วว่าได้มีการไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทจากธนาคารเจ้าหนี้ก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทยังคงเป็นของนางฟาติมะเจ้ามรดกโดยไม่มีข้อที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งในข้อ 5 อีก จึงเป็นทรัพย์มรดกที่ปลอดจากภาระใด ๆ ในวันที่ เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย กลายเป็นทรัพย์มรดกที่ยังไม่มีการระบุว่าจะให้ตกได้แก่ผู้ใด ส่วนที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ใช้เงินส่วนตัวไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทจากธนาคารเจ้าหนี้นั้น เป็นเรื่องที่จะต้องไปว่ากล่าวเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก เพราะโจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่งยังปฏิเสธข้ออ้างดังกล่าว และหากเป็นจริงดังที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างและนำสืบ หนี้จำนวนแน่นอนที่จะหักกลบลบหนี้กับที่ดินพิพาทได้ก็ยังไม่ชัดเจน และที่ดินพิพาทยังไม่มีการขาย เมื่อขายแล้วจะได้เงินมากกว่าหนี้ที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าได้ชำระแทนไปหรือไม่ หากมีจำนวนมากกว่า ส่วนที่เหลือก็ยังต้องตกเป็นของทายาทโดยธรรมทุกคนรวมทั้งโจทก์คนละส่วนเท่า ๆ กัน เพราะพินัยกรรมข้อ 5 มิได้ระบุไว้ว่าให้ตกได้แก่ผู้ใดโดยเฉพาะ อีกทั้งไม่มีการฟ้องแย้งเรียกเงินจำนวนใด ๆ โดยจำเลยทั้งสอง จึงย่อมไม่มีประเด็นที่จะพิพากษาให้จำเลยทั้งสองได้เงินจำนวนใด ๆ เมื่อพินัยกรรม ข้อ 5 ระบุไว้ว่าให้ผู้จัดการมรดกขายที่ดินพิพาทเพื่อนำเงินมาชำระหนี้จำนองแก่ธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ ผู้เป็นเจ้าหนี้ แต่ ณ วันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย อันเป็นวันที่พินัยกรรมมีผลใช้บังคับ ไม่มีหนี้จำนองดังกล่าวให้ต้องมีการขายที่ดินพิพาทมาชำระหนี้อีก จึงเป็นกรณีที่ข้อกำหนดในพินัยกรรมเรื่องการชำระหนี้เกี่ยวกับทรัพย์สินรายนี้เป็นอันไร้ผล ทำให้พินัยกรรม จำหน่ายแต่เพียงบางส่วนแห่งทรัพย์มรดก ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกส่วนที่ยังมิได้จำหน่ายโดยพินัยกรรมย่อมตกทอดและต้องแบ่งปันกันแก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1699 และมาตรา 1620 วรรคสอง ขณะถึงแก่ความตายนางฟาติมะเจ้ามรดกมีบุตร 8 คน โดยโจทก์เป็นหนึ่งในจำนวนดังกล่าว ย่อมมีสิทธิได้รับหนึ่งในแปดส่วนของที่ดินพิพาทตามมาตรา 1629 วรรคหนึ่ง ( 1) ประกอบมาตรา 1633 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์โดยวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องแบ่งที่ดินพิพาทเพราะจำเลยที่ 2 ได้เป็นผู้ไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่ที่โจทก์มีคำขอให้ศาลกำหนดวิธีการแบ่งที่ดินพิพาทและกำหนดให้โจทก์ได้ปริมาณที่ดินขั้นต่ำหรือเงินขั้นต่ำในกรณีต้องมีการขายทอดตลาดนั้น กรณีนี้เป็นเรื่องทายาททั้งแปดคนมีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท สิทธิหน้าที่ของเจ้าของรวมแต่ละคนย่อมต้องเป็นไปตามกฎหมายดังกล่าว คำพิพากษาของศาลจึงต้องกำหนดให้โจทก์ได้ตามเท่าที่กฎหมายดังกล่าวบัญญัติไว้เท่านั้น ไม่อาจกำหนดจำนวนที่ดินหรือเงินส่วนแบ่งขั้นต่ำให้แก่โจทก์ได้ตามที่ขอ
พิพากษากลับเป็นว่า ให้โจทก์ได้รับส่วนแบ่งหนึ่งในแปดส่วนของที่ดินพิพาทคือที่ดินโฉนดเลขที่ 28553 ถึง 28556 ตำบลสวนหลวง (บางจาก)อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร โดยให้จำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดก ดำเนินการแบ่งที่ดินพิพาทดังกล่าวให้แก่โจทก์ หากตกลงกันไม่ได้ ให้นำที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาด นำเงินที่ขายได้แบ่งให้โจทก์ 1 ใน 8 ส่วน หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง โดยให้โจทก์ดำเนินการแทน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 30,000 บาท
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9599/2553
นายสุวัฒน์ ชองกูเลีย โจทก์
นางสาวสุดา ชองกูเลีย ในฐานะผู้จัดการมรดก
ของนางฟาติมะ นานา กับพวก จำเลย

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.พ.พ. ม. 1608 , ม. 1620 วรรคสอง , ม. 1629 , ม. 1633 , ม. 1699 แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

คู่ความ: นายสุวัฒน์ ชองกูเลีย โจทก์ นางสาวสุดา ชองกูเลีย ในฐานะผู้จัดการมรดก ของนางฟาติมะ นานา กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 1608 , ม. 1620 วรรคสอง , ม. 1629 , ม. 1633 , ม. 1699

ศาล: ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายไชยยศ วรนันท์ศิริ ศาลอุทธรณ์ - นายอธิคม อินทุภูติ

องค์คณะ: (สุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา-วรพจน์ วิไลชนม์-นิพนธ์ ใจสำราญ)

Articles de code cités มาตราที่อ้างอิง

Sebastien H. Brousseau LL.B., B.Sc. Consultant juridique étranger
Wichuda Atthatmethakon LL.M. Avocat et notaire thaïlandais

Examiné et annoté par des professionnels du droit qualifiés ayant plus de 18 ans d'expérience en droit thaïlandais.

ตรวจสอบและอธิบายโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีประสบการณ์การปฏิบัติงานด้านกฎหมายไทยมากกว่า 18 ปี

Avertissement : Les traductions anglaises fournies sur ce site Web sont non officielles et à titre informatif uniquement. Le texte faisant foi des lois thaïlandaises est en langue thaïe tel que publié dans la Gazette royale thaïlandaise (RatchakitchanubeksaCe contenu ne constitue pas un avis juridique. Pour toute question juridique spécifique, veuillez consulter un avocat thaïlandais qualifié.

Droits d'auteur © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. Le texte statutaire thaïlandais (ตัวบทกฎหมาย) et les décisions originales de la Cour suprême (Dika) en langue thaïe sont dans le domaine public telles que publiées dans la Gazette du gouvernement royal thaïlandais (ราชกิจจานุเบกษา) conformément à l'article 7 de la loi sur le droit d'auteur de 2537 (1994). Tout le reste du contenu, y compris les traductions en anglais, les résumés des décisions de la Cour suprême (Dika), les annotations juridiques, les renvois, les commentaires et l'analyse éditoriale, constitue la propriété intellectuelle protégée par le droit d'auteur de ThaiLawOnline et ses rédacteurs, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) et Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Toute reproduction ou distribution non autorisée est interdite.

ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ

ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

Retour en haut de la page
WhatsApp LINE Appeler Rendez-vous