A share left by will vests in the heirs at death and the administrator cannot transfer it คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1287/2569
⚖️ Points clés à retenir ⚖️ ประเด็นสำคัญ
The share vested in the grandchildren the moment the testator died under section 1599, so the administrator and the son had no right to deal with it; the transfers were revoked and the share ordered transferred to the grandchildren.
เมื่อนายเพิ่มบุญถึงแก่ความตาย หุ้นของนายเพิ่มบุญย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสองทันทีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599
Résumé exécutif บทสรุปผู้บริหาร
A specific gift by testament vests on death and an administrator cannot override it.
Les faits de l'affaire ข้อเท็จจริง
A partner in a hotel partenariat left his partnership share to his two grandchildren by will; his administrateur de succession instead transferred the land used by the partnership to his son, who passed it on.
Décision de la Cour (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)
The share vested in the grandchildren the moment the testator died under section 1599, so the administrator and the son had no right to deal with it; the transfers were revoked and the share ordered transferred to the grandchildren.
เมื่อนายเพิ่มบุญถึงแก่ความตาย หุ้นของนายเพิ่มบุญย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสองทันทีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599
Analyse juridique การวิเคราะห์ทางกฎหมาย
Le article 1754: This was not administration successorale subject to section 1754 but the legatees, as owners under the will, recovering their property from a person with no right to hold it under section 1336, which has no time limit; the gift was cancelled and the son ordered to transfer the share and register the legatees on the land.
Décision de la Cour plénière คำพิพากษาฉบับเต็ม
The full judgment of Supreme Court Decision No. 1287/2569 is published in Thai: switch this page to Thai to read it. The facts and the holding in English are at the top of this page. Source: deka.in.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1287/2569 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.in.th
คำพิพากษาย่อสั้น เมื่อหุ้นส่วนคนหนึ่งตาย ห้างหุ้นส่วนย่อมเลิกกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1055 (5) แต่หุ้นส่วนที่ยังอยู่อาจตกลงกันให้ห้างยังคงอยู่ต่อไป โดยรับทายาทของหุ้นส่วนที่ตายเข้ามาเป็นหุ้นส่วนแทนได้ ข้อเท็จจริงได้ความว่า หลังจาก พ. ถึงแก่ความตาย จ. ในฐานะผู้จัดการมรดกของ พ. โอนหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรของ พ. และจำเลยที่ 1 เข้ามาบริหารกิจการโรงแรมแทน พ. โดยตลอด โดยไม่ปรากฏว่าผู้เป็นหุ้นส่วนอื่นได้ทักท้วง พฤติการณ์จึงฟังได้ว่า หุ้นส่วนอื่นที่ยังคงเหลืออยู่ตกลงกันให้ห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ยังคงอยู่ต่อไป โดยตกลงรับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรของ พ. เข้ามาเป็นหุ้นส่วนแทน ทั้งได้ความว่าห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ยังคงประกอบกิจการเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนไม่มีเจตนาเลิกห้าง แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงผู้เป็นหุ้นส่วนรุ่นแรกของห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. แต่ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนยังประสงค์ให้ห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. คงอยู่เพื่อประกอบกิจการต่อไป โดยตกลงรับทายาทของหุ้นส่วนที่ถึงแก่ความตายเข้ามาเป็นหุ้นส่วนแทน และแม้ พ. จะทำพินัยกรรมยกหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ให้แก่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นหลาน แต่โจทก์ทั้งสองก็ยอมรับว่า จำเลยที่ 1 เป็นทายาทของ พ. ซึ่งเข้าไปบริหารกิจการโรงแรมโดยหุ้นส่วนอื่นให้ความยินยอม ห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. จึงยังไม่เลิกกันตามมาตรา 1055 (5) เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ยังไม่เลิกกัน โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้รับมรดกหุ้นของ พ. ในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ตามพินัยกรรมจึงมีอำนาจฟ้องเรียกหุ้นหรือทรัพย์สินส่วนของ พ. ในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. โดยไม่จำต้องจัดการชำระบัญชีของห้างหรือตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินของห้างโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันตามมาตรา 1061 วรรคหนึ่ง
คำพิพากษาย่อยาว (ฉบับเต็ม) โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินเฉพาะส่วนตามที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 ระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 โอนหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ส่วนของนายเพิ่มบุญแก่โจทก์ทั้งสอง และให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 ให้แก่โจทก์ทั้งสอง หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนนิติกรรมการให้ที่ดินเฉพาะส่วนตามที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 ระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2555 ให้จำเลยที่ 1 โอนหุ้นในโรงแรม ข. โฮเต็ล (ที่ถูก หุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ) และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 9666 (ที่ถูก 9366) และ 9367 ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงแรม ข. โฮเต็ลให้แก่โจทก์ทั้งสอง หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการดังกล่าว ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 ทายาทของจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต
ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การต่อสู้และข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ทั้งสองเป็นบุตรของนายพิศลย์และนางชูศรี นายพิศลย์เป็นบุตรของนายเพิ่มบุญและนางจางโหมม้วย มีพี่น้องร่วมบิดามารดา 3 คน คือ นายพิศลย์ จำเลยที่ 1 และนางสาวลัดดาวัลย์ เมื่อปี 2514 นายเพิ่มบุญ นางสำเภา และนางสาวลาวัลย์ ร่วมกันจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ประกอบกิจการโรงแรม ข. โฮเต็ล ปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 วันที่ 22 ตุลาคม 2524 นายเพิ่มบุญทำพินัยกรรมยกหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ส่วนของนายเพิ่มบุญทั้งหมดให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละส่วนเท่า ๆ กัน วันที่ 25 ตุลาคม 2524 นายเพิ่มบุญถึงแก่ความตาย วันที่ 10 สิงหาคม 2525 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งให้นางจางโหมม้วยเป็นผู้จัดการมรดกของนายเพิ่มบุญ วันที่ 24 สิงหาคม 2525 นางจางโหมม้วยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเพิ่มบุญทำนิติกรรมและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 ส่วนที่มีชื่อนายเพิ่มบุญให้แก่จำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 19 ธันวาคม 2555 จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 ส่วนที่ได้รับโอนมาดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องด้วยเหตุที่ห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. เลิกกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1055 (5) และยังไม่ได้จัดการชำระบัญชีหรือตกลงให้จัดการทรัพย์สินของห้างโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า เมื่อหุ้นส่วนคนหนึ่งตาย ห้างหุ้นส่วนย่อมเลิกกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1055 (5) แต่หุ้นส่วนที่ยังอยู่อาจตกลงกันให้ห้างยังคงอยู่ต่อไป โดยรับทายาทของหุ้นส่วนที่ตายเข้ามาเป็นหุ้นส่วนแทนได้ ข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของคู่ความว่า หลังจากนายเพิ่มบุญถึงแก่ความตาย นางจางโหมม้วยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเพิ่มบุญโอนหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรของนายเพิ่มบุญ และจำเลยที่ 1 เข้ามาบริหารกิจการโรงแรม ข. โฮเต็ลแทนนายเพิ่มบุญโดยตลอดตั้งแต่ปี 2525 นับถึงวันฟ้องวันที่ 9 กันยายน 2562 เป็นเวลา 37 ปีเศษ โดยไม่ปรากฏว่าผู้เป็นหุ้นส่วนอื่นได้ทักท้วง พฤติการณ์จึงฟังได้ว่า นางสำเภาและนางสาวลาวัลย์หุ้นส่วนอื่นที่ยังคงเหลืออยู่ตกลงกันให้ห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ยังคงอยู่ต่อไป โดยตกลงรับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรของนายเพิ่มบุญเข้ามาเป็นหุ้นส่วนแทน ทั้งจำเลยที่ 1 ยังเบิกความว่า ภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 เข้ามาเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. แล้ว นางสำเภาโอนหุ้นให้แก่นางจันทร์จิรา ส่วนนางสาวลาวัลย์โอนหุ้นให้แก่นายสงวน สอดคล้องกับสำเนาคำขอจดทะเบียนพาณิชย์และสำเนาใบทะเบียนพาณิชย์ ที่ระบุว่า เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2533 นางสำเภายื่นคำขอจดทะเบียนพาณิชย์โดยระบุชื่อนางสำเภา จำเลยที่ 1 และนายสงวนเป็นผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. และเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2544 นายทะเบียนกรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานกลางทะเบียนพาณิชย์ ได้ออกใบทะเบียนพาณิชย์เพื่อแสดงว่า นายสงวน นางจันทร์จิรา และจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนพาณิชย์ตามพระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. 2499 โดยใช้ชื่อในการประกอบพาณิชยกิจว่า ห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. แสดงให้เห็นว่า ตั้งแต่นายเพิ่มบุญ นางสำเภา และนางสาวลาวัลย์ร่วมกันจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. เพื่อประกอบกิจการโรงแรม ข. โฮเต็ลในปี 2514 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนไม่มีเจตนาเลิกห้าง แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงผู้เป็นหุ้นส่วนรุ่นแรกของห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. แต่ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนยังประสงค์ให้ห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. คงอยู่เพื่อประกอบกิจการโรงแรม ข. โฮเต็ลต่อไป โดยนางสำเภาและนางสาวลาวัลย์ตกลงรับจำเลยที่ 1 เข้ามาเป็นหุ้นส่วนแทนนายเพิ่มบุญ ต่อมาจำเลยที่ 1 และนางสำเภาตกลงรับนายสงวนเข้ามาเป็นหุ้นส่วนแทนนางสาวลาวัลย์ หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 และนายสงวนยังตกลงรับนางจันทร์จิราเข้ามาเป็นหุ้นส่วนแทนนางสำเภา จากข้อเท็จจริงดังกล่าวมาเห็นได้ว่า ห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ยังไม่เลิกกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1055 (5) แม้นายเพิ่มบุญจะทำพินัยกรรมยกหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ให้แก่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นหลานของนายเพิ่มบุญ แต่โจทก์ทั้งสองก็ยอมรับในฎีกาว่า จำเลยที่ 1 เป็นทายาทของนายเพิ่มบุญซึ่งเข้าไปบริหารกิจการโรงแรม ข. โฮเต็ลโดยหุ้นส่วนอื่นให้ความยินยอม ห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. จึงยังไม่เลิกกัน เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ยังไม่เลิกกัน จึงไม่จำต้องจัดการชำระบัญชีของห้างหรือตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินของห้างโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1061 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า หลังจากนายเพิ่มบุญถึงแก่ความตายและห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. เลิกกันแล้ว ไม่ปรากฏว่ามีการจัดการชำระบัญชีของห้างหรือตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินของห้างโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้รับมรดกหุ้นของนายเพิ่มบุญในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเงินหุ้นหรือทรัพย์สินส่วนของนายเพิ่มบุญในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. มาเป็นของโจทก์ทั้งสอง และพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้นว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องเป็นคดีนี้ สำหรับประเด็นอื่นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยังไม่ได้วินิจฉัยนั้น เมื่อปรากฏตามสำนวนว่าคู่ความสืบพยานเสร็จสิ้นและคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว เพื่อไม่ให้คดีล่าช้า ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาในประเด็นอื่น ๆ ไปเสียในคราวเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนกลับไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยใหม่อีก
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า กรณีมีเหตุเพิกถอนนิติกรรมและการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 ส่วนที่มีชื่อนายเพิ่มบุญถือกรรมสิทธิ์รวมระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2555 และให้จำเลยที่ 1 โอนหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ส่วนของนายเพิ่มบุญให้แก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 ให้แก่โจทก์ทั้งสองตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ การจะวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 เป็นทรัพย์สินที่นายเพิ่มบุญ นางสำเภา และนางสาวลาวัลย์นำมาลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 เป็นกรรมสิทธิ์ของนายเพิ่มบุญ นางสำเภา และนางสาวลาวัลย์ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา มิใช่กรรมสิทธิ์ของห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ซึ่งเป็นนิติบุคคล ขณะจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ระบุเพียงว่า จำเลยที่ 1 นางสำเภา และนายสงวนลงหุ้นด้วยเงินคนละ 70,000 บาท ไม่ปรากฏว่าได้นำที่ดินทั้งสองแปลงมาลงหุ้นด้วย เห็นว่า ตามสำเนาโฉนดที่ดิน ระบุว่า วันที่ 13 มกราคม 2512 นายสุรชัยและนางสาวลาวัลย์ร่วมกันซื้อที่ดินทั้งสองแปลง วันที่ 14 สิงหาคม 2512 นายสุรชัยทำนิติกรรมให้ที่ดินทั้งสองแปลงเฉพาะส่วนของตนแก่นายเพิ่มบุญ ต่อมาวันที่ 12 เมษายน 2514 นายเพิ่มบุญ นางสำเภา และนางสาวลาวัลย์มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมกันในที่ดินทั้งสองแปลง ข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า นายเพิ่มบุญ นางสำเภา และนางสาวลาวัลย์มีเจตนานำที่ดินทั้งสองแปลงมาลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. มิเช่นนั้นนายเพิ่มบุญและนางสาวลาวัลย์ก็ไม่จำต้องจดทะเบียนให้นางสำเภาเข้ามามีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมกันในที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว ประกอบกับจำเลยทั้งสองให้การเพียงว่า ที่ดินทั้งสองแปลงเป็นทรัพย์นอกพินัยกรรม ไม่ได้ให้การปฏิเสธต่อสู้ว่าที่ดินทั้งสองแปลงมิใช่ทรัพย์สินที่ผู้เป็นหุ้นส่วนนำมาลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. อีกทั้งในชั้นพิจารณาจำเลยทั้งสองก็นำสืบว่า นายเพิ่มบุญ นางสำเภา และนางสาวลาวัลย์ร่วมกันจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. เพื่อประกอบกิจการโรงแรม ข. โฮเต็ล โดยลงหุ้นกันคนละ 70,000 บาท มิได้นำสืบโต้แย้งว่า ที่ดินทั้งสองแปลงมิใช่ทรัพย์สินที่ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนนำมาลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. การที่ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ปลูกสร้างอาคารโรงแรม ข. โฮเต็ลบนที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 ซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวติดต่อกันมาหลายสิบปี โดยมิได้จ่ายค่าตอบแทนการใช้ประโยชน์หรือค่าเช่าให้แก่บุคคลที่มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวม พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า นายเพิ่มบุญ นางสำเภา และนางสาวลาวัลย์ผู้เป็นหุ้นส่วนได้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 มาลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ที่ดินทั้งสองแปลงซึ่งรวมทั้งส่วนที่มีชื่อนายเพิ่มบุญเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมจึงเป็นทรัพย์สินที่เอามาใช้ในกิจการของห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. นายเพิ่มบุญซึ่งเป็นหุ้นส่วนและเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว ย่อมมีสิทธิจำหน่ายส่วนของตน หรือจำนอง หรือก่อให้เกิดภาระติดพันก็ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1361 วรรคหนึ่ง เมื่อได้ความว่า นายเพิ่มบุญทำพินัยกรรมยกหุ้นของตนที่มีอยู่ในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละส่วนเท่า ๆ กัน มิได้ยกให้แก่นางจางโหมม้วยและจำเลยทั้งสอง เมื่อนายเพิ่มบุญถึงแก่ความตาย หุ้นของนายเพิ่มบุญย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสองทันทีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 นางจางโหมม้วยและจำเลยทั้งสองจึงไม่มีสิทธิเข้าเกี่ยวข้องกับหุ้นส่วนและทรัพย์สินในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ซึ่งรวมถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 ที่เอามาใช้ในกิจการของห้างไม่ว่าในทางใด การที่นางจางโหมม้วยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเพิ่มบุญทำนิติกรรมและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 ส่วนที่มีชื่อนายเพิ่มบุญให้แก่จำเลยที่ 1 และต่อมาจำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 ส่วนที่ได้รับโอนมาดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ทั้งที่นายเพิ่มบุญทำพินัยกรรมยกหุ้นส่วนในห้างซึ่งย่อมรวมถึงทรัพย์ดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสองนั้น จึงเป็นการกระทำที่ไม่มีสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่ก่อให้เกิดสิทธิใด ๆ แก่จำเลยทั้งสองในที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 ส่วนที่มีชื่อนายเพิ่มบุญถือกรรมสิทธิ์รวม การทำนิติกรรมระหว่างนางจางโหมม้วยกับจำเลยที่ 1 และการทำนิติกรรมระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ซึ่งนายเพิ่มบุญทำพินัยกรรมยกให้แก่โจทก์ทั้งสองไปแล้ว กรณีจึงมีเหตุเพิกถอนนิติกรรมและการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 ส่วนที่มีชื่อนายเพิ่มบุญระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2555 และจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเฉพาะส่วนของนายเพิ่มบุญได้ ส่วนที่โจทก์ทั้งสองขอให้จำเลยที่ 1 โอนหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ส่วนของนายเพิ่มบุญให้แก่โจทก์ทั้งสองนั้น เห็นว่า โจทก์ทั้งสองนำสืบว่า เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2525 จำเลยที่ 1 โอนหุ้นของนายเพิ่มบุญในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ไปเป็นของจำเลยที่ 1 กับทั้งจำเลยที่ 1 เองก็เบิกความยอมรับว่านางจางโหมม้วยได้โอนหุ้นของนายเพิ่มบุญในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ให้แก่จำเลยที่ 1 ด้วย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า นางจางโหมม้วยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเพิ่มบุญโอนหุ้นของนายเพิ่มบุญในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ซึ่งเป็นทรัพย์สินตามพินัยกรรมที่ตกได้แก่โจทก์ทั้งสองไปให้แก่จำเลยที่ 1 โดยไม่มีสิทธิอันชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1 จึงต้องโอนหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ส่วนของนายเพิ่มบุญให้แก่โจทก์ทั้งสอง ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อสุดท้ายว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสองขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองในฐานะทายาทผู้รับมรดกตามพินัยกรรมของนายเพิ่มบุญฟ้องเรียกเอาหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ซึ่งรวมถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 ซึ่งเป็นมรดกตกทอดแก่โจทก์ทั้งสองตามพินัยกรรมตั้งแต่เจ้ามรดกตาย นางจางโหมม้วยในฐานะผู้จัดการมรดกย่อมต้องโอนที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสองตามพินัยกรรม แต่กลับโอนที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 โอนที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 กรณีจึงมิใช่เป็นการจัดการมรดกตามกฎหมายซึ่งต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 แต่กรณีเป็นการที่โจทก์ทั้งสองในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ตามพินัยกรรมใช้สิทธิติดตามเอาคืนทรัพย์ของตนจากจำเลยที่ 2 ซึ่งไม่มีสิทธิยึดถือไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 จึงไม่มีกำหนดอายุความ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่น ๆ ของจำเลยทั้งสองนอกจากนี้ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง และเมื่อเป็นดังที่วินิจฉัยข้างต้น ฎีกาของโจทก์ทั้งสองที่ขอให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงฟังขึ้น
พิพากษากลับเป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 ระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 1 โอนหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ในส่วนของนายเพิ่มบุญ แก่โจทก์ทั้งสองคนละส่วนเท่า ๆ กัน กับให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองในที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 เฉพาะส่วนของนายเพิ่มบุญ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
Articles de code cités มาตราที่อ้างอิง
Avertissement : Les traductions anglaises fournies sur ce site Web sont non officielles et à titre informatif uniquement. Le texte faisant foi des lois thaïlandaises est en langue thaïe tel que publié dans la Gazette royale thaïlandaise (RatchakitchanubeksaCe contenu ne constitue pas un avis juridique. Pour toute question juridique spécifique, veuillez consulter un avocat thaïlandais qualifié.
Droits d'auteur © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. Le texte statutaire thaïlandais (ตัวบทกฎหมาย) et les décisions originales de la Cour suprême (Dika) en langue thaïe sont dans le domaine public telles que publiées dans la Gazette du gouvernement royal thaïlandais (ราชกิจจานุเบกษา) conformément à l'article 7 de la loi sur le droit d'auteur de 2537 (1994). Tout le reste du contenu, y compris les traductions en anglais, les résumés des décisions de la Cour suprême (Dika), les annotations juridiques, les renvois, les commentaires et l'analyse éditoriale, constitue la propriété intellectuelle protégée par le droit d'auteur de ThaiLawOnline et ses rédacteurs, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) et Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Toute reproduction ou distribution non autorisée est interdite.
ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ
ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต