Leaving a Sick Spouse for Over a Year Is Desertion; the Other Woman Cannot Appeal the Divorce ทิ้งคู่สมรสที่ป่วยไปเกินหนึ่งปีเป็นการทิ้งร้าง หญิงอื่นที่ถูกฟ้องร่วมไม่มีสิทธิอุทธรณ์
⚖️ Points clés à retenir ⚖️ ประเด็นสำคัญ
1. A spouse who moves out of the matrimonial home to live with another person, without having been expelled or threatened, and has not returned for more than one year by the date of the divorce action, has wilfully deserted the other spouse within CCC section 1516 (4). 2. A third party joined as a co-defendant in a divorce action has no standing to appeal against the finding of a divorce ground between the spouses, because that issue does not affect the third party's rights; an appellate court errs in ruling on such an appeal. 3. Where it is doubtful whether an asset is biens matrimoniaux, CCC article 1474 paragraph two presumes that it is. A party asserting that assets were earned jointly with a third person bears the burden of proof under Civil Procedure Code section 84/1 and loses if the evidence is contradictory or unsupported. Other provisions applied: Civil Procedure Code section 84/1.
1. คู่สมรสที่ย้ายออกจากบ้านไปอยู่กินกับบุคคลอื่นโดยมิได้ถูกขับไล่หรือข่มขู่ และไม่กลับมาอีกเลยนับถึงวันฟ้องเกินกว่าหนึ่งปี ถือว่าจงใจทิ้งร้างอีกฝ่ายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) 2. บุคคลภายนอกที่ถูกฟ้องเป็นจำเลยร่วมในคดีหย่าไม่มีสิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาโต้แย้งเหตุหย่าระหว่างคู่สมรส เพราะปัญหานั้นเป็นเรื่องระหว่างคู่สมรส ไม่กระทบสิทธิของบุคคลภายนอก การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของบุคคลภายนอกในประเด็นนั้นเป็นการไม่ชอบ และศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาในประเด็นดังกล่าว 3. กรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินใดเป็นสินสมรสหรือไม่ ป.พ.พ. มาตรา 1474 วรรคสอง ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส ฝ่ายที่อ้างว่าทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสเป็นทรัพย์ที่ทำมาหาได้ร่วมกับบุคคลที่สามมีภาระการพิสูจน์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84/1 และต้องแพ้คดีหากพยานหลักฐานขัดแย้งกันหรือไม่มีน้ำหนัก
Résumé exécutif บทสรุปผู้บริหาร
The wife sued her husband (the first defendant) and the woman he lived with (the second defendant) for divorce, division of marital property and 300,000 THB compensation for adultery. The spouses had married on 2 April 2522 (1979). From 2551 (2008) the husband and the second defendant lived together with the wife's knowledge and consent, so that relationship gave no divorce ground. In November 2556 (2013) the wife suffered a stroke and could not care for herself. The husband began moving out the next month, went to live with the second defendant and never returned after late January 2557 (2014). The wife sued on 6 July 2558 (2015). The trial court granted the divorce, divided the assets equally and dismissed the compensation claim. The Court of Appeal Region 1 largely affirmed. Both defendants appealed. The Supreme Court, Juvenile and Family Division, affirmed. The husband had not been expelled or threatened as he claimed; his absence of more than one year before the suit was wilful desertion under CCC section 1516 (4). The second defendant's challenge to the divorce concerned only the spouses and did not affect her rights, so she had no right to appeal; the Supreme Court refused to entertain her appeal on that point. On property, CCC section 1474 paragraph two presumes doubtful assets to be marital property; the defendants had to prove that the assets were earned jointly by all three under Civil Procedure Code section 84/1, and their contradictory evidence failed.
โจทก์ (ภริยา) ฟ้องจำเลยที่ 1 (สามี) และจำเลยที่ 2 (หญิงที่สามีไปอยู่กินด้วย) ขอหย่า ขอแบ่งสินสมรสคิดเป็นเงิน 1,139,000 บาท และเรียกค่าทดแทนจากการเป็นชู้ 300,000 บาท โจทก์กับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2522 ตั้งแต่ปี 2551 จำเลยที่ 1 และที่ 2 อยู่กินฉันสามีภริยาโดยโจทก์รู้เห็นและยินยอม จึงไม่มีเหตุหย่าในส่วนนี้ เดือนพฤศจิกายน 2556 โจทก์ป่วยเป็นเส้นเลือดในสมองตีบ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เดือนถัดมาจำเลยที่ 1 เริ่มทยอยขนของออกจากบ้าน ไปอยู่กินกับจำเลยที่ 2 และไม่กลับมาอีกเลยตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม 2557 โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2558 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้หย่า ให้แบ่งที่ดิน รถยนต์ และเครื่องจักรการเกษตรตามบัญชีให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 คนละครึ่ง และยกคำขอค่าทดแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แก้ให้ยกคำขอส่วนทองคำ นอกนั้นยืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน จำเลยที่ 1 ไม่ได้ถูกขับไล่หรือข่มขู่ตามที่อ้าง การออกจากบ้านไปนับถึงวันฟ้องเกินกว่าหนึ่งปีจึงเป็นการจงใจทิ้งร้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) ส่วนที่จำเลยที่ 2 โต้แย้งเรื่องการหย่า เป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่กระทบสิทธิของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยให้เป็นการไม่ชอบ และศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 ในประเด็นนี้ ในเรื่องทรัพย์สิน ป.พ.พ. มาตรา 1474 วรรคสอง ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าทรัพย์สินที่สงสัยเป็นสินสมรส จำเลยทั้งสองซึ่งอ้างว่าเป็นทรัพย์ที่ทั้งสามคนทำมาหาได้ร่วมกันมีภาระการพิสูจน์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84/1 แต่นำสืบขัดแย้งกันเองและรับฟังไม่ได้ ทรัพย์สินจึงเป็นสินสมรสที่ต้องแบ่งคนละกึ่งหนึ่ง
Les faits de l'affaire ข้อเท็จจริง
The wife and the first defendant married on 2 April 2522 (1979) and had one daughter. The second defendant was widowed in 2548 (2005). From 2551 (2008) the first and second defendants lived together as husband and wife with the wife's knowledge and consent, and for a period the three lived together. In November 2556 (2013) the wife suffered a cerebral thrombosis, became weak and could not look after herself. In December 2556 the first defendant began moving his belongings out. He went to live with the second defendant and did not return after late January 2557 (2014). On 6 July 2558 (2015) the wife sued for divorce, division of marital property valued at 1,139,000 THB and 300,000 THB compensation from both defendants with interest. The trial court granted the divorce, ordered land under a Por Bor Tor 5 survey, trucks, tractors, farm machinery, a pistol and a motorcycle to be divided equally between the spouses, ordered five baht weight of gold to be shared three ways and dismissed the other claims. Both defendants appealed. The Court of Appeal Region 1, Juvenile and Family Division, dismissed the gold claim too and otherwise affirmed. Both defendants appealed again.
โจทก์กับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2522 มีบุตรด้วยกันหนึ่งคนซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว สามีของจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายเมื่อปี 2548 ตั้งแต่ปี 2551 จำเลยที่ 1 และที่ 2 อยู่กินฉันสามีภริยาโดยโจทก์รู้เห็นและยินยอม และช่วงหนึ่งทั้งสามคนอยู่ร่วมกัน เดือนพฤศจิกายน 2556 โจทก์ป่วยเป็นเส้นเลือดในสมองตีบ ไขมันในเลือดสูง ไม่มีแรง ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เดือนธันวาคม 2556 จำเลยที่ 1 เริ่มทยอยขนของออกจากบ้าน ไปอยู่กินกับจำเลยที่ 2 และไม่กลับมาอีกเลยตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม 2557 วันที่ 6 กรกฎาคม 2558 โจทก์ฟ้องขอหย่า ขอแบ่งสินสมรสคิดเป็นเงิน 1,139,000 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทดแทน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้หย่า ให้แบ่งที่ดินมือเปล่า (ภ.บ.ท.5) รถบรรทุก รถไถ เครื่องจักรการเกษตร อาวุธปืน และรถจักรยานยนต์ตามบัญชีให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 คนละครึ่ง ให้แบ่งทองคำหนัก 5 บาท แก่โจทก์กับจำเลยทั้งสองคนละหนึ่งส่วน และยกคำขออื่น จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้ให้ยกคำขอส่วนทองคำด้วย นอกนั้นยืน จำเลยทั้งสองฎีกา
Décision de la Cour (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)
1. A spouse who moves out of the matrimonial home to live with another person, without having been expelled or threatened, and has not returned for more than one year by the date of the divorce action, has wilfully deserted the other spouse within CCC section 1516 (4). 2. A third party joined as a co-defendant in a divorce action has no standing to appeal against the finding of a divorce ground between the spouses, because that issue does not affect the third party's rights; an appellate court errs in ruling on such an appeal. 3. Where it is doubtful whether an asset is marital property, CCC section 1474 paragraph two presumes that it is. A party asserting that assets were earned jointly with a third person bears the burden of proof under Civil Procedure Code section 84/1 and loses if the evidence is contradictory or unsupported. Other provisions applied: Civil Procedure Code section 84/1.
1. คู่สมรสที่ย้ายออกจากบ้านไปอยู่กินกับบุคคลอื่นโดยมิได้ถูกขับไล่หรือข่มขู่ และไม่กลับมาอีกเลยนับถึงวันฟ้องเกินกว่าหนึ่งปี ถือว่าจงใจทิ้งร้างอีกฝ่ายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) 2. บุคคลภายนอกที่ถูกฟ้องเป็นจำเลยร่วมในคดีหย่าไม่มีสิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาโต้แย้งเหตุหย่าระหว่างคู่สมรส เพราะปัญหานั้นเป็นเรื่องระหว่างคู่สมรส ไม่กระทบสิทธิของบุคคลภายนอก การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของบุคคลภายนอกในประเด็นนั้นเป็นการไม่ชอบ และศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาในประเด็นดังกล่าว 3. กรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินใดเป็นสินสมรสหรือไม่ ป.พ.พ. มาตรา 1474 วรรคสอง ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส ฝ่ายที่อ้างว่าทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสเป็นทรัพย์ที่ทำมาหาได้ร่วมกับบุคคลที่สามมีภาระการพิสูจน์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84/1 และต้องแพ้คดีหากพยานหลักฐานขัดแย้งกันหรือไม่มีน้ำหนัก
Analyse juridique การวิเคราะห์ทางกฎหมาย
The cohabitation of the two defendants from 2551 (2008) had the wife's knowledge and consent, so it gave no divorce ground. On desertion, the Court accepted that the husband started removing his belongings in December 2556 (2013), moved in with the second defendant and never came back after late January 2557 (2014), and rejected his claim that he had been driven out and threatened. From his departure to the filing of the action on 6 July 2558 (2015) more than one year had passed. That was wilful desertion for more than one year, a ground under CCC section 1516 (4). The second defendant tried to argue the same point. The Court held that the existence of a divorce ground was a matter between the husband and the wife which did not touch her rights, so nothing infringed her rights that could found an appeal. The Court of Appeal Region 1 acted improperly in ruling on her appeal, and the acceptance of her further appeal was equally improper; the Supreme Court refused to rule on it. On property, the defendants claimed that most items had been earned jointly by all three. The Court quoted CCC section 1474 paragraph two: where it is doubtful whether an asset is marital property, it is presumed to be marital property. The defendants therefore bore the burden of proof under Civil Procedure Code section 84/1, and their evidence failed: the husband admitted that a Kubota tractor belonged to the spouses, the defendants contradicted each other on who paid for the land, the land contract predated their cohabitation, the hire purchase contract for the ten-wheel truck was in the wife's name, and a tractor and a pistol predated the second defendant's arrival. The defendants lost on this issue without the Court needing to weigh the wife's evidence. The judgment was affirmed.
ศาลฎีกาเริ่มจากข้อยุติว่าการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อยู่กินกันตั้งแต่ปี 2551 เป็นไปโดยโจทก์รู้เห็นและยินยอม จึงไม่มีเหตุหย่าในส่วนนี้ ปัญหาแรก มีเหตุหย่าเพราะจำเลยที่ 1 จงใจทิ้งร้างโจทก์เกินหนึ่งปีหรือไม่ ศาลฎีกาฟังว่าจำเลยที่ 1 ขนของออกจากบ้านไปอยู่กินกับจำเลยที่ 2 และไม่กลับมาอีกเลยตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม 2557 โดยไม่ได้ถูกขับไล่หรือข่มขู่จะทำร้ายดังที่อ้าง เมื่อนับถึงวันฟ้องคือวันที่ 6 กรกฎาคม 2558 เกินกว่าหนึ่งปี จึงเป็นการจงใจทิ้งร้างโจทก์ไปเกินหนึ่งปี อันเป็นเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) ศาลล่างพิพากษาให้หย่าด้วยเหตุนี้ชอบแล้ว สำหรับฎีกาของจำเลยที่ 2 ในประเด็นเดียวกัน ศาลฎีกาเห็นว่าปัญหาเรื่องเหตุหย่าเป็นเรื่องระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ ไม่ได้กระทบสิทธิของจำเลยที่ 2 อันจะเป็นการโต้แย้งสิทธิของจำเลยที่ 2 แต่ประการใด เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้หย่าเพราะเหตุทิ้งร้าง จำเลยที่ 2 จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ในปัญหานี้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 เป็นการไม่ชอบ จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิฎีกาต่อมา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยและให้ยกฎีกาของจำเลยที่ 2 ในปัญหานี้ ในเรื่องทรัพย์สิน จำเลยทั้งสองอ้างว่าเป็นทรัพย์ที่ทั้งสามคนทำมาหาได้ร่วมกัน ไม่ใช่สินสมรส ศาลฎีกายก ป.พ.พ. มาตรา 1474 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า ถ้ากรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดเป็นสินสมรสหรือมิใช่ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส จำเลยทั้งสองจึงมีภาระการพิสูจน์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84/1 แต่พยานหลักฐานไม่เพียงพอ จำเลยที่ 1 ยอมรับว่ารถไถคูโบต้าเป็นของโจทก์กับจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองเบิกความขัดกันเรื่องเงินค่าที่ดิน วันที่ในสัญญาซื้อขายที่ดินเป็นเวลาที่สามีของจำเลยที่ 2 ยังมีชีวิตอยู่ ผู้ทำสัญญาเช่าซื้อรถบรรทุกสิบล้อคือโจทก์ และจำเลยที่ 1 ยอมรับว่ารถไถและอาวุธปืนได้มาก่อนจำเลยที่ 2 เข้ามาอยู่ด้วย จำเลยทั้งสองจึงต้องแพ้คดีโดยไม่จำต้องวินิจฉัยพยานหลักฐานโจทก์ พิพากษายืน
Décision de la Cour plénière คำพิพากษาฉบับเต็ม
The following is the full text of Supreme Court Decision No. 7534/2560. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7534/2560 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th
Une traduction anglaise est en cours de préparation et sera bientôt disponible.
แม้จำเลยที่ 2 จะยื่นฎีกาในปัญหานี้ว่า จำเลยที่ 1 มิได้ทิ้งร้างโจทก์แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ ไม่ได้กระทบสิทธิของจำเลยที่ 2 อันจะเป็นการโต้แย้งสิทธิของจำเลยที่ 2 แต่ประการใด เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่ากันเพราะเหตุทิ้งร้างไปเกิน 1 ปีเช่นนี้ จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิอุทธรณ์ในปัญหาข้างต้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยปัญหาดังกล่าวตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 มานั้นเป็นการไม่ชอบ จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิฎีกา แม้ศาลชั้นต้นจะรับฎีกาจำเลยที่ 2 มาก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ให้ยกฎีกาของจำเลยที่ 2 ในปัญหานี้
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน และให้แบ่งสินสมรสให้โจทก์คิดเป็นเงิน 1,139,000 บาท กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินทดแทนจากการเป็นชู้แก่โจทก์จำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน และให้แบ่งทรัพย์สินคือ ที่ดินมือเปล่า (ภ.บ.ท.5) เลขสำรวจ 32/45 จำนวน 1 แปลง รถยนต์บรรทุกสิบล้อ หมายเลขทะเบียน 1305 สระบุรี 1 คัน รถยนต์บรรทุกสี่ล้อ หมายเลขทะเบียน 80 - 5249 ลพบุรี 1 คัน รถไถเล็ก ยี่ห้อฮิโนโมโต 23 แรง พร้อมเครื่องพ่นยาและปุ๋ย 1 คัน รถไถเล็ก ยี่ห้อฮิโนโมโต 25 แรง ขับเคลื่อนสี่ล้อ 1 คัน เครื่องหยอดเมล็ดพันธุ์พืช 1 เครื่อง เครื่องพ่นปุ๋ย 1 เครื่อง รถไถ ยี่ห้อคูโบต้า 24 แรง 2 เพลา พร้อมตัวพ่วง 1 เครื่อง รถไถ ยี่ห้อคูโบต้า 12 แรง 1 เพลา 1 คัน เครื่องคัดแยกเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด 1 เครื่อง เครื่องสีข้าวโพด 1 เครื่อง ส่วนพ่วงหรือเทรลเลอร์ 1 คัน เครื่องโม่ใช้ผสมยา ปุ๋ย เมล็ดข้าวโพด 1 เครื่อง ผานรถไถ 1 อัน อาวุธปืนพก ขนาด .45 จำนวน 1 กระบอก รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้าเวฟ ขคน ลพบุรี 311 จำนวน 1 คัน ให้แก่โจทก์กับจำเลยที่ 1 คนละครึ่ง กับให้แบ่งทองคำหนัก 5 บาท ให้แก่โจทก์กับจำเลยทั้งสองในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมคนละ 1 ส่วน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ค่าทนายความส่วนของจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับทองคำหนัก 5 บาท (ตามคำฟ้องข้อ 3.19) เสียด้วย ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยทั้งสองตามทุนทรัพย์ที่จำเลยทั้งสองชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยทั้งสองฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 อยู่กินเป็นสามีภริยาและจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2522 มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือนางสาวหฤทัย ซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว จำเลยที่ 2 เคยมีสามี แต่สามีได้ถึงแก่ความตายเมื่อปี 2548 ต่อมาปี 2551 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้อยู่กินเป็นสามีภริยากันโดยโจทก์รู้เห็นและยินยอม จึงไม่มีเหตุหย่าตามฟ้องส่วนนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำขอแบ่งรถแบ็กโฮ ตามข้อ 3.13 และค่าทดแทนกับคำขอให้ชำระหนี้กองทุนกู้ยืมประจำหมู่บ้าน ตามข้อ 3.18 คู่ความไม่อุทธรณ์ จึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนคำขอแบ่งทองคำหนัก 5 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้ให้ยกคำขอในส่วนนี้ด้วย คู่ความไม่อุทธรณ์ จึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
ปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า มีเหตุหย่าเพราะจำเลยที่ 1 จงใจทิ้งร้างโจทก์ไปเกิน 1 ปีหรือไม่ โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาเดือนพฤศจิกายน 2556 โจทก์มีอาการป่วยเป็นเส้นเลือดในสมองตีบ ไขมันในเลือดสูง ไม่มีแรงช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เดือนธันวาคม 2556 จำเลยที่ 1 เริ่มทยอยขนของออกจากบ้าน จนกระทั่งเดือนธันวาคม 2557 จำเลยที่ 1 ขนของออกจากบ้านไปอยู่กินกับจำเลยที่ 2 แล้วไม่กลับมาเลยตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม 2557 โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้ถูกขับไล่ออกจากบ้านและถูกข่มขู่จะทำร้ายดังที่กล่าวอ้าง เมื่อจำเลยที่ 1 ได้ออกจากบ้านไปนับถึงวันฟ้อง (วันที่ 6 กรกฎาคม 2558) เกินกว่า 1 ปี จึงเป็นการจงใจทิ้งร้างโจทก์ไปเกิน 1 ปี อันเป็นเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) ที่ศาลล่างพิพากษาด้วยเหตุหย่าตามปัญหานี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง แม้จำเลยที่ 2 จะยื่นฎีกาในปัญหานี้ด้วย แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องระหว่างจำเลยที่ 1 และโจทก์ ไม่ได้กระทบสิทธิของจำเลยที่ 2 อันจะเป็นการโต้แย้งสิทธิของจำเลยที่ 2 แต่ประการใด ดังนั้นเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่ากันเพราะเหตุจงใจทิ้งร้างไปเกิน 1 ปี เช่นนี้ จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิอุทธรณ์ในปัญหาข้างต้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยปัญหาดังกล่าวตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 มานั้นเป็นการไม่ชอบ จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิฎีกาต่อมา แม้ศาลชั้นต้นจะรับฎีกาของจำเลยที่ 2 มาก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 ให้ยกฎีกาของจำเลยที่ 2 ในปัญหานี้
ปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สองตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ทรัพย์สินตามฟ้องข้อ 3.1 ถึง 3.4 ข้อ 3.6 ถึง 3.12 และข้อ 3.14 ถึง 3.17 เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 หรือเป็นทรัพย์สินที่โจทก์และจำเลยทั้งสองทำมาหาได้ร่วมกัน เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 วรรคสอง บัญญัติว่า ถ้ากรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดเป็นสินสมรสหรือมิใช่ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส เมื่อจำเลยทั้งสองกล่าวอ้างว่า ทรัพย์สินตามฟ้องข้อ 3.1 ถึง 3.4 ข้อ 3.6 ถึง 3.12 และข้อ 3.14 ถึง 3.17 เป็นทรัพย์สินที่โจทก์และจำเลยทั้งสองทำมาหาได้ร่วมกัน ไม่ใช่สินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 จึงมีภาระการพิสูจน์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1 ซึ่งจำเลยที่ 1 เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามติงยอมรับว่า รถไถยี่ห้อคูโบต้าเป็นของโจทก์และจำเลยที่ 1 ส่วนทรัพย์สินอื่นจำเลยทั้งสองเบิกความลอยๆ ว่าเกิดขึ้นในระหว่างที่โจทก์และจำเลยทั้งสองร่วมกันทำมาหาได้ด้วยกันหลายรายการโดยไม่มีพยานสนับสนุน ส่วนที่ดินมือเปล่า จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ก็เบิกความขัดกันในเรื่องจำนวนเงินว่าออกฝ่ายละเท่าใด เป็นเงินของจำเลยที่ 2 หรือของสามีจำเลยที่ 2 วันที่ตามสำเนาหนังสือสัญญาซื้อขายก็เป็นวันเวลาที่สามีของจำเลยที่ 2 ยังมีชีวิตอยู่ ไม่ใช่วันเวลาที่โจทก์และจำเลยทั้งสองอยู่ร่วมกัน นอกจากนี้ที่จำเลยที่ 1 ตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่า รถยนต์บรรทุกสิบล้อ หมายเลขทะเบียน 1305 สระบุรี จำเลยที่ 1 เป็นผู้ซื้อ ศาลฎีกาตรวจดูเอกสารดังกล่าวปรากฏว่า ผู้ทำสัญญาเช่าซื้อคือโจทก์หาใช่จำเลยที่ 1 ไม่ ยิ่งกว่านี้จำเลยที่ 1 ยังเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ด้วยว่ารถไถยี่ห้อฮิโนโมโต 23 แรงพร้อมเครื่องพ่นยาและปุ๋ยได้มาระหว่างอยู่กินกันกับโจทก์ อาวุธปืนพกขนาด .45 จำนวน 1 กระบอก (ทรัพย์สินตามฟ้องข้อ 3.16) เป็นของจำเลยที่ 1 ได้มาก่อนปี 2550 แสดงว่า ทรัพย์สินทั้งสองดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 อยู่กินด้วยกัน ก่อนที่จำเลยที่ 2 จะมาอยู่กินด้วยกันกับโจทก์และจำเลยที่ 1 พยานหลักฐานที่จำเลยทั้งสองนำสืบยังรับฟังไม่ได้ว่า ทรัพย์สินตามฟ้องเป็นทรัพย์สินที่โจทก์และจำเลยทั้งสองทำมาหาได้ร่วมกันขณะอยู่กินเป็นสามีภริยารวมกันสามคน เมื่อจำเลยทั้งสองมีภาระการพิสูจน์ แต่จำเลยทั้งสองนำสืบรับฟังไม่ได้ จำเลยทั้งสองก็ต้องตกเป็นฝ่ายแพ้คดีในปัญหาประการที่สองนี้โดยไม่จำต้องวินิจฉัยพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงต้องฟังว่า ทรัพย์สินตามฟ้องเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ซึ่งจะต้องแบ่งกันคนละกึ่งหนึ่งเมื่อการสมรสสิ้นสุดลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาในปัญหาประการที่สองมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองประการนี้ฟังไม่ขึ้น
ปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สามว่า ทรัพย์สินตามฟ้องข้อ 3.5 เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 และมีอยู่จริงหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความยืนยันว่าทรัพย์สินตามฟ้องข้อ 3.5 คือ รถไถเล็ก ยี่ห้อฮิโนโมโต 25 แรง ขับเคลื่อนสี่ล้อ ได้มาก่อนปี 2550 โดยมีภาพถ่ายมาแสดง คำเบิกความของโจทก์มีน้ำหนักให้รับฟัง จำเลยทั้งสองให้การแก้ฟ้องว่า ไม่มีทรัพย์สินตามฟ้องข้อ 3.5 แต่จำเลยที่ 1 กลับเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามติงว่า ทรัพย์ตามฟ้องข้อ 3.5 ได้มาหลังปี 2550 หลังจากที่จำเลยที่ 2 มาอยู่ร่วมกันกับจำเลยที่ 1 แล้ว จึงขัดกับคำให้การจำเลยทั้งสองให้การแก้ฟ้องที่ยื่นต่อศาล ส่วนจำเลยที่ 2 ก็ไม่ได้เบิกความถึงทรัพย์สินส่วนนี้ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักกว่าพยานหลักฐานจำเลยทั้งสอง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ทรัพย์สินตามฟ้องข้อ 3.5 เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 และมีอยู่จริง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาในปัญหานี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยทั้งสองประการที่สามฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
Articles de code cités มาตราที่อ้างอิง
💡 Ce que cela signifie pour vous 💡 สิ่งที่หมายถึงสำหรับคุณ
Desertion under CCC section 1516 (4) turns largely on a calendar. Here the husband left a wife who had just suffered a stroke, moved in with another woman and stayed away; once more than a year had passed before the suit was filed, the ground was made out and his story that he had been driven out was not believed. If you have left the home, the clock is running against you; if your spouse has left you, keep evidence of the date of departure. The decision also warns against long tolerated arrangements: the wife had accepted her husband's relationship with the second defendant for years, so it gave her no separate ground. Consent can cost you the adultery ground later. A third party drawn into a divorce case cannot fight the divorce itself. On property, assets acquired during the marriage are presumed marital under section 1474 paragraph two, and anyone claiming otherwise must prove it.
เหตุทิ้งร้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) เป็นเหตุหย่าที่ขึ้นอยู่กับระยะเวลาเป็นสำคัญ ในคดีนี้สามีทิ้งภริยาที่เพิ่งป่วยเป็นเส้นเลือดในสมองตีบ ย้ายไปอยู่กับหญิงอื่นและไม่กลับมา เมื่อพ้นหนึ่งปีก่อนวันฟ้อง เหตุหย่าก็ครบถ้วน และข้ออ้างว่าถูกขับไล่ออกจากบ้านไม่มีน้ำหนัก หากท่านเป็นฝ่ายออกจากบ้าน พึงทราบว่าเวลากำลังเดินสวนทางกับท่าน และหากคู่สมรสเป็นฝ่ายทิ้งไป ควรเก็บหลักฐานวันที่ออกจากบ้านไว้ คำพิพากษานี้ยังเตือนเรื่องการยอมรับความสัมพันธ์ของคู่สมรสกับบุคคลอื่นเป็นเวลานาน ภริยารู้เห็นและยินยอมให้สามีอยู่กินกับจำเลยที่ 2 มาหลายปี ความสัมพันธ์นั้นจึงไม่เป็นเหตุหย่าแยกต่างหาก การยินยอมอาจทำให้เสียเหตุหย่าเรื่องชู้ในภายหลัง สุดท้าย บุคคลภายนอกที่ถูกฟ้องร่วมในคดีหย่าไม่อาจต่อสู้เรื่องการหย่าเองได้ มีเพียงคู่สมรสเท่านั้นที่ทำได้ ส่วนทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสย่อมได้รับการสันนิษฐานว่าเป็นสินสมรสตามมาตรา 1474 วรรคสอง ผู้ที่อ้างเป็นอย่างอื่นต้องพิสูจน์ด้วยเอกสารที่น่าเชื่อถือ
Foire aux questions คำถามที่พบบ่อย
How long does my spouse have to be gone before I can divorce for desertion in Thailand? คู่สมรสต้องหายไปนานเท่าใดจึงจะฟ้องหย่าด้วยเหตุทิ้งร้างในประเทศไทยได้
CCC section 1516 (4) requires wilful desertion of the other spouse for more than one year. In Decision 7534/2560 the husband moved out to live with another woman and never returned after late January 2557 (2014); the wife sued on 6 July 2558 (2015). The Supreme Court held that, as more than one year had passed between his departure and the filing of the action and he had not been expelled or threatened, the ground of desertion was established and the divorce was rightly granted.
ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) กำหนดว่าต้องจงใจละทิ้งร้างอีกฝ่ายไปเกินหนึ่งปี ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7534/2560 สามีย้ายออกไปอยู่กินกับหญิงอื่นและไม่กลับมาอีกเลยตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม 2557 ภริยาฟ้องคดีเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2558 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเมื่อนับจากวันออกจากบ้านถึงวันฟ้องเกินกว่าหนึ่งปี และสามีไม่ได้ถูกขับไล่หรือข่มขู่ เหตุทิ้งร้างจึงครบถ้วนและศาลล่างพิพากษาให้หย่าชอบแล้ว
Can the person my spouse is living with appeal against our divorce judgment? บุคคลที่คู่สมรสไปอยู่กินด้วยสามารถอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาให้หย่าได้หรือไม่
No. In Decision 7534/2560 the wife joined the other woman as second defendant to claim compensation. When the second defendant appealed arguing that the husband had not deserted the wife, the Supreme Court held that the existence of a divorce ground is a matter between the spouses only and does not affect the third party's rights; she therefore had no right to appeal on that point, the Court of Appeal should not have ruled on it, and the Supreme Court refused to entertain her further appeal.
ไม่ได้ ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7534/2560 ภริยาฟ้องหญิงอื่นเป็นจำเลยที่ 2 เพื่อเรียกค่าทดแทน เมื่อจำเลยที่ 2 อุทธรณ์และฎีกาว่าสามีไม่ได้ทิ้งร้างภริยา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าปัญหาเรื่องเหตุหย่าเป็นเรื่องระหว่างคู่สมรสเท่านั้น ไม่กระทบสิทธิของบุคคลภายนอก จำเลยที่ 2 จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ในประเด็นนั้น ศาลอุทธรณ์ไม่ควรวินิจฉัยให้ และศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 ในปัญหานี้
Who has to prove whether property is marital property in a Thai divorce? ในคดีหย่าของไทย ใครมีหน้าที่พิสูจน์ว่าทรัพย์สินเป็นสินสมรสหรือไม่
The party who says it is not. Under CCC section 1474 paragraph two, where it is doubtful whether an asset is marital property it is presumed to be marital property. In Decision 7534/2560 the husband and the woman he lived with claimed that land, trucks and farm machinery had been earned jointly by all three. The Supreme Court held that they bore the burden of proof under Civil Procedure Code section 84/1 and, because their evidence was contradictory and partly disproved by documents such as a hire purchase contract in the wife's name, everything was divided equally between the spouses.
ฝ่ายที่อ้างว่าไม่ใช่สินสมรส ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 วรรคสอง ถ้าเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินใดเป็นสินสมรสหรือไม่ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7534/2560 สามีและหญิงที่อยู่กินด้วยอ้างว่าที่ดิน รถบรรทุก และเครื่องจักรการเกษตรเป็นทรัพย์ที่ทั้งสามคนทำมาหาได้ร่วมกัน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าทั้งสองมีภาระการพิสูจน์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84/1 เมื่อพยานหลักฐานขัดแย้งกันและบางส่วนถูกหักล้างด้วยเอกสาร เช่น สัญญาเช่าซื้อที่มีชื่อภริยา ทรัพย์สินทั้งหมดจึงต้องแบ่งคนละครึ่ง
If I knew about and accepted my spouse's affair, can I still use it as a ground for divorce? หากรู้เห็นและยอมรับความสัมพันธ์ของคู่สมรสกับบุคคลอื่นแล้ว ยังใช้เป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่
Decision 7534/2560 suggests not. The wife had known of and consented to her husband living with the second defendant since 2551 (2008), and the Supreme Court recorded as settled that this relationship therefore provided no ground for divorce. The wife succeeded only because the husband later abandoned her for more than a year, which is a separate ground under CCC section 1516 (4). Long tolerance of a relationship can cost a spouse the adultery ground, so advice should be taken before deciding to accept such an arrangement.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7534/2560 ชี้ว่าไม่ได้ ภริยารู้เห็นและยินยอมให้สามีอยู่กินกับจำเลยที่ 2 ตั้งแต่ปี 2551 ศาลฎีการะบุเป็นข้อยุติว่าความสัมพันธ์นั้นจึงไม่เป็นเหตุหย่าตามฟ้องส่วนนี้ ภริยาชนะคดีเพราะสามีทิ้งร้างไปเกินหนึ่งปีในภายหลัง ซึ่งเป็นเหตุหย่าแยกต่างหากตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) การยอมรับความสัมพันธ์เป็นเวลานานอาจทำให้เสียเหตุหย่าเรื่องชู้ จึงควรปรึกษาก่อนตัดสินใจยอมรับสภาพเช่นนั้น
📖 Pour en savoir plus, consultez ThaiLawOnline 📖 อ่านเพิ่มเติมที่ ThaiLawOnline
Avertissement : Les traductions anglaises fournies sur ce site Web sont non officielles et à titre informatif uniquement. Le texte faisant foi des lois thaïlandaises est en langue thaïe tel que publié dans la Gazette royale thaïlandaise (RatchakitchanubeksaCe contenu ne constitue pas un avis juridique. Pour toute question juridique spécifique, veuillez consulter un avocat thaïlandais qualifié.
Droits d'auteur © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. Le texte statutaire thaïlandais (ตัวบทกฎหมาย) et les décisions originales de la Cour suprême (Dika) en langue thaïe sont dans le domaine public telles que publiées dans la Gazette du gouvernement royal thaïlandais (ราชกิจจานุเบกษา) conformément à l'article 7 de la loi sur le droit d'auteur de 2537 (1994). Tout le reste du contenu, y compris les traductions en anglais, les résumés des décisions de la Cour suprême (Dika), les annotations juridiques, les renvois, les commentaires et l'analyse éditoriale, constitue la propriété intellectuelle protégée par le droit d'auteur de ThaiLawOnline et ses rédacteurs, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) et Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Toute reproduction ou distribution non autorisée est interdite.
ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ
ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต