Provident Fund and GPF Balances Accrued During Marriage Are Sin Somros Up to the Filing Date เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและ กบข. ที่สะสมระหว่างสมรสเป็นสินสมรสจนถึงวันฟ้องหย่า
⚖️ Points clés à retenir ⚖️ ประเด็นสำคัญ
1. Salary deductions, employer contributions and investment returns credited each month to an employee provident fund or the Government Pension Fund during the marriage are not a mere expectation of acquiring property but a right the member already holds; that right, existing while the parties are married, is sin somros Selon le CCC article 1474 (1). 2. Where divorce is by judgment, CCC section 1532 (b) makes the property arrangement retroactive to the filing date; with section 1533, the other spouse takes half of the balance accumulated from the enregistrement de mariage to the filing date, payable when the member leaves the fund. Later accruals are left to a separate claim. 3. Benefits payable only on leaving the fund, not yet arisen and uncertain at filing, and a pension that began after filing, are not sin somros in the divorce action. Other provisions applied: Civil Procedure Code section 225 paragraph one; Civil Procedure Code section 252; Juvenile and Family Court and Juvenile and Family Procedure Act B.E. 2553 section 182/1.
1. เงินสะสมที่หักจากเงินเดือนของคู่สมรส เงินสมทบของนายจ้าง และผลประโยชน์ของเงินดังกล่าวที่เกิดขึ้นในแต่ละเดือนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ระหว่างสมรส ไม่ใช่ความคาดหวังหรือความคาดหมายว่าจะได้ทรัพย์สิน แต่เป็นสิทธิที่สมาชิกมีอยู่แล้ว เมื่อสิทธินั้นมีอยู่ระหว่างที่ยังเป็นสามีภริยากัน จึงเป็นสินสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 (1) 2. กรณีหย่าโดยคำพิพากษา ป.พ.พ. มาตรา 1532 (ข) ให้การบังคับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยามีผลย้อนหลังไปถึงวันฟ้องหย่า เมื่อประกอบกับมาตรา 1533 คู่สมรสอีกฝ่ายมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งกึ่งหนึ่งของเงินในกองทุนที่สะสมนับแต่วันจดทะเบียนสมรสจนถึงวันฟ้อง โดยได้รับเมื่อสมาชิกพ้นจากสมาชิกภาพ ส่วนเงินที่เกิดขึ้นหลังวันฟ้องเป็นเรื่องที่ต้องไปว่ากล่าวกันต่างหาก 3. เงินที่จะพึงได้รับต่อเมื่อพ้นจากสมาชิกภาพ ซึ่งในขณะฟ้องสิทธิยังไม่เกิดและไม่แน่นอน และเงินบำนาญที่ได้รับภายหลังวันฟ้อง ไม่ใช่สินสมรสที่จะแบ่งในคดีหย่า 4. สามีที่อยู่กินกับหญิงอื่นอย่างเปิดเผยในบ้านซึ่งตั้งอยู่ในแหล่งชุมนุมชน โดยมีภาพถ่ายคู่กันติดไว้ ถือว่าอุปการะเลี้ยงดูและยกย่องหญิงนั้นฉันภริยา เป็นเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (1) และ (6) และภริยามีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากทั้งสองคนตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง
Résumé exécutif บทสรุปผู้บริหาร
The wife sued her husband, a government marine pilot, and a second woman for divorce, division of biens matrimoniaux she valued at 12,052,411 THB, and 2,000,000 THB compensation. The husband counterclaimed for divorce, division and compensation. The trial court dismissed both the claim and the counterclaim. The Court of Appeal for Specialised Cases, Juvenile and Family Division, granted the divorce, divided land, a condominium unit, cars and investment units, and awarded compensation of 300,000 THB against the husband and 200,000 THB against the second defendant. Both defendants appealed with leave. The Supreme Court upheld the divorce under CCC section 1516 (1) and (6), finding that the husband maintained and honoured the second defendant as his wife, and upheld the compensation under section 1523 paragraph one. Its main ruling concerned retirement savings. The wife's provident fund and the husband's Government Pension Fund account were each built from salary deductions, employer contributions and returns. These were not an expectation of acquiring property but rights the member already had, so they were sin somros under section 1474 (1), shared equally but only from the marriage on 11 November 2542 (1999) to the filing of the action on 10 August 2564 (2021), under sections 1532 (b) and 1533. Benefits payable only on leaving the fund, and the husband's pension, which began after filing, were not sin somros.
ภริยาเป็นโจทก์ฟ้องสามีซึ่งรับราชการเป็นเจ้าพนักงานนำร่อง และหญิงอีกคนหนึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ขอหย่า ขอแบ่งสินสมรสที่ตีราคา 12,052,411 บาท และเรียกค่าทดแทน 2,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งขอหย่าด้วยเหตุของตน ขอแบ่งทรัพย์สิน และเรียกค่าทดแทน ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและยกฟ้องแย้ง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาให้หย่า แบ่งที่ดิน ห้องชุด รถยนต์ และหน่วยลงทุน หักกลบลบหนี้รายการที่เป็นเงิน และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทดแทน 300,000 บาท จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทดแทน 200,000 บาท จำเลยทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่ามีเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (1) และ (6) เพราะจำเลยที่ 1 อุปการะเลี้ยงดูและยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยา และค่าทดแทนตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง เหมาะสมแล้ว ในส่วนทรัพย์สิน ศาลฎีกายืนว่าที่ดิน ห้องชุด และรถยนต์สองคันที่ได้มาระหว่างสมรสเป็นสินสมรสตามมาตรา 1474 (1) และไม่แบ่งรถยนต์คันที่สามกับหุ้นสหกรณ์ที่ไม่ปรากฏว่ายังมีอยู่ ข้อวินิจฉัยสำคัญคือเรื่องเงินเพื่อการเกษียณ เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของโจทก์และเงินกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการของจำเลยที่ 1 ต่างเกิดจากเงินสะสมจากเงินเดือน เงินสมทบ และผลประโยชน์ในแต่ละเดือน ศาลฎีกาเห็นว่าไม่ใช่ความคาดหวังว่าจะได้ทรัพย์สิน แต่เป็นสิทธิที่สมาชิกมีอยู่แล้ว จึงเป็นสินสมรสตามมาตรา 1474 (1) ที่ต้องแบ่งกึ่งหนึ่ง แต่เฉพาะช่วงนับแต่วันจดทะเบียนสมรส 11 พฤศจิกายน 2542 ถึงวันฟ้องหย่า 10 สิงหาคม 2564 ตามมาตรา 1532 (ข) และ 1533 ส่วนเงินที่จะได้รับเมื่อพ้นสมาชิกภาพและเงินบำนาญของจำเลยที่ 1 ซึ่งได้รับหลังวันฟ้องไม่ใช่สินสมรส และศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยข้อฎีกาเรื่องหนี้ร่วมและการขายกองทุนก่อนกำหนดซึ่งอยู่นอกฟ้องแย้ง
Les faits de l'affaire ข้อเท็จจริง
The parties married on 11 November 2542 (1999). The wife was a head receptionist at company K.; the husband a marine pilot officer in the Marine Department at Si Racha. The wife hired a detective and on 13 June 2564 (2021) found the husband alone at night with the second defendant at house No. 115/1, her beauty salon and home. On 10 August 2564 the wife sued for divorce, division of sin somros valued at 12,052,411 THB and 2,000,000 THB compensation. The husband counterclaimed for divorce, half of assets worth 8,500,000 THB and 1,000,000 THB compensation; the second defendant denied the claim. The trial court dismissed both. On the wife's appeal, the Court of Appeal for Specialised Cases granted the divorce, ordered the husband to divide two cars, a location-vente right, land with house No. 115/1, a condominium unit and another plot, ordered mutual division of investment units, fixed a net payment by the husband of 654,326.61 THB plus 300,000 THB compensation, and ordered the second defendant to pay 200,000 THB. Both defendants obtained leave to appeal, the husband contesting the grounds, the compensation and the asset classification, including the provident fund, GPF and pension.
โจทก์และจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2542 โจทก์ทำงานเป็นหัวหน้าพนักงานต้อนรับของบริษัท ก. จำเลยที่ 1 รับราชการเป็นเจ้าพนักงานนำร่อง กรมเจ้าท่า ประจำที่อำเภอศรีราชา โจทก์สงสัยว่าจำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์กับหญิงอื่น จึงว่าจ้างนักสืบและได้ภาพถ่ายรถยนต์ของจำเลยที่ 1 จอดอยู่หน้าบ้านเลขที่ 115/1 ทั้งกลางวันและกลางคืน ซึ่งจำเลยที่ 2 เปิดเป็นร้านเสริมสวยและใช้เป็นที่พักอาศัย วันที่ 13 มิถุนายน 2564 โจทก์กับน้องสาวติดตามไปที่บ้านดังกล่าวในเวลากลางคืนและพบจำเลยทั้งสองอยู่ด้วยกันตามลำพัง จำเลยที่ 1 ไม่ยอมออกมาพูดคุย วันที่ 10 สิงหาคม 2564 โจทก์ฟ้องขอหย่า ขอแบ่งสินสมรสมูลค่า 12,052,411 บาท และเรียกค่าทดแทน 2,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งขอหย่า ขอแบ่งทรัพย์สินตามรายการกึ่งหนึ่งเป็นเงิน 8,500,000 บาท และเรียกค่าทดแทน 1,000,000 บาท จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและยกฟ้องแย้ง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้หย่า ให้จำเลยที่ 1 แบ่งรถยนต์สองคัน สิทธิการเช่าซื้อรถยนต์ ที่ดินพร้อมบ้านเลขที่ 115/1 ห้องชุด และที่ดินอีกแปลงหนึ่ง ให้ต่างฝ่ายแบ่งหน่วยลงทุนแก่กัน กำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินสุทธิ 654,326.61 บาท กับค่าทดแทน 300,000 บาท และให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทดแทน 200,000 บาท จำเลยทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกา จำเลยที่ 1 โต้แย้งเหตุหย่า ค่าทดแทน ลักษณะของทรัพย์สินแต่ละรายการรวมทั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของโจทก์ กบข. และเงินบำนาญของตน และยกเรื่องหนี้ร่วมกับการที่โจทก์ขายกองทุน LTF และ RMF ก่อนกำหนดขึ้นอ้าง
Décision de la Cour (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)
1. Salary deductions, employer contributions and investment returns credited each month to an employee provident fund or the Government Pension Fund during the marriage are not a mere expectation of acquiring property but a right the member already holds; that right, existing while the parties are married, is sin somros under CCC section 1474 (1). 2. Where divorce is by judgment, CCC section 1532 (b) makes the property arrangement retroactive to the filing date; with section 1533, the other spouse takes half of the balance accumulated from the marriage registration to the filing date, payable when the member leaves the fund. Later accruals are left to a separate claim. 3. Benefits payable only on leaving the fund, not yet arisen and uncertain at filing, and a pension that began after filing, are not sin somros in the divorce action. Other provisions applied: Civil Procedure Code section 225 paragraph one; Civil Procedure Code section 252; Juvenile and Family Court and Juvenile and Family Procedure Act B.E. 2553 section 182/1.
1. เงินสะสมที่หักจากเงินเดือนของคู่สมรส เงินสมทบของนายจ้าง และผลประโยชน์ของเงินดังกล่าวที่เกิดขึ้นในแต่ละเดือนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ระหว่างสมรส ไม่ใช่ความคาดหวังหรือความคาดหมายว่าจะได้ทรัพย์สิน แต่เป็นสิทธิที่สมาชิกมีอยู่แล้ว เมื่อสิทธินั้นมีอยู่ระหว่างที่ยังเป็นสามีภริยากัน จึงเป็นสินสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 (1) 2. กรณีหย่าโดยคำพิพากษา ป.พ.พ. มาตรา 1532 (ข) ให้การบังคับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยามีผลย้อนหลังไปถึงวันฟ้องหย่า เมื่อประกอบกับมาตรา 1533 คู่สมรสอีกฝ่ายมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งกึ่งหนึ่งของเงินในกองทุนที่สะสมนับแต่วันจดทะเบียนสมรสจนถึงวันฟ้อง โดยได้รับเมื่อสมาชิกพ้นจากสมาชิกภาพ ส่วนเงินที่เกิดขึ้นหลังวันฟ้องเป็นเรื่องที่ต้องไปว่ากล่าวกันต่างหาก 3. เงินที่จะพึงได้รับต่อเมื่อพ้นจากสมาชิกภาพ ซึ่งในขณะฟ้องสิทธิยังไม่เกิดและไม่แน่นอน และเงินบำนาญที่ได้รับภายหลังวันฟ้อง ไม่ใช่สินสมรสที่จะแบ่งในคดีหย่า 4. สามีที่อยู่กินกับหญิงอื่นอย่างเปิดเผยในบ้านซึ่งตั้งอยู่ในแหล่งชุมนุมชน โดยมีภาพถ่ายคู่กันติดไว้ ถือว่าอุปการะเลี้ยงดูและยกย่องหญิงนั้นฉันภริยา เป็นเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (1) และ (6) และภริยามีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากทั้งสองคนตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง
Analyse juridique การวิเคราะห์ทางกฎหมาย
On the divorce grounds the Supreme Court, Juvenile and Family Division, accepted the evidence of the wife and her sister, the detective's photographs and the couple photographs displayed on the wall of house No. 115/1, and rejected the husband's explanations as unsupported. Living closely with the second defendant in a house in a community and going about openly showed that he maintained and honoured her as a wife and acted in serious hostility to the marriage, so divorce lay under CCC section 1516 (1) and (6), with compensation from both defendants under section 1523 paragraph one. Assets not shown to still exist, such as cooperative shares withdrawn before filing, were not divided. On the retirement funds, the wife contributed monthly from her salary to her employer's provident fund and received employer contributions and returns. The Court said this was not an expectation or anticipation of acquiring property but a right she already had; existing during the marriage, it was sin somros under section 1474 (1). The husband took half when her membership ended, but only from the marriage registration to the filing date, because section 1532 (b), which the Court quoted, provides that where divorce is by judgment the property arrangement has retroactive effect to the date the divorce action was filed, and section 1533 directs equal division. The same applied to the husband's GPF account, while sums payable only on leaving the fund had not yet arisen and were uncertain, so they were not sin somros. His pension, first received after filing, was property acquired after that date and could not be divided in this action. Unpleaded arguments on joint debts and early fund sales were not entertained.
ในปัญหาเหตุหย่า ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวชั่งน้ำหนักคำเบิกความของโจทก์และน้องสาวโจทก์ ภาพถ่ายของนักสืบ ภาพถ่ายคู่ของจำเลยทั้งสองที่ติดไว้บนฝาผนังบ้านเลขที่ 115/1 อย่างเปิดเผย และภาพเคลื่อนไหวในคืนที่โจทก์ติดตามไปพบ ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ที่ว่าให้คนงานใช้รถ ภาพถ่ายทำด้วยแอปพลิเคชันตกแต่งภาพ และตนเป็นเพียงลูกค้าและผู้ให้เช่าร้านเสริมสวย ไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุนและขัดต่อเหตุผล ทั้งไม่มีสัญญาเช่ามาแสดง การอยู่ร่วมกับจำเลยที่ 2 อย่างใกล้ชิดในบ้านซึ่งอยู่ในหมู่บ้านอันเป็นแหล่งชุมนุมชนและไปไหนมาไหนด้วยกันโดยเปิดเผย แสดงว่าจำเลยที่ 1 ยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยาและทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง โจทก์จึงฟ้องหย่าได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (1) และ (6) ส่วนข้ออ้างเรื่องแยกกันอยู่ตามมาตรา 1516 (4/2) ของจำเลยที่ 1 ไม่ได้อุทธรณ์ไว้และไม่ใช่ปัญหาความสงบเรียบร้อย จึงยกขึ้นในชั้นฎีกาไม่ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบ พ.ร.บ. ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 ค่าทดแทนจากจำเลยทั้งสองเป็นไปตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง ในส่วนทรัพย์สิน ที่ดินและห้องชุดที่ซื้อระหว่างสมรสเป็นสินสมรสตามมาตรา 1474 (1) ข้ออ้างว่าใช้เงินของมารดาฟังไม่ขึ้นเพราะไม่ได้นำมารดามาเบิกความและรายการเดินบัญชีไม่อาจชี้ชัดว่าถอนเงินไปเพื่อการใด รถยนต์สองคันที่จำเลยที่ 1 ครอบครองระหว่างสมรสเป็นสินสมรสเช่นกัน ส่วนรถยนต์คันที่สามแม้ถือว่าโจทก์ยอมรับว่าเป็นสินสมรส แต่มีเพียงภาพถ่ายโดยไม่ปรากฏว่ายังมีอยู่ จึงแบ่งไม่ได้ หุ้นและเงินฝากสหกรณ์ของโจทก์ถูกถอนไปก่อนฟ้องและไม่ปรากฏว่าถอนไปเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียว จึงไม่แบ่งเช่นกัน จากนั้นศาลฎีกาวินิจฉัยเรื่องเงินเพื่อการเกษียณ โจทก์สมัครเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของนายจ้างและยังคงเป็นสมาชิก ในแต่ละเดือนโจทก์ส่งเงินสะสมจากเงินเดือนและได้รับเงินสมทบจากนายจ้างรวมทั้งผลประโยชน์ ศาลฎีกากล่าวชัดว่าสิ่งนี้ไม่ใช่ความคาดหวังหรือความคาดหมายว่าจะได้ทรัพย์สิน แต่เป็นสิทธิของโจทก์ที่มีอยู่แล้ว เมื่อสิทธิมีอยู่ระหว่างสมรสจึงเป็นสินสมรสตามมาตรา 1474 (1) จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับกึ่งหนึ่งเมื่อโจทก์พ้นสมาชิกภาพ แต่เฉพาะช่วงนับแต่วันจดทะเบียนสมรสถึงวันฟ้อง เพราะมาตรา 1532 (ข) ซึ่งศาลฎีกายกข้อความมาว่า ถ้าเป็นการหย่าโดยคำพิพากษาของศาล ส่วนที่บังคับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยานั้นมีผลย้อนหลังไปถึงวันฟ้องหย่า และมาตรา 1533 ให้แบ่งคนละส่วนเท่ากัน เงินที่เกิดขึ้นหลังวันฟ้องต้องไปว่ากล่าวกันต่างหาก หลักเดียวกันใช้กับ กบข. ของจำเลยที่ 1 เงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์เป็นสินสมรส ส่วนเงินอื่นที่จะพึงได้รับต่อเมื่อพ้นสมาชิกภาพ ขณะฟ้องสิทธิยังไม่เกิดและไม่แน่นอน จึงไม่ใช่สินสมรส เงินบำนาญที่จำเลยที่ 1 ได้รับเมื่อเกษียณภายหลังฟ้องเป็นทรัพย์สินที่ได้มาหลังวันฟ้อง จึงแบ่งในคดีนี้ไม่ได้ ข้อฎีกาใหม่เรื่องหนี้ร่วมเกี่ยวกับบ้านเลขที่ 115/1 และสิทธิเช่าซื้อรถยนต์ กับเรื่องโจทก์ขายกองทุน LTF และ RMF ก่อนกำหนด ไม่ได้บรรยายไว้ในฟ้องแย้ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ท้ายที่สุด เมื่อสินสมรสบางส่วนไม่อาจกำหนดจำนวนเงินที่แน่นอนได้ ศาลฎีกาจึงไม่หักกลบลบกันดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษทำ และให้แบ่งแต่ละรายการแยกกัน
Décision de la Cour plénière คำพิพากษาฉบับเต็ม
The following is the full text of Supreme Court Decision No. 8321/2568. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8321/2568 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th
Une traduction anglaise est en cours de préparation et sera bientôt disponible.
เงินกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ของจำเลยที่ 1 นั้น ได้ความว่า จำเลยที่ 1 เป็นข้าราชการและเป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ โดยการเป็นสมาชิกดังกล่าวจำเลยที่ 1 ส่งเงินสะสมจากเงินเดือนของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ยังได้รับเงินสมทบ รวมทั้งผลประโยชน์ของเงินดังกล่าวในแต่ละเดือน ซึ่งไม่ใช่ความคาดหวังหรือความคาดหมายจะได้ทรัพย์สิน แต่เป็นสิทธิของจำเลยที่ 1 ที่มีอยู่แล้ว เมื่อสิทธิดังกล่าวมีอยู่ระหว่างที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ยังคงเป็นสามีภริยากันอยู่ จึงเป็นสินสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 (1) ส่วนเงินอื่นที่จำเลยที่ 1 จะพึ่งได้รับก็ต่อเมื่อพ้นจากสมาชิกภาพของกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการดังกล่าว ดังนั้น ในขณะฟ้องหย่าสิทธิที่จะได้รับเงินดังกล่าวยังไม่เกิดขึ้นและไม่แน่นอนว่าจำเลยที่ 1 จะมีสิทธิได้รับหรือไม่ อย่างไร จึงยังฟังไม่ได้ว่าเป็นสินสมรส โจทก์จึงมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งจากเงินในส่วนเงินสะสม เงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินดังกล่าวที่เป็นสินสมรสดังกล่าวกึ่งหนึ่งมีผลย้อนหลังไปนับแต่วันจดทะเบียนสมรสเป็นต้นไปจนถึงวันฟ้องหย่า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1532 (ข) และ 1533 ส่วนเงินอื่นที่เกิดขึ้นหลังวันฟ้อง โจทก์จะมีสิทธิขอแบ่งหรือไม่อย่างไร เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องไปว่ากล่าวเป็นอีกส่วนหนึ่ง
เงินบำนาญของจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 1 ได้รับเมื่อเกษียณอายุราชการ เป็นการได้รับมาภายหลังจากฟ้องคดีนี้แล้ว จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวก่อนฟ้องคดีนี้แม้โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากัน แต่การจัดการแบ่งทรัพย์สินของสามีภริยาในกรณีที่มีการฟ้องหย่าและขอแบ่งสินสมรสในคดีเดียวกันนั้น ป.พ.พ. มาตรา 1532 (ข) บัญญัติว่า "ถ้าเป็นการหย่าโดยคำพิพากษาของศาล ส่วนที่บังคับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยานั้น มีผลย้อนหลังไปถึงวันฟ้องหย่า" เมื่อเงินบำนาญของจำเลยที่ 1 เป็นทรัพย์สินที่ได้มาภายหลังวันฟ้อง โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอแบ่งเงินบำนาญดังกล่าวได้ แต่อย่างไรก็ดี เงินบำนาญของจำเลยที่ 1 นั้น โจทก์จะมีสิทธิหรือไม่ อย่างไร ต้องไปว่ากล่าวเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งโดยมิได้บรรยายและมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาแสดงว่า หนี้เกี่ยวกับที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและสิทธิการเช่าซื้อรถยนต์ดังกล่าวเป็นหนี้ร่วมที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 จะต้องร่วมกันรับผิดคนละกึ่งหนึ่ง หรือขอให้แบ่งที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและสิทธิการเช่าซื้อรถยนต์คันดังกล่าวอันเป็นสินสมรสโดยหักใช้หนี้เงินดังกล่าวก่อน รวมทั้งจำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งโดยมิได้บรรยายและมีคำขอให้โจทก์ชดใช้จากสินสมรสส่วนของตนหรือสินส่วนตัวเนื่องจากโจทก์จำหน่ายกองทุนดังกล่าวไปเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว จึงเป็นเรื่องนอกฟ้องแย้ง และเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบ พ.ร.บ. ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด หากจำเลยที่ 1 ไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 แบ่งสินสมรสตามคำฟ้องมูลค่า 12,052,411 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะแบ่งสินสมรสดังกล่าวให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทดแทน 2,000,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จ
จำเลยที่ 1 ให้การ ฟ้องแย้ง และแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และพิพากษาให้โจทก์ไปจดทะเบียนหย่าขาดกับจำเลยที่ 1 ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด หากโจทก์ไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ และให้โจทก์แบ่งทรัพย์สินตามฟ้องแย้งข้อ 1.5 ถึงข้อ 1.12 ให้แก่จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง เป็นเงิน 8,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้โจทก์ใช้ค่าทดแทนแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะชำระเสร็จ
จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง
โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้งในส่วนที่จำเลยที่ 1 ขอให้แบ่งทรัพย์สินรายการที่ 1.7 ถึงรายการที่ 1.10 และรายการที่ 1.12
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองทั้งในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ให้จำเลยที่ 1 แบ่งรถยนต์ หมายเลขทะเบียน ญท xxx กรุงเทพมหานคร รถยนต์หมายเลขทะเบียน พน xxxx กรุงเทพมหานคร สิทธิการเช่าซื้อรถยนต์ หมายเลขทะเบียน ชฮ xxx กรุงเทพมหานคร ที่ดินพร้อมบ้านเลขที่ 115/1 อาคารชุด ซ. ห้องชุดเลขที่ 1545/44 และที่ดินโฉนดเลขที่ 20779 ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง และให้จำเลยที่ 1 แบ่งหน่วยลงทุนกองทุนเปิด บ. ให้แก่โจทก์ จำนวน 14,925.3731 หน่วย และให้โจทก์แบ่งหน่วยลงทุนของโจทก์ในบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ก. 3 กองทุน ให้แก่จำเลยที่ 1 คือ กองทุนเปิดเค หุ้นระยะยาวปันผล (LTF) จำนวน 32,392.7857 หน่วย กองทุนเปิดเค 70:30 หุ้นระยะยาวปันผล (LTF) จำนวน 9,130.1972 หน่วย และกองทุนเปิดเค หุ้นทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) จำนวน 6,940.48155 หน่วย ในส่วนของการแบ่งสินสมรสที่เป็นทรัพย์สินให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงแบ่งกันเอง หากตกลงกันไม่ได้ให้ประมูลราคากันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 แล้วนำเงินมาแบ่งกันคนละกึ่งหนึ่ง หากตกลงกันไม่ได้ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันคนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินในส่วนที่เป็นสินสมรสให้แก่โจทก์ 654,326.61 บาท กับใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์ 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปีในต้นเงิน 954,326.61 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 สิงหาคม 2564 ) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์ 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปีนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่ละคน โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น (ที่ถูก ต้องมีคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกด้วย)
จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2542 หลังจากสมรสแล้วโจทก์กับจำเลยที่ 1 พักอาศัยอยู่ด้วยกันที่บ้านเลขที่ 17/59 โจทก์ทำงานเป็นหัวหน้าพนักงานต้อนรับ ระดับ 7 ของบริษัท ก.จำเลยที่ 1 รับราชการเป็นเจ้าพนักงานนำร่อง กรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม โดยปฏิบัติงานประจำที่ทำการในอำเภอศรีราชา สำหรับประเด็นที่จำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งอ้างเหตุหย่าโจทก์และขอให้โจทก์ชดใช้ค่าทดแทนแก่จำเลยที่ 1 นั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า โจทก์ทำร้ายทรมานจิตใจหรือหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามบุพการีของจำเลยที่ 1 เป็นการร้ายแรงและโจทก์ไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 1 ตามสมควรหรือทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง อันจะเป็นเหตุที่จำเลยที่ 1 ฟ้องหย่าโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (3) และ (6) จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากโจทก์ เมื่อไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ในประเด็นดังกล่าว จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 51959 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 17/59 ทุนเรือนหุ้นของจำเลยที่ 1 ในสหกรณ์ออมทรัพย์กรมเจ้าท่า กองทุนเปิด บ. เงินฝากในบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. เลขที่บัญชี 421-2-04xxx-x เงินฝากในบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. เลขที่บัญชี 326-1-46xxx-x เงินฝากในบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. เลขที่บัญชี 049-425xxx-x และเงินประกันชีวิตบริษัท ร. ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาในประเด็นดังกล่าว จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 อุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยา โจทก์กับจำเลยที่ 1 สมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปี และจำเลยที่ 1 ทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง อันเป็นเหตุฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) (4/2) และ (6) หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามข้อฎีกาของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว โจทก์มีตัวโจทก์และนางสาวนพีพรรณ เป็นพยานเบิกความถึงความสัมพันธ์ของจำเลยทั้งสองว่า โจทก์สังเกตว่าจำเลยที่ 1 มีพฤติกรรมที่น่าสงสัยว่าจะมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับหญิงอื่น โจทก์จึงว่าจ้างนักสืบให้ติดตามพฤติกรรมของจำเลยที่ 1 จนโจทก์ได้รับภาพถ่ายที่แสดงให้โจทก์เห็นว่าจำเลยที่ 1 ไปที่บ้านเลขที่ 115/1 ซึ่งเปิดเป็นร้านเสริมสวยและเป็นที่พักอาศัยด้วย จนกระทั่งเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2564 โจทก์และนางสาวนพีพรรณติดตามไปที่บ้านหลังดังกล่าวพบจำเลยทั้งสองอยู่ภายในบ้านตามลำพังในลักษณะใกล้ชิดเสมือนคู่รัก โจทก์จึงแสดงตัวให้จำเลยทั้งสองทราบว่าโจทก์ทราบพฤติกรรมของจำเลยทั้งสองและแสดงตัวต่อจำเลยที่ 2 ว่าโจทก์เป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 แต่จำเลยทั้งสองไม่สนใจ และจำเลยที่ 1 ยังไปมาหาสู่จำเลยที่ 2 เป็นประจำ โดยนางสาวนพีพรรณเป็นน้องสาวโจทก์ย่อมมีความปรารถนาดีต่อครอบครัวของโจทก์ ไม่มีเหตุผลที่จะคิดปรุงแต่งเรื่องขึ้นหาเหตุให้ครอบครัวของโจทก์ต้องแตกแยกกัน ทั้งโจทก์ยังมีภาพถ่าย มานำสืบสนับสนุน ซึ่งภาพถ่ายดังกล่าวปรากฏภาพรถยนต์ของจำเลยที่ 1 ไปจอดหน้าบ้านหลังดังกล่าว ทั้งเวลากลางวันและเวลากลางคืน ซึ่งจำเลยที่ 1 นำสืบรับว่า รถยนต์ดังกล่าวเป็นรถยนต์ของจำเลยที่ 1 จริง เพียงแต่นำสืบบ่ายเบี่ยงอ้างว่า จำเลยที่ 1 ให้คนงานของบิดาจำเลยที่ 1 ใช้เป็นยานพาหนะเพื่อไปดูแลต้นไม้ที่ปลูกไว้ที่บ้านหลังดังกล่าวเท่านั้น แต่จำเลยที่ 1 ไม่มีพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวอ้างดังกล่าว ทั้งตามภาพถ่ายยังปรากฏภาพถ่ายของจำเลยทั้งสองในลักษณะของคู่รักติดอยู่บนฝาผนังของบ้านหลังดังกล่าวอย่างเปิดเผย อันแสดงให้เห็นชัดถึงความสัมพันธ์ฉันชู้สาวของจำเลยทั้งสอง แม้จำเลยที่ 1 จะอ้างว่า ภาพถ่ายดังกล่าวเป็นภาพจำเลยที่ 1 ใช้แอปพลิเคชันในการตกแต่งภาพเท่านั้น แต่เมื่อจำเลยที่ 1 อ้างว่า จำเลยที่ 2 เป็นเพียงหลานของเพื่อนสนิท ก็ไม่มีเหตุผลหรือความจำเป็นใดที่จำเลยที่ 1 จะต้องตกแต่งภาพคู่ของจำเลยทั้งสองลักษณะที่กอดกันตามภาพถ่ายดังกล่าวเพื่อติดไว้บนฝาผนังของบ้านหลังดังกล่าว อันแสดงให้เห็นถึงการมีความสัมพันธ์กันเป็นพิเศษไม่ใช่ในลักษณะของบุคคลที่รู้จักกันทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งโจทก์นำสืบเกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2564 ที่โจทก์ติดตามไปพบจำเลยทั้งสองอยู่ด้วยกันที่บ้านหลังดังกล่าวนั้น โจทก์มีตัวโจทก์และนางสาวนพีพรรณเป็นประจักษ์พยานเบิกความยืนยันถึงข้อเท็จจริงประกอบภาพเคลื่อนไหวท้ายภาพถ่าย ซึ่งจำเลยทั้งสองไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่ใช่ภาพของตน เมื่อพิจารณาจากภาพเคลื่อนไหวดังกล่าวแล้วจะเห็นได้ว่า เมื่อโจทก์และนางสาวนพีพรรณติดตามไปที่บ้านหลังดังกล่าวแล้วพบจำเลยทั้งสองอยู่ภายในบ้านด้วยกันในช่วงกลางคืนตามลำพัง โดยจำเลยที่ 1 นั่งดูโทรทัศน์บนเก้าอี้ ส่วนจำเลยที่ 2 นั่งปอกขนุนอยู่ใกล้กัน เมื่อโจทก์เคาะกระจกเรียก จำเลยที่ 2 หันมาดูและตกใจ จำเลยที่ 1 เพียงแต่ยกมือขึ้นห้ามโจทก์ถ่ายรูป แต่ไม่ได้ออกมาคุย ส่วนจำเลยที่ 2 ยังนั่งอยู่ที่เดิม โจทก์จึงต้องโทรศัพท์ให้จำเลยที่ 1 ออกมาคุย แต่จำเลยที่ 1 กลับพูดว่าไม่มีอะไรต้องคุย ตามพฤติการณ์ดังกล่าวบ่งชี้ให้เห็นว่า จำเลยทั้งสองพักอาศัยอยู่ร่วมกันในบ้านหลังดังกล่าว แม้จำเลยทั้งสองอ้างว่า จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้เช่าบ้านหลังดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 เพื่อเปิดเป็นร้านเสริมสวย โดยในวันดังกล่าวจำเลยที่ 1 ไปใช้บริการตัดผมดังเช่นลูกค้าทั่วไปแล้วพูดคุยกับจำเลยที่ 2 ในฐานะลูกค้าและผู้ให้เช่าบ้านเท่านั้น แต่กลับไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าจำเลยทั้งสองได้มีการทำสัญญาเช่าบ้านหลังดังกล่าวกันไว้ ทั้งเมื่อโจทก์สอบถามจำเลยทั้งสองก็ไม่ได้อธิบายหรือแสดงตัวให้เห็นถึงความสัมพันธ์ว่า จำเลยที่ 1 เป็นเพียงลูกค้าและผู้ให้เช่าบ้านตามที่กล่างอ้าง กลับยังคงนั่งอยู่ด้วยกันภายในบ้านหลังดังกล่าวต่อไปในลักษณะของผู้ที่พักอาศัยอยู่ร่วมกัน โดยมิได้สนใจการแสดงตัวของโจทก์ที่เป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 เป็นพิรุธและขัดต่อเหตุผล จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง เชื่อว่าข้อเท็จจจริงเป็นดังข้อนำสืบของโจทก์ แม้โจทก์จะมิได้นำนักสืบที่โจทก์ว่าจ้างมาเบิกความยืนยัน แต่พยานหลักฐานโจทก์เท่าที่นำสืบมาเพียงพอแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของจำเลยทั้งสองแล้วหาได้เป็นข้อพิรุธดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกาแต่อย่างใด ดังนั้น พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ที่อยู่ในบ้านหลังเดียวกับจำเลยที่ 2 อย่างใกล้ชิดทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน ซึ่งบ้านดังกล่าวอยู่ในหมู่บ้าน พ. ซึ่งเป็นแหล่งชุมนุมชนและจำเลยทั้งสองไปไหนมาไหนด้วยกันโดยเปิดเผย ทั้งบ้านหลังดังกล่าวยังเปิดเป็นร้านเสริมสวยของจำเลยที่ 2 เช่นนั้น บ่งชี้ถึงการมีความสัมพันธ์กันฉันชู้สาวและมีการเอื้ออาทรดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน ถือเป็นพฤติการณ์ที่แสดงว่าจำเลยที่ 1 ยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยา และทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อับอาย และเดือดร้อนเกินควรเมื่อคำนึงถึงสภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยา โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) และ (6) ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า พฤติการณ์ของโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีการแยกกันอยู่ในลักษณะถาวรจนถึงปัจจุบัน กรณีจึงเป็นพฤติการณ์ที่ทำให้จำเลยที่ 1 ไม่สามารถใช้ชีวิตคู่ร่วมกับโจทก์ได้อีกต่อไป ขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกันนั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า กรณีตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นเหตุหย่าเนื่องจากโจทก์กับจำเลยที่ 1 สมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4/2) จำเลยที่ 1 ไม่ได้อุทธรณ์ในประเด็นนี้ ปัญหาดังกล่าวจึงมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ทั้งไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในประการต่อไปว่า จำเลยทั้งสองต้องชดใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยข้างต้นแล้วว่า จำเลยที่ 1 ได้อุปการะเลี้ยงดูและยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยาในระหว่างที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ยังเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตามมาตรา 1516 (1) ซึ่งตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้โจทก์มีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 สามีโจทก์ และเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ได้ และค่าทดแทนที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษกำหนดมานั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ในประการต่อไปว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 มีสินสมรสที่ต้องแบ่งกันเพียงใด สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 20779 และห้องชุด ซ. เลขที่ 1545/44 นั้น เห็นว่า เมื่อพิจารณาจากสารบัญจดทะเบียนในสำเนาโฉนดที่ดินและสำเนาหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดแล้ว ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินและห้องชุดดังกล่าวระหว่างที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 สมรส ที่ดินและห้องชุดดังกล่าวจึงเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (1) ที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างว่า ที่ดินและห้องชุดดังกล่าวไม่ใช่สินสมรส แต่จำเลยที่ 1 คงมีจำเลยที่ 1 เพียงปากเดียวเบิกความว่า จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินดังกล่าวด้วยเงินของมารดาจำเลยที่ 1 จำนวน 1,300,000 บาท และจำเลยที่ 1 ซื้อห้องชุดดังกล่าวด้วยเงินที่ได้จากมารดาจำเลยที่ 1 จำนวน 500,000 บาท และเงินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 จำนวน 430,000 บาท อีกส่วนหนึ่ง แต่จำเลยที่ 1 มิได้นำมารดาจำเลยที่ 1 มาเบิกความเป็นพยานสนับสนุนข้อกล่าวอ้างดังกล่าว แม้จำเลยที่ 1 จะมีสำเนาบัญชีเงินฝากของมารดาจำเลยที่ 1 และสำเนารายการเดินบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 มาแสดง แต่พยานหลักฐานดังกล่าวก็ไม่อาจชี้ชัดได้ว่ามารดาจำเลยที่ 1 ถอนเงินเพื่อให้จำเลยที่ 1 นำไปซื้อทรัพย์สินใดและเงินที่จำเลยที่ 1 นำไปซื้อทรัพย์สินดังกล่าวเป็นเงินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ในส่วนใด พยานหลักฐานจำเลยที่ 1 จึงมีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ที่ดินและห้องชุดดังกล่าวเป็นสินสมรส จำเลยที่ 1 จึงต้องแบ่งที่ดินและห้องชุดดังกล่าวให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
สำหรับรถยนต์ หมายเลขทะเบียน ญท xxx กรุงเทพมหานคร รถยนต์ หมายเลขทะเบียน พน xxxx กรุงเทพมหานคร และรถยนต์ หมายเลขทะเบียน 7 กพ xxxx กรุงเทพมหานคร นั้น เห็นว่า เมื่อพิจารณาสำเนาคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 มีชื่อเป็นผู้ครอบครองรถยนต์สองคันแรกระหว่างที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 สมรสกัน รถยนต์ทั้งสองคันดังกล่าวจึงเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (1) จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างว่า รถยนต์ทั้งสองคันดังกล่าวไม่ใช่สินสมรส โดยจำเลยที่ 1 นำสืบว่า เงินที่ใช้ซื้อรถยนต์ทั้งสองคันดังกล่าวเป็นเงินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 ไม่มีพยานหลักฐานใดที่ชัดแจ้งมาแสดงว่าเป็นเงินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ในส่วนใด จึงเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า รถยนต์ทั้งสองคันดังกล่าวเป็นสินสมรส จำเลยที่ 1 จึงต้องแบ่งรถยนต์สองคันแรกให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง สำหรับรถยนต์คันที่สามนั้น จำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งว่า รถยนต์คันดังกล่าวเป็นสินสมรส แม้โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งต่อสู้คดี โดยมิได้ให้การปฏิเสธข้ออ้างดังกล่าวของจำเลยที่ 1 อันถือได้ว่าโจทก์ยอมรับว่ารถยนต์คันดังกล่าวเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่จากการนำสืบของจำเลยที่ 1 คงมีเพียงภาพถ่ายรถยนต์มาแสดง โดยไม่ปรากฏว่ารถยนต์คันดังกล่าวยังคงมีอยู่เพื่อจัดแบ่งสินสมรส จึงไม่อาจให้โจทก์แบ่งรถยนต์คันที่สามให้แก่จำเลยที่ 1 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
สำหรับหุ้นและเงินฝากของโจทก์ในสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงาน ก. นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งว่า หุ้นและเงินฝากของโจทก์ในสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงาน ก. เป็นสินสมรส โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิเรียกร้องเนื่องจากโจทก์ปิดบัญชีไปนานแล้วเท่านั้น จึงต้องฟังว่าหุ้นและเงินฝากของโจทก์ดังกล่าวเป็นสินสมรส แต่อย่างไรก็ตาม การจะแบ่งสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ต้องมีสินสมรสในขณะแบ่งสินสมรสดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงต้องนำสืบให้ได้ว่า หุ้นและเงินฝากดังกล่าวยังคงมีอยู่เพื่อจัดแบ่งสินสมรสหรือไม่ เพียงใด ซึ่งข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ถอนหุ้นสามัญและถอนเงินฝากทั้งหมดก่อนวันฟ้องหย่าคดีนี้ อีกทั้งข้อเท็จจริงยังไม่ปรากฏชัดว่าเป็นการถอนไปเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของโจทก์ฝ่ายเดียวจึงไม่อาจให้โจทก์แบ่งหุ้นและเงินฝากดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
สำหรับเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานบริษัท ก. ของโจทก์ นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์สมัครเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามสำเนาใบสมัครกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และยังคงเป็นสมาชิกอยู่จนถึงปัจจุบัน โดยการเป็นสมาชิกดังกล่าวโจทก์ส่งเงินสะสมจากเงินเดือนของโจทก์ และโจทก์ยังได้รับเงินสมทบจากนายจ้างรวมทั้งผลประโยชน์ของเงินดังกล่าวในแต่ละเดือน ซึ่งไม่ใช่ความคาดหวังหรือความคาดหมายจะได้ทรัพย์สิน แต่เป็นสิทธิของโจทก์ที่มีอยู่แล้ว เมื่อสิทธิดังกล่าวมีอยู่ระหว่างที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ยังคงเป็นสามีภริยากันอยู่ จึงเป็นสินสมรสตามมาตรา 1474 (1) จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งจากสินสมรสดังกล่าวเมื่อโจทก์สิ้นสมาชิกภาพกองทุนสำรองเลี้ยงชีพดังกล่าวกึ่งหนึ่ง แต่อย่างไรก็ดี จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งสินสมรสดังกล่าวมีผลย้อนหลังไปนับแต่วันจดทะเบียนสมรสจนถึงวันฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532 (ข) และ 1533 ส่วนเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ของเงินดังกล่าวที่เกิดขึ้นหลังวันฟ้อง จำเลยที่ 1 จะมีสิทธิขอแบ่งหรือไม่ อย่างไร เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ต้องไปว่ากล่าวเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน
สำหรับเงินกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ของจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 เป็นข้าราชการและเป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ โดยการเป็นสมาชิกดังกล่าวจำเลยที่ 1 ส่งเงินสะสมจากเงินเดือนของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ยังได้รับเงินสมทบ รวมทั้งผลประโยชน์ของเงินดังกล่าวในแต่ละเดือน ซึ่งไม่ใช่ความคาดหวังหรือความคาดหมายจะได้ทรัพย์สิน แต่เป็นสิทธิของจำเลยที่ 1 ที่มีอยู่แล้ว เมื่อสิทธิดังกล่าวมีอยู่ระหว่างที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ยังคงเป็นสามีภริยากันอยู่ จึงเป็นสินสมรสตามมาตรา 1474 (1) ส่วนเงินอื่นที่จำเลยที่ 1 จะพึงได้รับก็ต่อเมื่อพ้นจากสมาชิกภาพของกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการดังกล่าว ดังนั้น ในขณะฟ้องหย่าสิทธิที่จะได้รับเงินดังกล่าวยังไม่เกิดขึ้นและไม่แน่นอนว่าจำเลยที่ 1 จะมีสิทธิได้รับหรือไม่ อย่างไร จึงยังฟังไม่ได้ว่าเป็นสินสมรส โจทก์จึงมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งจากเงินในส่วนเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ของเงินดังกล่าวที่เป็นสินสมรสดังกล่าวกึ่งหนึ่งมีผลย้อนหลังไปนับแต่วันจดทะเบียนสมรสเป็นต้นไปจนถึงวันฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532 (ข) และ 1533 ส่วนเงินอื่นที่เกิดขึ้นหลังวันฟ้อง โจทก์จะมีสิทธิขอแบ่งหรือไม่ อย่างไร เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องไปว่ากล่าวเป็นอีกส่วนหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน
สำหรับเงินบำนาญของจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า เงินบำนาญของจำเลยที่ 1 ได้รับเมื่อเกษียณอายุราชการเป็นการได้รับมาภายหลังจากฟ้องคดีนี้แล้ว จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวก่อนฟ้องคดีนี้ แม้โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากัน แต่การจัดการแบ่งทรัพย์สินของสามีภริยาในกรณีที่มีการฟ้องหย่าและขอแบ่งสินสมรสมาในคดีเดียวกันนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532 (ข) บัญญัติว่า "ถ้าเป็นการหย่าโดยคำพิพากษาของศาล ส่วนที่บังคับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยานั้น มีผลย้อนหลังไปถึงวันฟ้องหย่า" เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าเงินบำนาญของจำเลยที่ 1 เป็นทรัพย์สินที่ได้มาหลังวันฟ้อง โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอแบ่งเงินบำนาญดังกล่าวได้ แต่อย่างไรก็ดี เงินบำนาญของจำเลยที่ 1 นั้น โจทก์จะมีสิทธิหรือไม่ อย่างไร ต้องไปว่ากล่าวเป็นอีกเรื่อง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังขึ้น
ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้โจทก์รับผิดในหนี้เกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 138595 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 115/1 และสิทธิการเช่ารถยนต์ หมายเลขทะเบียน ชฮ xxx กรุงเทพมหานคร อันเป็นสินสมรสด้วยกึ่งหนึ่ง และที่จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้โจทก์รับผิดชอบชดใช้จากสินสมรสส่วนของตนหรือสินส่วนตัวของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 1 เนื่องจากโจทก์ขายกองทุน LTM และ RMF ธนาคาร ก. ไปก่อนครบกำหนดระยะเวลาโดยผิดเงื่อนไขของกองทุนดังกล่าว อันเป็นการจำหน่ายสินสมรสไปเพื่อประโยชน์ของโจทก์ฝ่ายเดียวนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งโดยมิได้บรรยายและมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาแสดงว่า หนี้เกี่ยวกับที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและสิทธิการเช่าซื้อรถยนต์ดังกล่าวเป็นหนี้ร่วมที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 จะต้องร่วมกันรับผิดคนละกึ่งหนึ่ง หรือขอให้แบ่งที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและสิทธิการเช่าซื้อรถยนต์คันดังกล่าวอันเป็นสินสมรสโดยหักใช้หนี้เงินดังกล่าวก่อน รวมทั้งจำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งโดยมิได้บรรยายและมีคำขอให้โจทก์ชดใช้จากสินสมรสส่วนของตนหรือสินส่วนตัวเนื่องจากโจทก์จำหน่ายกองทุนดังกล่าวไปเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว จึงเป็นเรื่องนอกฟ้องแย้ง และเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
อนึ่ง ศาลฎีกาวินิจฉัยให้แบ่งสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกาแตกต่างไปจากศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ โดยสินสมรสบางส่วนไม่อาจกำหนดจำนวนเงินที่แน่นอนได้ จึงไม่สามารถหักกลบลบกันได้ดังเช่นศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมา ดังนั้น ในส่วนที่ให้จำเลยที่ 1 แบ่งเงินฝากในบัญชีเงินฝากธนาคาร ศ. เลขที่บัญชี 326-1–46xxx–x และให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 แบ่งเงินประกันชีวิตบริษัท อ. ให้แก่อีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแล้วนั้น จึงต้องนำมากำหนดส่วนแบ่งสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 โดยไม่หักกลบลบกันเช่นเดียวกับหนี้อื่น ๆ ดังที่ศาลฎีกาวินิจฉัยข้างต้น
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 แบ่งเงินฝากในบัญชีเงินฝากธนาคาร ศ. เลขที่บัญชี 326-1-46xxx-x ให้แก่โจทก์ 2,572.97 บาท ให้จำเลยที่ 1 แบ่งสิทธิกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการในส่วนที่เป็นเงินสะสม เงินสมทบรวมทั้งผลประโยชน์ของเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่งมีผลย้อนไปนับแต่วันจดทะเบียนสมรสจนถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 สิงหาคม 2564) ให้โจทก์แบ่งสิทธิกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้แก่จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง เมื่อโจทก์พ้นสมาชิกภาพกองทุนดังกล่าวมีผลย้อนไปนับแต่วันจดทะเบียนสมรสจนถึงวันฟ้อง ให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 แบ่งเงินประกันชีวิตบริษัท อ. ให้แก่อีกฝ่ายกึ่งหนึ่งเป็นเงินคนละ 475,000 บาท ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้แบ่งเงินบำนาญของจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องและฟ้องแย้งในชั้นฎีกากับค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
Articles de code cités มาตราที่อ้างอิง
💡 Ce que cela signifie pour vous 💡 สิ่งที่หมายถึงสำหรับคุณ
Many foreigners working in Thailand belong to a provident fund, and many Thai civil servants to the GPF. Decision 8321/2568 settles that the balance built up during the marriage, your own salary deductions, the employer's contributions and the returns on both, is sin somros under CCC section 1474 (1) even though you cannot touch it until you leave the fund. On a contested divorce your spouse takes half of what accumulated between the wedding and the day the action was filed, payable when your membership ends. The cut-off matters: contributions after filing fall outside the judgment. Benefits that crystallise only on leaving the fund, and a pension starting after filing, were not divided in the divorce case, though a separate claim was left open. Finally, claims about joint debts or dissipation must be pleaded from the start; the Supreme Court testament not hear them later.
ชาวต่างชาติจำนวนมากที่ทำงานในประเทศไทยเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของนายจ้าง และคู่สมรสชาวไทยที่รับราชการจำนวนมากเป็นสมาชิก กบข. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8321/2568 วางหลักว่าเงินที่สะสมระหว่างสมรส ได้แก่ เงินสะสมจากเงินเดือนของท่านเอง เงินสมทบของนายจ้าง และผลประโยชน์ของเงินทั้งสองส่วน เป็นสินสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 (1) แม้ท่านจะยังถอนไม่ได้จนกว่าจะพ้นสมาชิกภาพ ในคดีหย่าที่มีข้อพิพาท คู่สมรสของท่านมีสิทธิได้รับกึ่งหนึ่งของเงินที่สะสมระหว่างวันสมรสถึงวันฟ้องหย่า โดยได้รับเมื่อท่านพ้นสมาชิกภาพ วันตัดยอดมีความสำคัญ เงินที่เกิดหลังวันฟ้องอยู่นอกคำพิพากษา ฝ่ายที่ชะลอการฟ้องจึงเท่ากับขยายกองทรัพย์สินที่จะต้องแบ่ง คำพิพากษายังขีดเส้นในอีกทางหนึ่งด้วย เงินที่จะได้รับต่อเมื่อพ้นสมาชิกภาพและเงินบำนาญที่เริ่มรับหลังวันฟ้อง ไม่ถูกนำมาแบ่งในคดีหย่า แม้ศาลจะเปิดช่องให้ไปว่ากล่าวกันเป็นคดีต่างหาก บทเรียนอีกสองประการคือ ทรัพย์สินต้องปรากฏว่ายังมีอยู่ในขณะแบ่ง จึงควรเก็บหลักฐานบัญชีที่ปิดไปก่อนแยกกันอยู่ และข้อเรียกร้องเรื่องหนี้ร่วมหรือการที่คู่สมรสยักย้ายทรัพย์ต้องบรรยายไว้ในคำฟ้องหรือฟ้องแย้งตั้งแต่ต้น เพราะศาลฎีกาจะไม่รับวินิจฉัยในภายหลัง
Foire aux questions คำถามที่พบบ่อย
Is my provident fund in Thailand marital property that my spouse can claim in a divorce? เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในประเทศไทยเป็นสินสมรสที่คู่สมรสเรียกแบ่งได้เมื่อหย่าหรือไม่
Yes, for the part built up during the marriage. In Decision 8321/2568 the Supreme Court held that monthly salary contributions, employer contributions and investment returns credited to an employee provident fund are not an expectation of future property but a right the member already has, so they are sin somros under CCC section 1474 (1). The other spouse receives half of the balance accumulated from the marriage registration to the date the divorce action was filed, payable when the member leaves the fund.
เป็นสินสมรสในส่วนที่สะสมระหว่างสมรส ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8321/2568 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเงินสะสมจากเงินเดือน เงินสมทบของนายจ้าง และผลประโยชน์ที่เข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพในแต่ละเดือนไม่ใช่ความคาดหวังว่าจะได้ทรัพย์สินในอนาคต แต่เป็นสิทธิที่สมาชิกมีอยู่แล้ว จึงเป็นสินสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 (1) คู่สมรสอีกฝ่ายมีสิทธิได้รับกึ่งหนึ่งของเงินที่สะสมนับแต่วันจดทะเบียนสมรสถึงวันฟ้องหย่า โดยได้รับเมื่อสมาชิกพ้นจากสมาชิกภาพของกองทุน
Up to what date is marital property divided in a contested Thai divorce? ในคดีหย่าที่มีข้อพิพาทในประเทศไทย สินสมรสจะถูกแบ่งถึงวันใด
Up to the date the divorce action was filed. In Decision 8321/2568 the Supreme Court quoted CCC section 1532 (b), under which, where the divorce is by court judgment, the property arrangement between husband and wife has retroactive effect to the date of filing, and applied section 1533 to divide the funds equally. Provident fund and GPF contributions made after the filing date were excluded from the judgment, and the Court said any claim to them would have to be brought separately.
ถึงวันฟ้องหย่า ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8321/2568 ศาลฎีกายกข้อความใน ป.พ.พ. มาตรา 1532 (ข) ที่ว่า ถ้าเป็นการหย่าโดยคำพิพากษาของศาล ส่วนที่บังคับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยานั้นมีผลย้อนหลังไปถึงวันฟ้องหย่า และนำมาตรา 1533 มาใช้แบ่งเงินกองทุนคนละส่วนเท่ากัน เงินสะสมในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและ กบข. ที่เกิดขึ้นหลังวันฟ้องไม่อยู่ในคำพิพากษา และศาลฎีการะบุว่าหากจะเรียกร้องต้องไปว่ากล่าวเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
Can a Thai spouse claim half of a civil servant's pension in a divorce? คู่สมรสชาวไทยเรียกแบ่งเงินบำนาญข้าราชการกึ่งหนึ่งในคดีหย่าได้หรือไม่
Not in the divorce action itself where the pension starts after filing. In Decision 8321/2568 the husband retired and began receiving his pension after the wife filed for divorce. The Supreme Court held that the pension was property acquired after the filing date and, under CCC section 1532 (b), fell outside the division ordered in the divorce case. The accumulated contributions and returns in his Government Pension Fund account up to the filing date were, however, sin somros and were divided in half. The Court left open whether the wife could pursue the pension separately.
ในคดีหย่าเองเรียกไม่ได้หากเริ่มรับบำนาญหลังวันฟ้อง ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8321/2568 สามีเกษียณและเริ่มรับเงินบำนาญภายหลังจากที่ภริยาฟ้องหย่าแล้ว ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเงินบำนาญเป็นทรัพย์สินที่ได้มาหลังวันฟ้อง จึงอยู่นอกการแบ่งทรัพย์สินในคดีหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1532 (ข) แต่เงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ใน กบข. ที่สะสมถึงวันฟ้องเป็นสินสมรสและต้องแบ่งกึ่งหนึ่ง ส่วนสิทธิของภริยาในเงินบำนาญ ศาลฎีกาให้ไปว่ากล่าวกันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
What evidence proves that a Thai husband is keeping another woman as his wife for divorce purposes? พยานหลักฐานใดพิสูจน์ได้ว่าสามีชาวไทยยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาอันเป็นเหตุหย่า
In Decision 8321/2568 the wife relied on her own and her sister's testimony, a private detective's photographs of the husband's car at the other woman's house by day and night, couple photographs of the two displayed on the wall of that house, and a video of the night she found them there alone. The Supreme Court found that living closely together in a house in a residential community and going about openly showed that he maintained and honoured her as a wife, grounding divorce under CCC section 1516 (1) and (6) and compensation from both under section 1523.
ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8321/2568 ภริยาอาศัยคำเบิกความของตนเองและน้องสาว ภาพถ่ายของนักสืบที่แสดงรถยนต์ของสามีจอดที่บ้านของหญิงอื่นทั้งกลางวันและกลางคืน ภาพถ่ายคู่ของทั้งสองที่ติดไว้บนฝาผนังบ้านหลังนั้น และภาพเคลื่อนไหวในคืนที่พบทั้งสองอยู่ด้วยกันตามลำพัง ศาลฎีกาเห็นว่าการอยู่ร่วมกันอย่างใกล้ชิดในบ้านซึ่งอยู่ในแหล่งชุมนุมชนและไปไหนมาไหนด้วยกันโดยเปิดเผยแสดงว่าสามียกย่องหญิงนั้นฉันภริยา เป็นเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (1) และ (6) และเรียกค่าทดแทนจากทั้งสองคนได้ตามมาตรา 1523
📖 Pour en savoir plus, consultez ThaiLawOnline 📖 อ่านเพิ่มเติมที่ ThaiLawOnline
Avertissement : Les traductions anglaises fournies sur ce site Web sont non officielles et à titre informatif uniquement. Le texte faisant foi des lois thaïlandaises est en langue thaïe tel que publié dans la Gazette royale thaïlandaise (RatchakitchanubeksaCe contenu ne constitue pas un avis juridique. Pour toute question juridique spécifique, veuillez consulter un avocat thaïlandais qualifié.
Droits d'auteur © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. Le texte statutaire thaïlandais (ตัวบทกฎหมาย) et les décisions originales de la Cour suprême (Dika) en langue thaïe sont dans le domaine public telles que publiées dans la Gazette du gouvernement royal thaïlandais (ราชกิจจานุเบกษา) conformément à l'article 7 de la loi sur le droit d'auteur de 2537 (1994). Tout le reste du contenu, y compris les traductions en anglais, les résumés des décisions de la Cour suprême (Dika), les annotations juridiques, les renvois, les commentaires et l'analyse éditoriale, constitue la propriété intellectuelle protégée par le droit d'auteur de ThaiLawOnline et ses rédacteurs, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) et Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Toute reproduction ou distribution non autorisée est interdite.
ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ
ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต