Land registered to children without the husband's consent can remain marital property คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4044-4046/2566
⚖️ Points clés à retenir ⚖️ ประเด็นสำคัญ
The transfers were found to be arrangements for the children to hold the land on the wife's behalf, not outright gifts, so the land remained biens matrimoniaux, the defence that they were gifts in keeping with the family's station or a moral duty failed, and the husband could have his name entered as co-owner under section 1475. The court revoked the gift registrations still held by the children, but could not affect plots sold to persons not joined in the case.
กรณีจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมให้ที่ดินพิพาทโดยเสน่หาแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน และเป็นการให้ที่พอสมควรแก่ฐานานุรูปหรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา
Résumé exécutif บทสรุปผู้บริหาร
A paper gift to relatives who are really holding for the transferring spouse leaves the property marital, and a buyer who is not sued is not bound by the judgment.
Les faits de l'affaire ข้อเท็จจริง
A wife married since 1969 registered gifts of many plots of marital land to two of the couple's children without her husband's consent, and one child later sold some plots and let a third person into co-ownership of others.
Décision de la Cour (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)
The transfers were found to be arrangements for the children to hold the land on the wife's behalf, not outright gifts, so the land remained marital property, the defence that they were gifts in keeping with the family's station or a moral duty failed, and the husband could have his name entered as co-owner under section 1475. The court revoked the gift registrations still held by the children, but could not affect plots sold to persons not joined in the case.
กรณีจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมให้ที่ดินพิพาทโดยเสน่หาแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน และเป็นการให้ที่พอสมควรแก่ฐานานุรูปหรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา
Analyse juridique การวิเคราะห์ทางกฎหมาย
On section 1480: The children held the land on the wife's behalf rather than as outright gifts, so this was not a wrongful dealing that had to be challenged within one year under section 1480 paragraph two; the land remained marital property and the husband could at any time have his name registered as co-owner under section 1475. The gift registrations still held by the children were revoked.
Décision de la Cour plénière คำพิพากษาฉบับเต็ม
The full judgment of Supreme Court Decision No. 4044-4046/2566 is published in Thai: switch this page to Thai to read it. The facts and the holding in English are at the top of this page. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4044-4046/2566 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th
คำพิพากษาย่อสั้น คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 จัดการสินสมรสโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ อันเป็นการอาศัยสิทธิตาม ป.พ.พ. มาตรา 1476 ซึ่งหากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 จัดการสินสมรสโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ โจทก์สามารถฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมนั้นได้ตามมาตรา 1480 และหากศาลเพิกถอนนิติกรรมย่อมเกิดผลที่โจทก์สามารถร้องขอให้ลงชื่อตนเป็นเจ้าของรวมกันในเอกสารได้ตาม มาตรา 1475 การวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเป็นการวินิจฉัยที่เกี่ยวเนื่องกับประเด็นข้อพิพาทในคดี กรณีมิใช่การวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นหรือพิพากษาเกินไปกว่าคำฟ้อง
คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้และขอให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมกับจำเลยที่ 1 ในที่ดินพิพาท ส่วนคดีก่อนจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นโจทก์ฟ้องนาง อ. เรียกโฉนดที่ดินคืน กรณีมิใช่เป็นโจทก์คนเดียวกัน ทั้งมิใช่เรื่องเดียวกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ ฟ้องซ้อน และดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ส่วนอีกคดีแม้จะเป็นโจทก์คนเดียวกันฟ้อง แต่ที่ดินคนละแปลงกัน ประเด็นที่วินิจฉัยมิใช่เรื่องเดียวกัน จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ ฟ้องซ้อน หรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีดังกล่าว
การที่จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นการให้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนจำเลยที่ 1 กรณียังรับฟังไม่ได้ว่าเป็นการยกให้ที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยเด็ดขาด จึงมิใช่การจัดการสินสมรสโดยมิชอบที่จะต้องฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ได้รู้เหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1480 วรรคสอง เมื่อที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะร้องขอให้ลงชื่อตนเป็นเจ้าของรวมในเอกสารสำคัญตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 1475 ได้ โดยโจทก์มีสิทธิตลอดเวลาไม่ว่าจะช้านานเท่าใดที่จะติดตามเอาคืนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้ถือกรรมสิทธิ์แทน คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ เมื่อยังปรากฏชื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในสารบาญโฉนดที่ดินพิพาทโดยไม่มีสิทธิ โจทก์ย่อมมีสิทธิขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนให้ในสารบาญโฉนดที่ดินพิพาทได้
แม้คดีจะฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์แทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ก็ไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาทไปทำนิติกรรมใด ๆ โจทก์มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับนาย พ. และนาย ช. หรือติดตามเอาคืนทรัพย์สินของโจทก์ได้ แต่การเพิกถอนนิติกรรมย่อมกระทบถึงสิทธิของนาย พ. และนาย ช. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดี เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องนาย พ. และนาย ช. เป็นจำเลยด้วยผลของคำพิพากษาไม่อาจบังคับบุคคลภายนอกคดีได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัว ฯ มาตรา 182/1 วรรคสอง แต่เมื่อจำเลยที่ 2 ยังถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงร่วมกับนาย ช. โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะร้องขอให้ลงชื่อโจทก์ในโฉนดที่ดินเฉพาะส่วนที่จำเลยที่ 2 ถือกรรมสิทธิ์ได้
คำพิพากษาย่อยาว (ฉบับเต็ม) คดีทั้งสามสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสามสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 ทั้งสามสำนวนว่า จำเลยที่ 1 เรียกจำเลยที่ 2 ในสำนวนแรกและสำนวนที่สามว่า จำเลยที่ 2 เรียกจำเลยที่ 2 ในสำนวนที่สองว่า จำเลยที่ 3 และเรียกจำเลยที่ 3 ในสำนวนที่สามว่า จำเลยที่ 4
โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินพิพาทในชุดที่ 1 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมกับจำเลยที่ 1 ในที่ดินพิพาทในชุดที่ 1 กับเพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินพิพาทในชุดที่ 2 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมกับจำเลยที่ 1 ในที่ดินพิพาทในชุดที่ 2 และให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินพิพาทในชุดที่ 3 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 กับเพิกถอนนิติกรรมขายฝากที่ดินพิพาทในชุดที่ 3 ระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 4 และให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมกับจำเลยที่ 1 ในที่ดินพิพาทในชุดที่ 3 หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยที่ 1 และหรือจำเลยที่ 2 และที่ 3
จำเลยที่ 1 และที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ
จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง
ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 3 เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 ผู้มรณะตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 43 ต่อมานายชัชวาล ผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นอนุญาต
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีทั้งสามสำนวนให้เป็นพับ
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนลงชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 11254, 71979, 35942, 35943 และจดทะเบียนลงชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมเฉพาะส่วนที่จำเลยที่ 2 ยังมีกรรมสิทธิ์รวมอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 71537 และ 72118 ให้จำเลยที่ 3 จดทะเบียนลงชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 11658, 11659, 1031, 74648, 71978 หากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยที่ 2 และที่ 3 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2512 มีบุตรด้วยกัน 4 คน คือ นางวรรณอนงค์ จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 และนายหรือพระพรชัย ระหว่างพิจารณาคดี จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2562 ที่ดินพิพาทในชุดที่ 1 มี 4 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 11254, 71979, 35942 และ 35943 ที่ดินพิพาทในชุดที่ 2 มี 7 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 11658, 11659, 1031, 74648, 71978, 16432 และ 44033 ที่ดินพิพาทในชุดที่ 3 มี 2 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 71537 และ 72118 จำเลยที่ 1 ได้ที่ดินพิพาททั้งหมดมาระหว่างสมรสกับโจทก์ แต่ใส่ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เพียงคนเดียว จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาทตามฟ้อง ดังนี้ เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2554 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 11254 แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2552 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 71979 แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2554 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 35942 และ 35943 แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา รวม 2 แปลง เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2554 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 11658, 11659 และ 1031 แก่จำเลยที่ 3 โดยเสน่หา รวม 3 แปลง เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2554 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 74648 แก่จำเลยที่ 3 โดยเสน่หา เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2545 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 71978 แก่จำเลยที่ 3 โดยเสน่หา เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2554 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 16432 และ 44033 แก่จำเลยที่ 3 โดยเสน่หา รวม 2 แปลง เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2554 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินและให้เฉพาะส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 71537 และ 72118 แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา ต่อมาวันที่ 17 กันยายน 2561 จำเลยที่ 2 จดทะเบียนขายฝากที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 4 ในราคา 5,300,000 บาท
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ประการแรกว่า การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทในชุดที่ 1 และที่ 3 และให้จำเลยที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทในชุดที่ 2 เป็นการให้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนจำเลยที่ 1 จึงมิใช่เป็นการจัดการสินสมรสโดยมิชอบตามที่โจทก์ตั้งเรื่องฟ้องมา เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดคดีนอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องโดยตั้งสภาพแห่งข้อหาทั้งแสดงข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสินสมรสให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ และจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำโดยไม่สุจริต ทั้งจำเลยที่ 2 นำที่ดินพิพาทในชุดที่ 3 ไปขายฝากไว้แก่จำเลยที่ 4 โดยไม่สุจริต อันเป็นการฟ้องว่าจำเลยที่ 1 จัดการสินสมรสโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายและมีคำขอบังคับให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินพิพาทและให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมกับจำเลยที่ 1 ในที่ดินพิพาท ตามคำฟ้องของโจทก์เป็นการฟ้องโดยอาศัยสิทธิในฐานะที่โจทก์เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 จัดการสินสมรสโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ อันเป็นการอาศัยสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476 ให้อำนาจไว้ ซึ่งหากข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 จัดการสินสมรสโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ โจทก์สามารถฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมนั้นได้ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1480 และหากศาลเพิกถอนนิติกรรมย่อมเกิดผลที่โจทก์สามารถร้องขอให้ลงชื่อตนเป็นเจ้าของรวมกันในเอกสารนั้นได้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1475 ดังนั้นการที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยข้อเท็จจริงและรับฟังจากพยานหลักฐานที่นำสืบมาว่าจำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมยกที่ดินพิพาทในชุดที่ 1 และที่ 3 ให้แก่จำเลยที่ 2 และยกที่ดินพิพาทในชุดที่ 2 ให้แก่จำเลยที่ 3 เป็นการให้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนจำเลยที่ 1 และโจทก์มีสิทธิที่จะร้องขอให้ใส่ชื่อตนเป็นเจ้าของรวมในเอกสารสำคัญนั้นได้ตามมาตรา 1475 จึงเป็นการวินิจฉัยโดยรับฟังจากคำฟ้อง คำให้การของจำเลยที่ 2 และที่ 3 คำเบิกความ และพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบในชั้นพิจารณา มาปรับข้อเท็จจริงที่ได้ความเข้ากับตัวบทกฎหมายเพื่อวินิจฉัยถึงสิทธิของคู่ความแต่ละฝ่าย ทั้งเป็นการวินิจฉัยที่เกี่ยวเนื่องกับประเด็นข้อพิพาทในคดี กรณีมิใช่เป็นการวินิจฉัยคดีนอกฟ้องนอกประเด็นหรือพิพากษาเกินไปกว่าคำฟ้อง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในประการต่อไปว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำ ฟ้องซ้อน หรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.1926/2561 และ พ.58/2562 ของศาลจังหวัดพัทยา และคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.49/2562 ของศาลจังหวัดจันทบุรี หรือไม่ เห็นว่า ปัญหาว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำ ฟ้องซ้อน หรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่ ล้วนเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้หากจำเลยที่ 2 และที่ 3 จะไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ ศาลก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำ ฟ้องซ้อน หรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.1926/2561 และ พ.58/2562 ของศาลจังหวัดพัทยา และคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.49/2562 ของศาลจังหวัดจันทบุรีแล้ว จึงมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำ ฟ้องซ้อน หรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 เพิ่งอ้างส่งเอกสารเกี่ยวกับประเด็นนี้มาในท้ายฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียว เมื่อพิจารณาคำฟ้องในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.1926/2561 ของศาลจังหวัดพัทยา เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นโจทก์ฟ้องนางวรรณอนงค์ เรียกโฉนดที่ดินคืนเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2561 ส่วนคดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้และขอให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมกับจำเลยที่ 1 ในที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2562 จึงมิใช่เป็นกรณีโจทก์คนเดียวกัน ทั้งมิใช่เรื่องเดียวกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ ฟ้องซ้อน และดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.1926/2561 ของศาลจังหวัดพัทยา ส่วนคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.58/2562 ของศาลจังหวัดพัทยา แม้จะเป็นกรณีโจทก์คนเดียวกันฟ้อง แต่ที่ดินในคดีนี้กับคดีดังกล่าวเป็นคนละแปลงกัน ประเด็นที่วินิจฉัยจึงมิใช่เรื่องเดียวกัน จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ ฟ้องซ้อน หรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีดังกล่าว ส่วนคดีแพ่งหมายเลขดำที่ พ.49/2562 ของศาลจังหวัดจันทบุรี จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีเพียงคำเบิกความพยานตามเอกสาร เมื่อไม่มีคำฟ้องมาแสดงหรือนำสืบให้เห็นถึงประเด็นพิพาทแห่งคดีดังกล่าว จึงไม่อาจฟังว่า เป็นฟ้องซ้ำ ฟ้องซ้อน หรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีดังกล่าวได้ ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในประการต่อไปว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคสอง หรือไม่ เห็นว่า จากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยที่ 2 และที่ 3 รับกันว่า ในวันที่ 18 สิงหาคม 2561 เป็นวันที่จัดทำบันทึกข้อตกลง โดยโจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นางวรรณอนงค์ และพระพรชัยทุกคนอยู่พร้อมกัน ซึ่งข้อความในบันทึกดังกล่าวแสดงให้เห็นพฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ยอมรับว่าจำเลยที่ 2 ถือครองที่ดินพิพาทในชุดที่ 1 และที่ 3 แทนจำเลยที่ 1 แม้ในบันทึกข้อตกลง จะไม่ปรากฏข้อความเกี่ยวกับที่ดินพิพาทในชุดที่ 2 ที่จำเลยที่ 1 ยกให้จำเลยที่ 3 แต่ได้ความจากโจทก์และนางวรรณอนงค์เบิกความไว้ว่า ในวันทำบันทึกข้อตกลง จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตกลงว่าจะโอนที่ดินทั้งหมดคืนให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ดินมีจำนวนมากจึงไม่ได้ระบุที่ดินทุกแปลงลงในบันทึกข้อตกลง ทั้งจำเลยที่ 3 รับว่าจะคืนที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 มิได้นำที่ดินไปก่อภาระผูกพันกับบุคคลภายนอกดังเช่นจำเลยที่ 2 บันทึกข้อตกลงจึงไม่ได้ระบุที่ดินพิพาทในชุดที่ 2 ที่ยกให้จำเลยที่ 3 ไว้ นอกจากนี้ยังได้ความจากนายเอกวิศิษฐ์ พยานโจทก์เบิกความว่า พยานเป็นเพื่อนกับพระพรชัยรู้จักกับจำเลยที่ 1 เมื่อปี 2560 จำเลยที่ 1 ป่วยต้องทำกายภาพบำบัด พระพรชัยจึงฝากให้ภริยาของพยานซึ่งเป็นพยาบาลช่วยดูแลจำเลยที่ 1 พยานทราบจากจำเลยที่ 1 ว่าจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์แทนในที่ดินหลายแปลง เพราะจำเลยที่ 1 มีสุขภาพไม่แข็งแรง แต่จำเลยที่ 1 ต้องการที่จะแบ่งทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่บุตรทั้งสี่คน จำเลยที่ 1 เคยต้องการขายที่ดินให้แก่บุคคลภายนอก แต่จำเลยที่ 2 ไม่ยินยอมบอกว่าจะขายเอง แล้วจำเลยที่ 2 นำที่ดินไปขายให้บุคคลอื่น จำเลยที่ 1 จึงมอบอำนาจให้พยานไปอายัดที่ดินพิพาทที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินแทนต่อเจ้าพนักงานที่ดินตามสำเนาคำขออายัดและสำเนาหนังสือมอบอำนาจ ซึ่งหากจำเลยที่ 1 ประสงค์จะยกที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยเด็ดขาด จำเลยที่ 1 คงไม่มีการดำเนินการอายัดที่ดินดังกล่าว ทั้งได้ความจากทางนำสืบว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้เก็บรักษาโฉนดที่ดินพิพาททั้งหมดไว้ที่บ้านของจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 ป่วยและไปพักรักษาตัวที่บ้านของโจทก์ จำเลยที่ 1 ให้คนนำโฉนดที่ดินมาเก็บไว้ที่บ้านโจทก์ อีกทั้งเมื่อพิจารณาถึงช่วงเวลาที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นช่วงระยะเวลาเดียวกันในปี 2554 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่นางวรรณอนงค์และพระพรชัยบุตรอีกสองคนของจำเลยที่ 1 ยังอาศัยอยู่ต่างประเทศ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า การที่จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมยกที่ดินพิพาทในชุดที่ 1 และที่ 3 ให้แก่จำเลยที่ 2 และยกที่ดินพิพาทในชุดที่ 2 ให้แก่จำเลยที่ 3 เป็นการให้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทดังกล่าวแทนจำเลยที่ 1 กรณียังรับฟังไม่ได้ว่าเป็นการยกให้ที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยเด็ดขาด จึงมิใช่เป็นการจัดการสินสมรสโดยมิชอบที่จะต้องฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ได้รู้เหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคสอง เมื่อที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะร้องขอให้ลงชื่อตนเป็นเจ้าของรวมในเอกสารสำคัญตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1475 ได้ โดยโจทก์มีสิทธิตลอดเวลาไม่ว่าจะช้านานเท่าใดที่จะติดตามเอาคืนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้ถือกรรมสิทธิ์แทน และร้องขอให้ลงชื่อตนตามที่กฎหมายกำหนดได้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าล่วงเลยเวลาที่ได้สินสมรสมาแล้วนานเท่าไร เพราะมิใช่กรณีที่จะต้องใช้สิทธิเรียกร้องภายในระยะเวลาอันกฎหมายกำหนดไว้ คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 หรือไม่ และต้องใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทเพียงใด เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ดังที่วินิจฉัยข้างต้นว่า จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมยกที่ดินพิพาทในชุดที่ 1 และที่ 3 ให้แก่จำเลยที่ 2 และยกที่ดินพิพาทในชุดที่ 2 ให้แก่จำเลยที่ 3 เป็นการให้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทดังกล่าวแทนจำเลยที่ 1 มิใช่เป็นการยกที่ดินให้เป็นสิทธิของจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยเด็ดขาด ที่ดินพิพาทจึงเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 กรณีจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมให้ที่ดินพิพาทโดยเสน่หาแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน และเป็นการให้ที่พอสมควรแก่ฐานานุรูปหรือตามหน้าที่ธรรมจรรยาดังที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์แทน ที่ดินพิพาทจึงยังคงเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 โจทก์ย่อมมีสิทธิในฐานะคู่สมรสที่จะร้องขอให้ลงชื่อตนเป็นเจ้าของรวมในเอกสารสำคัญตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1475 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาในส่วนนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และเมื่อยังปรากฏชื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในสารบาญโฉนดที่ดินพิพาทดังกล่าวซึ่งเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทั้งที่ไม่มีสิทธิ โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนให้ในสารบาญโฉนดที่ดินพิพาทได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินพิพาทนั้น จึงเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิขอให้ใส่ชื่อโจทก์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 16432 และ 44033 ที่จำเลยที่ 2 นำไปขายให้แก่นายพิทักษ์ และที่ดินโฉนดเลขที่ 71537 และ 72118 ที่จำเลยที่ 2 ยินยอมให้นายชัชวาลเข้าถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินดังกล่าวได้หรือไม่ เห็นว่า แม้คดีจะฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์แทนจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาทดังกล่าวไปทำนิติกรรมใด ๆ ได้ และโจทก์ย่อมมีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับนายพิทักษ์และนายชัชวาล หรือติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของโจทก์ได้ แต่การเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวย่อมกระทบกระเทือนถึงสิทธิของนายพิทักษ์และนายชัชวาล ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดี เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องนายพิทักษ์และนายชัชวาลเป็นจำเลยด้วยผลของคำพิพากษาไม่อาจบังคับบุคคลภายนอกคดีได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง แต่เมื่อจำเลยที่ 2 ยังถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงร่วมกับนายชัชวาล โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะร้องขอให้ลงชื่อโจทก์ในโฉนดที่ดินดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้ลงชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมเฉพาะส่วนที่จำเลยที่ 2 ยังมีกรรมสิทธิ์รวมอยู่นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 11254, 71979, 35942 และ 35943 กับที่ดินโฉนดเลขที่ 71537 และ 72118 เฉพาะส่วนที่จำเลยที่ 2 ยังมีกรรมสิทธิ์รวมอยู่ ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 11658, 11659, 1031, 74648 และ 71978 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 และให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่ดินดังกล่าว หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
Articles de code cités มาตราที่อ้างอิง
Avertissement : Les traductions anglaises fournies sur ce site Web sont non officielles et à titre informatif uniquement. Le texte faisant foi des lois thaïlandaises est en langue thaïe tel que publié dans la Gazette royale thaïlandaise (RatchakitchanubeksaCe contenu ne constitue pas un avis juridique. Pour toute question juridique spécifique, veuillez consulter un avocat thaïlandais qualifié.
Droits d'auteur © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. Le texte statutaire thaïlandais (ตัวบทกฎหมาย) et les décisions originales de la Cour suprême (Dika) en langue thaïe sont dans le domaine public telles que publiées dans la Gazette du gouvernement royal thaïlandais (ราชกิจจานุเบกษา) conformément à l'article 7 de la loi sur le droit d'auteur de 2537 (1994). Tout le reste du contenu, y compris les traductions en anglais, les résumés des décisions de la Cour suprême (Dika), les annotations juridiques, les renvois, les commentaires et l'analyse éditoriale, constitue la propriété intellectuelle protégée par le droit d'auteur de ThaiLawOnline et ses rédacteurs, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) et Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Toute reproduction ou distribution non autorisée est interdite.
ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ
ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต