Land rights acquired through a state scheme during marriage are shared equally คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8624/2557
⚖️ Points clés à retenir ⚖️ ประเด็นสำคัญ
The right was acquired during the marriage, and the five year restriction was not an absolute bar, so the plots were sin somros to be divided half each under sections 1474 (1) and 1533; the appeal court was reversed.
เมื่อที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินที่จำเลยได้มาในระหว่างสมรส จึงเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยซึ่งจะต้องนำมาแบ่งให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 (1) และมาตรา 1533
Résumé exécutif บทสรุปผู้บริหาร
Land acquired by one spouse during the marriage through a state scheme is shared, even if the title is in one name and transfer is temporarily restricted.
Les faits de l'affaire ข้อเท็จจริง
During the marriage the husband was selected to take over his late father's plots in a state self help land settlement, which could not be transferred for five years, and the couple farmed them together.
Décision de la Cour (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)
The right was acquired during the marriage, and the five year restriction was not an absolute bar, so the plots were sin somros to be divided half each under sections 1474 (1) and 1533; the appeal court was reversed.
เมื่อที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินที่จำเลยได้มาในระหว่างสมรส จึงเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยซึ่งจะต้องนำมาแบ่งให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 (1) และมาตรา 1533
Décision de la Cour plénière คำพิพากษาฉบับเต็ม
The following is the full text of Supreme Court Decision No. 8624/2557. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8624/2557 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th
Une traduction anglaise est en cours de préparation et sera bientôt disponible.
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกันและแบ่งสินสมรสแก่โจทก์กึ่งหนึ่งเป็นเงิน 3,439,250 บาท หากจำเลยไม่แบ่งให้นำสินสมรสออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันฝ่ายละกึ่งหนึ่ง
จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่ากัน ให้จำเลยแบ่งสินสมรสที่ดินโฉนดเลขที่ 49071 ตำบลคลองม่วง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ 30 ไร่ 2 งาน 71 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 58255 ตำบลคลองม่วง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ 1 ไร่ 86 ตารางวา และบ้านเลขที่ 21/2 หมู่ที่ 8 ตำบลคลองม่วง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ถ้าจำเลยไม่ดำเนินการหรือไม่สามารถแบ่งได้ ให้นำสินสมรสขายโดยประมูลระหว่างโจทก์กับจำเลยก่อน หากตกลงกันไม่ได้ให้นำสินสมรสออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันคนละกึ่งหนึ่ง แต่หากไม่สามารถนำสินสมรสใดมาแบ่งกันได้ ให้จำเลยคืนสินสมรสในส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 49071 เป็นเงิน 3,067,750 บาท ที่ดินโฉนดเลขที่ 58255 เป็นเงิน 121,500 บาท และบ้านเลขที่ 21/2 เป็นเงิน 50,000 บาท แก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษาแก้เป็นว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 49071 และ 58255 ตำบลคลองม่วง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา มิใช่สินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลย จำเลยไม่ต้องแบ่งที่ดินทั้งสองแปลงกึ่งหนึ่งแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังว่า โจทก์จำเลยอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาตั้งแต่ปี 2523 แต่จดทะเบียนสมรสกันภายหลังในวันที่ 15 มิถุนายน 2538 โจทก์จำเลยประกอบอาชีพทำไร่ สำหรับประเด็น เรื่องหย่า และบ้านเลขที่ 21/2 หมู่ที่ 8 ตำบลคลองม่วงอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โจทก์จำเลยมิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้น ข้อเท็จจริงจึงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า ให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกันและบ้านเลขที่ 21/2 เป็นสินสมรส ส่วนรถยนต์กระบะและบ้านเลขที่ 22 ไม่ใช่สินสมรสและจำเลยไม่มีรายได้จากค่าเช่าที่ดินระหว่างสมรส
คดีคงขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาว่า ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 49071 และ 58255 ตำบลคลองม่วง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ 30 ไร่ 2 งาน 71 ตารางวา และเนื้อที่ 1 ไร่ 86 ตารางวา ตามลำดับ เป็นสินสมรสของโจทก์จำเลยหรือไม่ โจทก์อ้างตนเป็นพยานเบิกความว่า ที่ดินทั้งสองแปลงเป็นที่ดินอยู่ในนิคมสร้างตนเองลำตะคลอง นายหมี่ บิดาจำเลยเป็นสมาชิกของนิคมดังกล่าวและได้รับการจัดสรรมา ต่อมาในปี 2533 นายหมี่ได้ยกที่ดินทั้งสองให้โจทก์จำเลยทำกินซึ่งขณะนั้นที่ดินยังไม่มีเอกสารสิทธิ นายหมี่ถึงแก่กรรม ต่อมาปี 2548 นิคมสร้างตนเองลำตะคองได้จัดสรรที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่จำเลย ต่อมาจำเลยได้นำที่ดินทั้งสองแปลงไปขอออกโฉนดที่ดินต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา โดยที่ดินแปลง 30 ไร่เศษ เจ้าพนักงานที่ดินได้ออกโฉนดที่ดินให้เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2548 และที่ดินแปลง 1 ไร่เศษ ได้ออกโฉนดที่ดินเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2550 ส่วนจำเลยนำสืบโดยอ้างตนเองนางบุญยัง พี่สาวจำเลยและนายอภิชาติ ปฏิบัติหน้าที่ผู้ปกครองนิคมสร้างตนเองลำตะคอง เป็นพยานสอดคล้องกับข้อนำสืบของโจทก์ แต่มีข้อเท็จจริงที่จำเลยนำสืบโต้แย้งเพียงว่า เมื่อนายหมี่ถึงแก่กรรม จำเลยกับนางบุญยังซึ่งเป็นพี่สาวได้ยื่นคำร้องต่อนิคมสร้างตนเองลำตะคอง เพื่อขอรับสิทธิการทำประโยชน์แทนนายหมี่ ตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 และคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกราษฎรเข้าเป็นสมาชิกนิคมสร้างตนเองลำตะคลองพิจารณาอนุมัติให้จำเลยเข้าทำประโยชน์ที่ดินทั้งสองแปลงเมื่อปี 2539 เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 30 บัญญัติไว้ว่า "ถ้าสมาชิกนิคมสร้างตนเองตายก่อนได้รับโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดินนั้นให้คณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกทายาทโดยธรรมและมีคุณสมบัติตามมาตรา 22 เข้าเป็นสมาชิกนิคมสร้างตนเองแทน" โดยมาตรา 22 เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้ซึ่งจะเข้าเป็นสมาชิกนิคมสร้างตนเองได้ ต้องมีคุณสมบัติตาม (1) ถึง (7) โดยเฉพาะคุณสมบัติตาม (2) ที่ระบุว่า ต้องบรรลุนิติภาวะและเป็นหัวหน้าครอบครัว แสดงให้เห็นว่า การที่ทายาทจะเข้าเป็นสมาชิกนิคมสร้างตนเองแทนได้นั้นต้องผ่านการพิจารณาคัดเลือกทายาทโดยธรรมและมีคุณสมบัติตามมาตรา 22 ก่อน ซึ่งอยู่ในอำนาจของคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกทายาท มีลักษณะเป็นสิทธิเฉพาะตัวของสมาชิก จึงไม่ใช่สิทธิที่ตกทอดแก่ทายาทในทันทีที่นายหมี่ตาย ทั้งปรากฏว่าภายหลังที่นายหมี่ถึงแก่กรรม จำเลยและนางบุญยังไปยื่นคำร้องต่อนิคมสร้างตนเองลำตะคลอง เพื่อขอรับสิทธิการทำประโยชน์แทนนายหมี่และคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกทายาทพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยและนางบุญยังมีคุณสมบัติครบถ้วน ผู้ว่าราชการจังหวัดจึงประกาศจัดสรรที่ดินให้และจำเลยยังเบิกความตอบคำถามทนายโจทก์ว่า หลังจากที่จำเลยได้สิทธิครอบครองตามประกาศดังกล่าว จำเลยก็ได้ทำกินร่วมกับโจทก์ในที่ดินทั้งสองแปลง ซึ่งเห็นได้ว่าจำเลยได้มาซึ่งสิทธิที่จะได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงในระหว่างที่โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย แม้โจทก์จะไม่มีชื่อในเอกสารสิทธิและไม่ได้เป็นผู้ได้รับอนุมัติให้เป็นสมาชิกของนิคมสร้างตนเองลำตะคลองก็ตาม แต่โจทก์ในฐานะภริยาของจำเลยก็ทรงไว้ซึ่งสิทธิที่จะทำกินหาผลประโยชน์จากที่ดินทั้งสองแปลง รวมทั้งผลประโยชน์ที่หาได้จากที่ดินทั้งสองแปลง ย่อมเป็นสินสมรสของโจทก์กับจำเลย ทั้งที่ดินทั้งสองแปลงแม้จะมีเงื่อนไขว่าภายในห้าปีนับแต่ได้สิทธิครอบครองหรือได้กรรมสิทธิ์จะโอนแก่ผู้อื่นไม่ได้ก็ตาม แต่ก็มิใช่ข้อห้ามโดยเด็ดขาด เมื่อล่วงพ้นระยะเวลาดังกล่าว จำเลยก็ได้สิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์โดยสมบูรณ์เช่นเดียวกับสิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์โดยทั่วไป อันเป็นผลมาจากการที่จำเลยได้สิทธิดังกล่าวมาตั้งแต่ยังเป็นสามีภริยากับโจทก์ ดังนั้น เมื่อที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นทรัพย์สินที่จำเลยได้มาในระหว่างสมรส จึงเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยซึ่งจะต้องนำมาแบ่งให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (1) และมาตรา 1533 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น
อนึ่ง ที่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องขอให้นำที่ดินและบ้านเลขที่ 21/2 ที่พิพาทมาแบ่งแก่โจทก์ โดยตีราคาที่ดินและบ้านพิพาทกำหนดให้จำเลยแบ่งเป็นเงินก่อนจะนำที่ดินและบ้านพิพาทออกขายทอดตลาดนั้น เห็นว่า ยังไม่ถูกต้องเพราะคดีนี้เป็นการขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวม ต้องแบ่งตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 สำหรับราคาที่ดินและบ้านพิพาทที่โจทก์กำหนดมานั้นก็เพื่อผลประโยชน์ในการเสียค่าขึ้นศาล ไม่ใช่ราคาที่นำมาแบ่งกันระหว่างโจทก์กับจำเลย เพราะในขณะเวลาที่จะมีการแบ่งกัน ราคาที่ดินและบ้านพิพาทอาจจะสูงขึ้นหรือต่ำลงได้ หากนำเอาราคาที่ดินและบ้านพิพาทที่โจทก์กำหนดในตอนยื่นฟ้องเป็นหลักเกณฑ์ในการแบ่งกรรมสิทธิ์รวม จะทำให้มีฝ่ายที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ไม่ถูกต้องตามหลักกรรมสิทธิ์รวมดังกล่าว ดังนั้น การแบ่งกรรมสิทธิ์ตามคำพิพากษาศาลล่างยังไม่ถูกต้องเห็นสมควรแก้ไข
พิพากษาแก้เป็นว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 49071 และที่ดินโฉนดเลขที่ 58255 ตำบลคลองม่วง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ 30 ไร่ 2 งาน 71 ตารางวา และ 1 ไร่ 86 ตารางวา ตามลำดับ เป็นสินสมรสของโจทก์กับจำเลยให้จำเลยแบ่งที่ดินทั้งสองแปลงและบ้านเลขที่ 21/2 ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ในการแบ่งกรรมสิทธิ์รวมหากไม่สามารถตกลงแบ่งกันได้ ให้ประมูลกันระหว่างโจทก์กับจำเลยและหากยังไม่สามารถตกลงกันได้ ให้นำที่ดินทั้งสองแปลงและบ้านออกขายทอดตลาด นำเงินที่ได้มาแบ่งกันคนละกึ่งหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8624/2557
นางสมจิตร ชฎาจิตร โจทก์
นายจรัญ ชฎาจิตร จำเลย
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.พ.พ. ม. 1474 (1) , ม. 1533 พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ม. 22 , ม. 30 แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คู่ความ: นางสมจิตร ชฎาจิตร โจทก์ นายจรัญ ชฎาจิตร จำเลย ป.พ.พ. ม. 1474 (1) , ม. 1533 พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ม. 22 , ม. 30
ศาล: ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครราชสีมา - นางสาวอลิสา แสงวิรุณ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายวิวัฒน์ สุวัณณะสังข์
องค์คณะ: (จรูญ ชีวิตโสภณ-พฤษภา พนมยันตร์-บุญไชย ธนาพันธ์สิน)
Articles de code cités มาตราที่อ้างอิง
Avertissement : Les traductions anglaises fournies sur ce site Web sont non officielles et à titre informatif uniquement. Le texte faisant foi des lois thaïlandaises est en langue thaïe tel que publié dans la Gazette royale thaïlandaise (RatchakitchanubeksaCe contenu ne constitue pas un avis juridique. Pour toute question juridique spécifique, veuillez consulter un avocat thaïlandais qualifié.
Droits d'auteur © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. Le texte statutaire thaïlandais (ตัวบทกฎหมาย) et les décisions originales de la Cour suprême (Dika) en langue thaïe sont dans le domaine public telles que publiées dans la Gazette du gouvernement royal thaïlandais (ราชกิจจานุเบกษา) conformément à l'article 7 de la loi sur le droit d'auteur de 2537 (1994). Tout le reste du contenu, y compris les traductions en anglais, les résumés des décisions de la Cour suprême (Dika), les annotations juridiques, les renvois, les commentaires et l'analyse éditoriale, constitue la propriété intellectuelle protégée par le droit d'auteur de ThaiLawOnline et ses rédacteurs, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) et Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Toute reproduction ou distribution non autorisée est interdite.
ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ
ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต