Vérifié ตรวจสอบแล้ว Code civil et commercialป.พ.พ. Décision 4104/2564 คำพิพากษาที่ 4104/2564 2021 (BE 2564)

Expelling the Wife From the Home Is Serious Hostility; Later Family Trips Are Not Forgiveness ขับไล่ภริยาออกจากบ้านเป็นปฏิปักษ์ร้ายแรงต่อการเป็นสามีภริยา ไปเที่ยวกับบุตรไม่ใช่การให้อภัย

Sections du CCC : มาตรา ป.พ.พ.:

⚖️ Points clés à retenir ⚖️ ประเด็นสำคัญ

1. A spouse who drives the other spouse out of the matrimonial home commits an act of serious hostility to the relationship of husband and wife within CCC section 1516 (6), and the expelled spouse may sue for divorce. 2. Forgiveness extinguishing the right to sue under CCC section 1518 is not established merely because the spouses later travelled and stayed overnight together with their children. Where such outings are only separated parents giving their children reasonable warmth, and they are few, the ground survives. 3. In awarding sole autorité parentale the court weighs the stability of each parent's occupation and income, which parent maintains the children, the children's conduct in each household, and the benefit of keeping siblings together. 4. The parent without parental power retains the right to contact the children as the circumstances allow under CCC section 1584/1.

1. การที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งขับไล่อีกฝ่ายออกจากบ้านที่อยู่ร่วมกัน ถือเป็นการทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (6) ฝ่ายที่ถูกขับไล่มีสิทธิฟ้องหย่าได้ 2. การให้อภัยอันเป็นเหตุให้สิทธิฟ้องหย่าระงับตาม ป.พ.พ. มาตรา 1518 ไม่เกิดขึ้นเพียงเพราะคู่สมรสเดินทางไปเที่ยวและพักค้างคืนด้วยกันกับบุตรในภายหลัง เมื่อการไปเที่ยวนั้นเป็นเพียงการที่บิดามารดาซึ่งแยกกันอยู่ดูแลให้ความอบอุ่นแก่บุตรตามสมควรและมีเพียงไม่กี่ครั้ง สิทธิฟ้องหย่ายังคงมีอยู่ 3. ในการกำหนดให้ฝ่ายใดเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเพียงผู้เดียว ศาลพิจารณาความมั่นคงของอาชีพและรายได้ของแต่ละฝ่าย ฝ่ายใดเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูบุตรจริง ความประพฤติและการเรียนของบุตรในความดูแลของแต่ละฝ่าย และประโยชน์ที่พี่น้องจะได้อยู่ใกล้ชิดกัน ข้ออ้างว่าอีกฝ่ายจะมีคู่สมรสใหม่โดยไม่มีพยานหลักฐานเป็นเพียงการคาดคะเน 4. บิดาหรือมารดาที่มิได้เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองยังคงมีสิทธิติดต่อกับบุตรได้ตามควรแก่พฤติการณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1584/1

Résumé exécutif บทสรุปผู้บริหาร

The wife sued the husband for divorce and for sole parental power over their two sons. The couple had married on 9 May 2549 (2006). In July 2555 (2012) the wife, an anaesthetic nurse, learned from hospital records that another woman had named the husband as the father of her unborn child; the spouses quarrelled violently and separated. They reconciled in mid 2557 (2014) for almost three years. In May 2560 (2017) the wife left the home with one son and her daughter from an earlier marriage. The trial court dismissed the claim. The Court of Appeal for Specialised Cases reversed, granted the divorce and gave the wife sole parental power. The Supreme Court, Juvenile and Family Division, affirmed. It accepted the consistent evidence of the wife and two of the children, supported by a police daily record, that the husband had said he no longer loved her and ordered her out within three days, against his bare assertion that he did not know why she left. Expelling a spouse from the home is serious hostility to the marriage under CCC section 1516 (6). Two overnight family trips in late 2560 (2017), even sharing a room and a bed, were only separated parents giving their children reasonable warmth and were not forgiveness under CCC section 1518. The mother, a civil servant with a stable income who maintained both boys, was the appropriate sole holder of parental power; the father keeps his right of contact under CCC section 1584/1.

โจทก์ (ภริยา) ฟ้องจำเลย (สามี) ขอหย่าและขอเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรชายทั้งสองเพียงผู้เดียว ทั้งสองจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2549 ประมาณเดือนกรกฎาคม 2555 โจทก์ซึ่งเป็นวิสัญญีพยาบาลทราบจากเอกสารของโรงพยาบาลว่าหญิงอื่นระบุว่าจำเลยเป็นบิดาของบุตรในครรภ์ โจทก์กับจำเลยทะเลาะกันอย่างรุนแรงจนแยกกันอยู่ กลางปี 2557 จำเลยขอคืนดี โจทก์พาบุตรกลับไปอยู่ร่วมกันเกือบสามปี ระหว่างนั้นจำเลยมีคดีแพ่งและอาญากับพี่น้องของโจทก์ จนเดือนพฤษภาคม 2560 โจทก์พาบุตรชายคนหนึ่งและบุตรสาวที่เกิดจากสามีคนก่อนออกจากบ้าน ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุบลราชธานีพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับ ให้หย่าและให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรทั้งสองเพียงผู้เดียว ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน โดยเชื่อคำเบิกความของโจทก์และบุตรสองคนที่ตรงกัน ประกอบกับบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจ ว่าจำเลยบอกว่าหมดรักแล้วและให้โจทก์ขนของออกจากบ้านภายในสามวัน ส่วนจำเลยเพียงกล่าวอ้างลอย ๆ ว่าไม่ทราบสาเหตุที่โจทก์ออกจากบ้าน การขับไล่โจทก์ออกจากบ้านถือเป็นการทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (6) ส่วนการไปเที่ยวค้างคืนด้วยกันสองครั้งในเดือนตุลาคมและธันวาคม 2560 แม้นอนห้องเดียวกันและเตียงเดียวกัน ก็เป็นเพียงการที่บิดามารดาดูแลให้ความอบอุ่นแก่บุตรตามสมควร ไม่เพียงพอให้ถือว่าโจทก์ให้อภัยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1518 โจทก์รับราชการมีรายได้มั่นคงและเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสอง จึงสมควรเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเพียงผู้เดียว โดยจำเลยซึ่งเป็นบิดายังมีสิทธิติดต่อกับบุตรตามควรแก่พฤติการณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1584/1

Les faits de l'affaire ข้อเท็จจริง

The spouses registered their marriage on 9 May 2549 (2006) and had two sons, T. and P. They lived with the wife's daughter R. from a previous husband. In about July 2555 (2012), while the wife was working as an anaesthetic nurse, a Miss R. gave birth at the same hospital and her records named the husband as the father. The spouses quarrelled violently and separated. In mid 2557 (2014) the husband asked to reconcile and the wife returned with the children for almost three years. The husband then fell into civil and criminal suits with the wife's siblings over property, and the spouses quarrelled repeatedly. In May 2560 (2017) the wife, T. and R. left the home; the wife recorded the event in a police daily report at Warin Chamrap police station. On 23 October and 2 December 2560 the husband, the wife and the three children went on overnight trips together to Khong Chiam, Ubon Ratchathani, and to Mukdahan. The wife sued for divorce and sole parental power over the two sons. The trial court dismissed the claim. The Court of Appeal for Specialised Cases, Juvenile and Family Division, reversed. The husband appealed with leave of the Supreme Court.

โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2549 มีบุตรชายสองคนคือเด็กชาย ต. และเด็กชาย ป. และอยู่ร่วมบ้านเดียวกันกับเด็กหญิง ร. บุตรของโจทก์ที่เกิดจากสามีคนก่อน ประมาณเดือนกรกฎาคม 2555 ขณะโจทก์ปฏิบัติหน้าที่วิสัญญีพยาบาล นางสาว ร. ไปผ่าตัดคลอดบุตรที่โรงพยาบาลเดียวกัน เอกสารประวัติและสมุดบันทึกการตั้งครรภ์ระบุว่าจำเลยเป็นบิดาและนางสาว ร. ยืนยันเช่นนั้น โจทก์กับจำเลยทะเลาะกันอย่างรุนแรงและแยกกันอยู่ โดยโจทก์ไปอยู่หอพักพยาบาลเกือบสามปี กลางปี 2557 จำเลยขอคืนดี โจทก์พาบุตรกลับมาอยู่ร่วมกันอีกเกือบสามปี ระหว่างนั้นจำเลยทะเลาะวิวาทกับพี่สาวและพี่ชายของโจทก์เรื่องทรัพย์สินจนฟ้องร้องกันทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา และโจทก์กับจำเลยก็ทะเลาะกันหลายครั้ง เดือนพฤษภาคม 2560 โจทก์ เด็กชาย ต. และเด็กหญิง ร. ออกจากบ้าน โจทก์ไปลงบันทึกประจำวันไว้ที่สถานีตำรวจภูธรวารินชำราบ วันที่ 23 ตุลาคม 2560 ครอบครัวเดินทางไปเที่ยวและพักค้างคืนด้วยกันที่อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี และวันที่ 2 ธันวาคม 2560 จำเลยพาโจทก์และบุตรทั้งสามไปเที่ยวค้างคืนที่จังหวัดมุกดาหารอีกครั้ง โจทก์ฟ้องขอหย่าและขอเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรชายทั้งสองเพียงผู้เดียว ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

Décision de la Cour (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)

1. A spouse who drives the other spouse out of the matrimonial home commits an act of serious hostility to the relationship of husband and wife within CCC section 1516 (6), and the expelled spouse may sue for divorce. 2. Forgiveness extinguishing the right to sue under CCC section 1518 is not established merely because the spouses later travelled and stayed overnight together with their children. Where such outings are only separated parents giving their children reasonable warmth, and they are few, the ground survives. 3. In awarding sole parental power the court weighs the stability of each parent's occupation and income, which parent maintains the children, the children's conduct in each household, and the benefit of keeping siblings together. 4. The parent without parental power retains the right to contact the children as the circumstances allow under CCC section 1584/1.
1. การที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งขับไล่อีกฝ่ายออกจากบ้านที่อยู่ร่วมกัน ถือเป็นการทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (6) ฝ่ายที่ถูกขับไล่มีสิทธิฟ้องหย่าได้ 2. การให้อภัยอันเป็นเหตุให้สิทธิฟ้องหย่าระงับตาม ป.พ.พ. มาตรา 1518 ไม่เกิดขึ้นเพียงเพราะคู่สมรสเดินทางไปเที่ยวและพักค้างคืนด้วยกันกับบุตรในภายหลัง เมื่อการไปเที่ยวนั้นเป็นเพียงการที่บิดามารดาซึ่งแยกกันอยู่ดูแลให้ความอบอุ่นแก่บุตรตามสมควรและมีเพียงไม่กี่ครั้ง สิทธิฟ้องหย่ายังคงมีอยู่ 3. ในการกำหนดให้ฝ่ายใดเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเพียงผู้เดียว ศาลพิจารณาความมั่นคงของอาชีพและรายได้ของแต่ละฝ่าย ฝ่ายใดเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูบุตรจริง ความประพฤติและการเรียนของบุตรในความดูแลของแต่ละฝ่าย และประโยชน์ที่พี่น้องจะได้อยู่ใกล้ชิดกัน ข้ออ้างว่าอีกฝ่ายจะมีคู่สมรสใหม่โดยไม่มีพยานหลักฐานเป็นเพียงการคาดคะเน 4. บิดาหรือมารดาที่มิได้เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองยังคงมีสิทธิติดต่อกับบุตรได้ตามควรแก่พฤติการณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1584/1

Analyse juridique การวิเคราะห์ทางกฎหมาย

The husband argued that he had never expelled the wife, who habitually left after quarrels and returned, and that the two family trips showed forgiveness. The Supreme Court first settled the facts. The Miss R. episode was credible, having driven the wife away for almost three years, but she had returned in 2557 (2014) for the sake of the family. For May 2560 (2017) the wife's account, that the husband said he no longer loved her and gave her three days to move out, was corroborated by R. and T. and by the police daily record, whereas the husband merely said he did not know why she left. The Court found that he had expelled her. On the law, expelling the wife from the home was serious hostility to being husband and wife, a divorce ground under CCC section 1516 (6). On forgiveness under CCC section 1518, the Court characterised the two overnight trips, even with the spouses sharing a room and a bed, as parents jointly giving their children the warmth possible for a family whose parents live apart. Only two such trips had followed the expulsion, which was not enough to treat the wife as having forgiven him. On parental power, the Court contrasted the wife's government post, a stable occupation with a certain income, with the husband's lottery selling. She maintained T. fully and paid the school fees and daily allowance of P., who lived with the husband; T. showed no inappropriate traits while P. had become aggressive, wilful and often absent from school. Keeping the brothers together with their mother and elder sister was judged better. Finally, citing CCC section 1584/1, which gives a father or mother the right to contact the child as the circumstances allow whoever exercises parental power, the Court recorded that the father retains that right, and affirmed.

จำเลยฎีกาว่าตนไม่เคยขับไล่โจทก์ โจทก์มักออกจากบ้านเมื่อทะเลาะกันแล้วกลับมาคืนดีเสมอ และการไปเที่ยวค้างคืนด้วยกันสองครั้งแสดงว่าโจทก์ให้อภัยแล้ว ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงก่อน โดยเชื่อว่าเรื่องนางสาว ร. เป็นความจริงเพราะเป็นมูลเหตุให้โจทก์ออกจากบ้านไปนานเกือบสามปี แต่โจทก์ได้กลับมาอยู่ร่วมกันในปี 2557 สำหรับเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2560 โจทก์เบิกความว่าจำเลยบอกว่าหมดรักแล้ว ไม่อยากเห็นหน้า และให้ขนของออกจากบ้านภายในสามวัน เด็กหญิง ร. และเด็กชาย ต. เบิกความสอดคล้องกัน และโจทก์ได้ลงบันทึกประจำวันไว้ ส่วนจำเลยเพียงกล่าวอ้างลอย ๆ ว่าไม่ทราบสาเหตุ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยขับไล่โจทก์ออกจากบ้านจริง ในข้อกฎหมาย การขับไล่โจทก์ออกจากบ้านถือได้ว่าจำเลยทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (6) ส่วนการให้อภัยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1518 ศาลฎีกาเห็นว่าการไปเที่ยวค้างคืนสองครั้ง แม้นอนร่วมห้องและเตียงเดียวกัน น่าจะเป็นเรื่องที่โจทก์และจำเลยช่วยกันดูแลให้ความอบอุ่นแก่บุตรในฐานะบิดามารดาเท่าที่พอจะเป็นไปได้สำหรับครอบครัวที่บิดามารดาแยกกันอยู่ และหลังถูกขับไล่ก็มีเพียงสองครั้ง จึงไม่เพียงพอให้ถือว่าโจทก์ได้ให้อภัยจำเลยในเหตุที่มีสิทธิฟ้องหย่า ในเรื่องอำนาจปกครอง ศาลฎีกาเปรียบเทียบอาชีพรับราชการของโจทก์ซึ่งมั่นคงมีรายได้แน่นอน กับอาชีพขายสลากกินแบ่งรัฐบาลของจำเลย โจทก์อุปการะเด็กชาย ต. ในทุกเรื่องและยังชำระค่าเทอมกับค่าใช้จ่ายรายวันแก่เด็กชาย ป. ที่อยู่กับจำเลย เด็กชาย ต. ไม่มีลักษณะไม่เหมาะสม ส่วนเด็กชาย ป. ก้าวร้าวเอาแต่ใจและขาดเรียนบ่อย การให้พี่น้องอยู่ใกล้ชิดกันพร้อมมารดาและพี่สาวน่าจะเป็นผลดียิ่งกว่า ท้ายที่สุด ศาลฎีกาอ้าง ป.พ.พ. มาตรา 1584/1 ซึ่งบัญญัติว่าบิดาหรือมารดาย่อมมีสิทธิที่จะติดต่อกับบุตรของตนได้ตามควรแก่พฤติการณ์ ไม่ว่าบุคคลใดจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองหรือผู้ปกครองก็ตาม จำเลยจึงยังมีสิทธิติดต่อกับบุตรทั้งสอง พิพากษายืน

Décision de la Cour plénière คำพิพากษาฉบับเต็ม

The following is the full text of Supreme Court Decision No. 4104/2564. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4104/2564 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th

Une traduction anglaise est en cours de préparation et sera bientôt disponible.

การที่จำเลยขับไล่โจทก์ออกจากบ้าน ถือได้ว่าจำเลยทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (6) การที่จำเลยพาโจทก์และบุตรทั้งสามไปเที่ยวพักผ่อนค้างคืนด้วยกันเป็นเพียงการดูแลให้ความอบอุ่นแก่บุตรตามสมควรเท่านั้นยังไม่เพียงพอให้ถือว่าเป็นการที่โจทก์ได้ให้อภัยจำเลยในเหตุที่โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1518
โจทก์มีอาชีพรับราชการถือว่าเป็นอาชีพมั่นคงมีรายได้แน่นอน ส่วนจำเลยมีอาชีพขายสลากกินแบ่งรัฐบาลถือเป็นอาชีพมีรายได้ไม่มั่นคงเท่ากับโจทก์ ประกอบกับได้ความว่าโจทก์เป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูบุตรที่อยู่กับโจทก์ในทุกเรื่อง ทั้งยังอุปการะดูแลชำระค่าเล่าเรียนและให้ค่าใช้จ่ายรายวันแก่บุตรอีกคนซึ่งอยู่กับจำเลยด้วย บุตรที่อยู่กับโจทก์ไม่ปรากฏว่ามีลักษณะส่อไปในทางไม่เหมาะสม ส่วนบุตรที่อยูในความดูแลของจำเลยกลับมีอุปนิสัยเปลี่ยนไปในทางก้าวร้าวเอาแต่ใจ และขาดเรียนบ่อยครั้ง นอกจากนี้การให้บุตรทั้งสองซึ่งเป็นพี่น้องกันได้อยู่ใกล้ชิดร่วมกัน รวมทั้งได้อยู่กับมารดาและพี่สาวซึ่งเคยอยู่ร่วมกันมาแต่ก่อนน่าจะเป็นผลดียิ่งกว่า จึงเห็นควรให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรทั้งสองเพียงผู้เดียว แต่จำเลยซึ่งเป็นบิดายังคงมีสิทธิที่จะติดต่อกับบุตรทั้งสองได้ตามควรแก่พฤติการณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1584/1
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลย และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรทั้งสองเพียงผู้เดียว
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลย และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ต. และเด็กชาย ป. บุตรทั้งสองเพียงผู้เดียว ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2549 มีบุตรด้วยกัน 2 คนคือ เด็กชาย ต. กับเด็กชาย ป. เดิมโจทก์จำเลยรวมทั้งบุตรชายทั้งสองกับ เด็กหญิง ร. บุตรโจทก์ที่เกิดจากสามีคนก่อนอยู่ร่วมบ้านเดียวกัน ต่อมาประมาณเดือนกรกฎาคม 2555 ขณะที่โจทก์ปฏิบัติหน้าที่วิสัญญีพยาบาล ที่โรงพยาบาลที่โจทก์ทำงานอยู่ นางสาว ร. ไปผ่าตัดคลอดบุตรที่โรงพยาบาลดังกล่าวโดยมีข้อเท็จจริงปรากฏในเอกสารประวัติและสมุดบันทึกการตั้งครรภ์ของนางสาว ร. ว่าจำเลยเป็นบิดาของบุตรในครรภ์ โดยนางสาว ร. ยืนยันว่าจำเลยเป็นบิดาของบุตรในครรภ์ตน โจทก์กับจำเลยจึงทะเลาะกันอย่างรุนแรงจนแยกกันอยู่ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ต่อมาประมาณกลางปี 2557 จำเลยขอคืนดีกับโจทก์ โจทก์เห็นแก่ครอบครัวจึงพาบุตรกลับไปอยู่ร่วมกับจำเลยอีกครั้งเป็นเวลาเกือบสามปี ในระหว่างช่วงเวลานี้จำเลยทะเลาะวิวาทกับพี่สาวและพี่ชายของโจทก์ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดากับโจทก์โดยมีความรุนแรงถึงขนาดฟ้องร้องกันทั้งทางแพ่งและอาญา โจทก์และจำเลยก็มีเรื่องทะเลาะกันหลายครั้ง จนกระทั่งเมื่อเดือนพฤษภาคม 2560 โจทก์และเด็กชาย ต. กับเด็กหญิง ร. ออกจากบ้านไปอยู่ที่อื่น หลังจากนั้นในวันที่ 23 ตุลาคม 2560 โจทก์ จำเลย เด็กหญิง ร. เด็กชาย ต. และเด็กชาย ป. ร่วมเดินทางไปเที่ยวและพักค้างคืนด้วยกันที่อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี และวันที่ 2 ธันวาคม 2560 จำเลยพาโจทก์และบุตรทั้งสามไปเที่ยวและพักค้างคืนด้วยกันอีกที่จังหวัดมุกดาหาร
มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับนางสาว ร. นั้น จำเลยไม่ได้ยกย่องนางสาว ร. เป็นภริยา และไม่ได้เป็นผู้แจ้งว่าจำเลยเป็นบิดาของบุตรที่เกิดกับนางสาว ร. การที่โจทก์ จำเลย กับเด็กหญิง ร. เด็กชาย ต. และเด็กชาย ป. ไปเที่ยวพักผ่อนค้างคืนด้วยกันนั้น ถือได้ว่าโจทก์ได้ให้อภัยในการกระทำของจำเลยที่ผ่านมาแล้ว ทั้งเมื่อโจทก์พาลูก ๆ กลับมาอยู่ร่วมกับจำเลยอีกครั้ง ในระหว่างนั้นจำเลยมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับพี่น้องของโจทก์หลายครั้ง เป็นเหตุให้โจทก์กับจำเลยมีเรื่องขัดแย้งทะเลาะกันด้วย เวลาที่โจทก์จำเลยทะเลาะกัน โจทก์ก็จะหนีออกจากบ้านไปอยู่กับพี่สาว เมื่อหายโกรธแล้วก็จะกลับมาคืนดีกับจำเลย เป็นเช่นนี้อยู่เนือง ๆ จำเลยไม่เคยขับไล่โจทก์และบุตรออกจากบ้าน กรณีไม่มีเหตุตามกฎหมายที่โจทก์จะฟ้องหย่าได้ เหตุที่โจทก์ฟ้องหย่าเป็นเพราะโจทก์ต้องการมีสามีใหม่ ในปัญหานี้โจทก์นำสืบว่า หลังจากเดือนกรกฎาคม 2555 ที่โจทก์ทราบเรื่องที่นางสาว ร. แจ้งทางโรงพยาบาลที่โจทก์ทำงานอยู่ว่าจำเลยเป็นบิดาของบุตรในครรภ์นางสาว ร. แล้ว โจทก์กับจำเลยทะเลาะกันอย่างรุนแรงจนมีการตัดความสัมพันธ์และแยกกันอยู่จนถึงประมาณกลางปี 2557 จำเลยขอคืนดีกับโจทก์และให้โจทก์กลับไปอยู่ร่วมกับครอบครัวอีกครั้ง โจทก์ยินยอมโดยกลับไปอยู่ร่วมกับครอบครัวอีกเป็นเวลาเกือบสามปี ระหว่างนั้นจำเลยทะเลาะวิวาทกับพี่น้องของโจทก์ถึงขนาดฟ้องร้องกันทั้งทางแพ่งและอาญา จนกระทั่งเดือนพฤษภาคม 2560 จำเลยขับไล่โจทก์ เด็กชาย ต. และเด็กหญิง ร. ออกจากบ้านเพราะจำเลยหมดรักโจทก์ ไม่อยากเห็นหน้า ไม่อยากอยู่ด้วย โจทก์จึงพาเด็กชาย ต. และเด็กหญิง ร. ออกไปอยู่ที่อื่นจนถึงปัจจุบัน ส่วนจำเลยนำสืบยอมรับว่ามีเรื่องทะเลาะกับพี่น้องของโจทก์ถึงขนาดฟ้องร้องกันจริง แต่จำเลยไม่เคยยกย่องนางสาว ร. ฉันภริยา จำเลยไม่เคยขับไล่โจทก์และบุตรออกจากบ้าน โจทก์พาบุตรออกไปจากบ้านโดยไม่ทราบสาเหตุ จำเลยไม่ได้จงใจทิ้งร้างโจทก์เกิน 1 ปี หลังจากโจทก์ออกจากบ้านไปแล้วเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2560 และวันที่ 2 ธันวาคม 2560 จำเลยพาโจทก์กับบุตรทั้งสามไปเที่ยวพักผ่อนค้างคืนร่วมห้องเดียวกันโดยโจทก์จำเลยนอนเตียงเดียวกันด้วย เห็นว่า เรื่องนางสาว ร. นั้น เป็นเรื่องเดิมที่เป็นมูลเหตุสำคัญทำให้โจทก์กับจำเลยต้องทะเลาะกันอย่างรุนแรงจนถึงขนาดที่โจทก์ตัดสินใจออกจากบ้านที่อยู่กับจำเลยและบุตรอีกสามคนไปอยู่ที่หอพักพยาบาลกับเพื่อนเป็นเวลานานเกือบสามปี เชื่อได้ว่าเรื่องนางสาว ร. เป็นเรื่องจริงตามที่โจทก์อ้าง อย่างไรก็ตามเมื่อประมาณกลางปี 2557 จำเลยขอคืนดีกับโจทก์ โจทก์คำนึงถึงสถาบันครอบครัวจึงยอมกลับมาอยู่ร่วมกับจำเลยและบุตรทั้งสามอีกครั้งหนึ่ง แต่ในระหว่างที่โจทก์กลับมาอยู่ร่วมกับจำเลยและครอบครัวอีกครั้งนั้นก็เกิดเหตุทะเลาะวิวาทกันระหว่างจำเลยกับพี่น้องของโจทก์เกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สินหลายครั้งถึงขนาดมีการฟ้องร้องกันทั้งทางแพ่งและอาญา ทำให้เกิดปัญหาลุกลามมาถึงความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยจนทั้งสองฝ่ายต้องทะเลาะกันเองหลายครั้ง จนกระทั่งเดือนพฤษภาคม 2560 โจทก์ต้องพาเด็กชาย ต. และเด็กหญิง ร. ออกจากบ้านไปอยู่กับพี่สาว ในส่วนนี้โจทก์เบิกความว่า จำเลยขับไล่โจทก์ออกจากบ้านด้วยสาเหตุว่า หมดรักแล้ว ไม่อยากเห็นหน้า ไม่อยากอยู่ด้วยให้โจทก์ขนของออกจากบ้านภายในสามวัน โจทก์จึงพาเด็กชาย ต. และเด็กหญิง ร. ย้ายออกจากบ้านไปโดยไปลงบันทึกประจำวันไว้ที่สำนักงานตำรวจภูธรวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เด็กหญิง ร. และเด็กชาย ต. เบิกความเป็นพยานโจทก์เช่นเดียวกันว่า ถูกจำเลยขับไล่ออกจากบ้าน ส่วนจำเลยเบิกความว่า เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2560 โจทก์พาเด็กหญิง ร. กับเด็กชาย ต. ออกไปจากบ้านโดยไม่ทราบสาเหตุ จำเลยไม่เคยขับไล่โจทก์และบุตรทั้งสองออกจากบ้าน เห็นได้ว่าหลังจากโจทก์กลับมาอยู่กับจำเลยและบุตรทั้งสามแล้ว โจทก์กับจำเลยมีเรื่องทะเลาะกันหลายครั้งแต่ก็ไม่ถึงขั้นที่โจทก์จะต้องพาบุตรออกจากบ้านไปแต่อย่างใด ส่วนจำเลยเพียงแต่กล่าวอ้างลอย ๆ ว่า ไม่ทราบว่าโจทก์ออกจากบ้านเพราะเหตุใด ที่โจทก์และเด็กหญิง ร. กับเด็กชาย ต. เบิกความตรงกันว่า จำเลยขับไล่ทั้งสามคนออกจากบ้านโดยโจทก์ได้นำเรื่องไปลงบันทึกประจำวันไว้ที่สถานีตำรวจด้วยจึงมีน้ำหนักให้เชื่อถือยิ่งกว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยขับไล่โจทก์ออกจากบ้านจริง ส่วนที่ได้ความว่า เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2560 และวันที่ 2 ธันวาคม 2560 จำเลยพาโจทก์กับบุตรทั้งสามคนไปเที่ยวพักผ่อนมีการค้างคืนโดยนอนร่วมห้องเดียวกันและจำเลยกับโจทก์นอนเตียงเดียวกันด้วยนั้น น่าจะเป็นเรื่องที่โจทก์และจำเลยช่วยกันดูแลให้ความอบอุ่นแก่บุตรในฐานะบิดามารดาเท่าที่พอจะเป็นไปได้สำหรับครอบครัวที่บิดามารดาแยกกันอยู่ ทั้งปรากฏว่าหลังจากจำเลยขับไล่โจทก์ออกจากบ้านแล้วก็มีเพียงการไปเที่ยวค้างคืนด้วยกันสองครั้งที่กล่าวมาข้างต้นเท่านั้น ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามทางนำสืบของโจทก์ว่า จำเลยขับไล่โจทก์ออกจากบ้าน ถือได้ว่าจำเลยทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (6) ทั้งการที่จำเลยพาโจทก์และบุตรทั้งสามไปเที่ยวพักผ่อนค้างคืนด้วยกันตามที่กล่าวมาข้างต้นนั้น เป็นเพียงการดูแลให้ความอบอุ่นแก่บุตรตามสมควรเท่านั้นยังไม่เพียงพอให้ถือว่าเป็นการที่โจทก์ได้ให้อภัยจำเลยในเหตุที่โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมาว่า โจทก์สมควรเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ต. และเด็กชาย ป. บุตรทั้งสองเพียงผู้เดียวตามที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาหรือไม่นั้น ได้ความว่าโจทก์มีอาชีพรับราชการ ถือได้ว่าเป็นอาชีพมั่นคงมีรายได้แน่นอน ส่วนจำเลยนั้นโจทก์อ้างว่าจำเลยไม่มีอาชีพแม้จำเลยอ้างว่าตนมีอาชีพขายสลากกินแบ่งรัฐบาล แต่ก็ถือเป็นอาชีพที่มีรายได้ไม่มั่นคงเท่ากับโจทก์ ประกอบกับได้ความว่าโจทก์เป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูเด็กชาย ต. ซึ่งอยู่กับโจทก์ในทุกเรื่อง ทั้งยังอุปการะดูแลชำระค่าเทอมและให้ค่าใช้จ่ายรายวันแก่เด็กชาย ป. ซึ่งอยู่กับจำเลยด้วย เด็กชาย ต. ซึ่งอยู่กับโจทก์ไม่ปรากฏว่ามีลักษณะส่อไปในทางไม่เหมาะสมอย่างใดทั้งสิ้น ส่วนเด็กชาย ป. ซึ่งอยูในความดูแลของจำเลยกลับมีอุปนิสัยเปลี่ยนไปในทางก้าวร้าวเอาแต่ใจ และขาดเรียนบ่อยครั้ง นอกจากนี้การให้บุตรทั้งสองซึ่งเป็นพี่น้องกันได้อยู่ใกล้ชิดร่วมกัน รวมทั้งได้อยู่กับมารดาและพี่สาวอีกคนซึ่งเคยอยู่ร่วมกันมาแต่ก่อนน่าจะเป็นผลดียิ่งกว่า ส่วนที่จำเลยอ้างว่าโจทก์จะมีสามีใหม่นั้น จำเลยก็ไม่มีพยานหลักฐานมาสนับสนุนแต่อย่างใด ข้ออ้างดังกล่าวจึงเป็นเพียงการคาดคะเนของจำเลยเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นควรให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ต. และเด็กชาย ป. บุตรทั้งสองเพียงผู้เดียวนั้นเหมาะสมแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน
อนึ่ง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1584/1 บัญญัติว่า บิดาหรือมารดาย่อมมีสิทธิที่จะติดต่อกับบุตรของตนได้ตามควรแก่พฤติการณ์ ไม่ว่าบุคคลใดจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองหรือผู้ปกครองก็ตาม ฉะนั้น จำเลยซึ่งเป็นบิดายังคงมีสิทธิติดต่อกับบุตรทั้งสองได้ตามควรแก่พฤติการณ์ด้วย
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

Articles de code cités มาตราที่อ้างอิง

💡 Ce que cela signifie pour vous 💡 สิ่งที่หมายถึงสำหรับคุณ

For a foreigner married in Thailand this decision cuts both ways. If your Thai spouse orders you out of the shared home, the expulsion itself can be a divorce ground under CCC section 1516 (6), but you must prove it. The wife here won because she had the event recorded at a police station the same month and witnesses confirmed her account; the husband's unsupported denial carried little weight. Conversely, telling your spouse to pack and leave in anger may hand them a ground for divorce. Do not assume that occasional contact after a separation wipes the slate clean. Two family trips, even sharing a room, were not forgiveness under section 1518, though the Court stressed how few they were. On custody, keep evidence of school fees and support payments: stable income, who actually pays, the children's behaviour and keeping siblings together decided the point.

สำหรับชาวต่างชาติที่สมรสในประเทศไทย คำพิพากษานี้มีนัยสองด้าน หากคู่สมรสชาวไทยขับไล่ท่านออกจากบ้านที่อยู่ร่วมกัน การขับไล่นั้นอาจเป็นเหตุฟ้องหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (6) ได้โดยไม่ต้องอาศัยเหตุชู้หรือเหตุทิ้งร้าง แต่ท่านต้องพิสูจน์ให้ได้ ภริยาในคดีนี้ชนะเพราะไปลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจในเดือนเดียวกันและมีพยานยืนยันตรงกัน ส่วนคำปฏิเสธลอย ๆ ของสามีมีน้ำหนักน้อย ในทางกลับกัน การบอกให้คู่สมรสเก็บของออกจากบ้านด้วยอารมณ์โกรธอาจกลายเป็นเหตุหย่าที่อีกฝ่ายนำมาฟ้องท่านได้ อย่าเข้าใจว่าการพบปะกันเป็นครั้งคราวหลังแยกกันอยู่จะลบล้างเหตุหย่า การไปเที่ยวกับครอบครัวสองครั้งแม้นอนห้องเดียวกันไม่ถือเป็นการให้อภัยตามมาตรา 1518 แต่ศาลเน้นว่ามีเพียงสองครั้ง การกลับมาอยู่กินกันจริงจังอาจถูกตีความต่างออกไป ในเรื่องอำนาจปกครองบุตร ควรเก็บหลักฐานค่าเทอมและค่าอุปการะไว้ เพราะศาลพิจารณาความมั่นคงของรายได้ ฝ่ายใดเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายจริง ความประพฤติของบุตร และการให้พี่น้องได้อยู่ด้วยกัน

Foire aux questions คำถามที่พบบ่อย

Is being kicked out of the house by my spouse a ground for divorce in Thailand? ถูกคู่สมรสไล่ออกจากบ้านเป็นเหตุฟ้องหย่าในประเทศไทยได้หรือไม่

It can be. In Decision 4104/2564 the Supreme Court held that a husband who told his wife he no longer loved her and ordered her to move out within three days had made himself seriously hostile to the marriage, a divorce ground under CCC section 1516 (6). The expelled spouse must prove the expulsion: in that case the wife's police daily record and the consistent testimony of two children outweighed the husband's bare denial that he had ever sent her away.

ได้ ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4104/2564 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าสามีที่บอกภริยาว่าหมดรักแล้วและให้ขนของออกจากบ้านภายในสามวัน ถือว่าทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง อันเป็นเหตุฟ้องหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (6) ฝ่ายที่ถูกขับไล่ต้องพิสูจน์การขับไล่ให้ได้ ในคดีนั้นบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจและคำเบิกความของบุตรสองคนที่ตรงกันมีน้ำหนักกว่าคำปฏิเสธลอย ๆ ของสามีว่าไม่เคยไล่ภริยาออกจากบ้าน

If we went on holiday together after separating, have I forgiven my spouse and lost the right to divorce? หากไปเที่ยวด้วยกันหลังแยกกันอยู่ ถือว่าให้อภัยและหมดสิทธิฟ้องหย่าหรือไม่

Not necessarily. Under CCC section 1518 the right to sue for divorce ends if the entitled spouse has forgiven the conduct. In Decision 4104/2564 the spouses took two overnight family trips with their children after the husband expelled the wife, sharing a room and a bed. The Supreme Court held that this was only separated parents giving their children reasonable warmth, and since only two trips had occurred it was not enough to amount to forgiveness. The result could differ if married life genuinely resumed.

ไม่จำเป็นเสมอไป ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1518 สิทธิฟ้องหย่าย่อมระงับเมื่อฝ่ายที่มีสิทธิได้ให้อภัยแล้ว ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4104/2564 คู่สมรสไปเที่ยวค้างคืนกับบุตรสองครั้งหลังจากสามีขับไล่ภริยาออกจากบ้าน โดยนอนห้องเดียวกันและเตียงเดียวกัน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นเพียงการที่บิดามารดาที่แยกกันอยู่ดูแลให้ความอบอุ่นแก่บุตรตามสมควร และเมื่อมีเพียงสองครั้งจึงไม่เพียงพอให้ถือว่าเป็นการให้อภัย ผลอาจต่างออกไปหากกลับมาอยู่กินกันจริงจัง

What does a Thai court look at when deciding which parent gets sole parental power after divorce? ศาลไทยพิจารณาอะไรบ้างในการให้บิดาหรือมารดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเพียงผู้เดียวหลังหย่า

Decision 4104/2564 shows the factors in practice. The Supreme Court gave sole parental power to the mother because she was a civil servant with a stable, certain income, while the father sold lottery tickets; she maintained the son living with her in every respect and also paid school fees and a daily allowance for the son living with the father; the child in her care showed no problems while the child with the father had become aggressive and often missed school; and keeping the brothers together with their mother and elder sister was better for them.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4104/2564 แสดงปัจจัยที่ศาลใช้จริง ศาลฎีกาให้มารดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเพียงผู้เดียวเพราะมารดารับราชการมีรายได้มั่นคงแน่นอน ส่วนบิดาขายสลากกินแบ่งรัฐบาล มารดาอุปการะบุตรที่อยู่กับตนในทุกเรื่องและยังจ่ายค่าเทอมกับค่าใช้จ่ายรายวันให้บุตรที่อยู่กับบิดา บุตรที่อยู่กับมารดาไม่มีปัญหา ส่วนบุตรที่อยู่กับบิดากลายเป็นเด็กก้าวร้าวและขาดเรียนบ่อย และการให้พี่น้องได้อยู่ด้วยกันกับมารดาและพี่สาวเป็นผลดีกว่า

Does the parent who loses custody in Thailand still have the right to see the children? บิดาหรือมารดาที่ไม่ได้อำนาจปกครองในประเทศไทยยังมีสิทธิพบบุตรหรือไม่

Yes. In Decision 4104/2564 the Supreme Court, after confirming sole parental power for the mother, expressly recorded that under CCC section 1584/1 a father or mother has the right to contact the child as the circumstances allow, whoever exercises parental power. The father therefore kept his right to contact both sons. Losing parental power affects decision making and day to day care, not the basic right to maintain a relationship with the child.

มี ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4104/2564 หลังจากยืนยันให้มารดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเพียงผู้เดียวแล้ว ศาลฎีกาได้ระบุไว้ชัดเจนว่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1584/1 บิดาหรือมารดาย่อมมีสิทธิที่จะติดต่อกับบุตรของตนได้ตามควรแก่พฤติการณ์ ไม่ว่าบุคคลใดจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองก็ตาม บิดาจึงยังคงมีสิทธิติดต่อกับบุตรทั้งสอง การไม่ได้เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองกระทบต่อการตัดสินใจและการดูแลประจำวัน ไม่ใช่สิทธิพื้นฐานในการรักษาความสัมพันธ์กับบุตร

divorce grounds Thailand section 1516 serious hostility divorce Thailand forgiveness divorce ground Thailand section 1518 spouse expelled from home divorce Thailand sole parental power Thailand divorce child custody Thailand Supreme Court decision

📖 Pour en savoir plus, consultez ThaiLawOnline 📖 อ่านเพิ่มเติมที่ ThaiLawOnline

Sebastien H. Brousseau LL.B., B.Sc. Consultant juridique étranger
Wichuda Atthatmethakon LL.M. Avocat et notaire thaïlandais

Examiné et annoté par des professionnels du droit qualifiés ayant plus de 18 ans d'expérience en droit thaïlandais.

ตรวจสอบและอธิบายโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีประสบการณ์การปฏิบัติงานด้านกฎหมายไทยมากกว่า 18 ปี

Avertissement : Les traductions anglaises fournies sur ce site Web sont non officielles et à titre informatif uniquement. Le texte faisant foi des lois thaïlandaises est en langue thaïe tel que publié dans la Gazette royale thaïlandaise (RatchakitchanubeksaCe contenu ne constitue pas un avis juridique. Pour toute question juridique spécifique, veuillez consulter un avocat thaïlandais qualifié.

Droits d'auteur © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. Le texte statutaire thaïlandais (ตัวบทกฎหมาย) et les décisions originales de la Cour suprême (Dika) en langue thaïe sont dans le domaine public telles que publiées dans la Gazette du gouvernement royal thaïlandais (ราชกิจจานุเบกษา) conformément à l'article 7 de la loi sur le droit d'auteur de 2537 (1994). Tout le reste du contenu, y compris les traductions en anglais, les résumés des décisions de la Cour suprême (Dika), les annotations juridiques, les renvois, les commentaires et l'analyse éditoriale, constitue la propriété intellectuelle protégée par le droit d'auteur de ThaiLawOnline et ses rédacteurs, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) et Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Toute reproduction ou distribution non autorisée est interdite.

ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ

ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

Retour en haut de la page
WhatsApp LINE Appeler Rendez-vous