Point de repère คำพิพากษาสำคัญ Code civil et commercialป.พ.พ. Décision 5259-5260/2561 คำพิพากษาที่ 5259-5260/2561 2018 (BE 2561)

Secret Recording Admissible to Prove Adultery and Third Party Cannot Invoke One-Year Limit แผ่นบันทึกเสียงที่แอบอัดรับฟังได้ในคดีชู้ และชู้จะอ้างระยะเวลาหนึ่งปีตามมาตรา 1529 ไม่ได้

Sections du CCC : มาตรา ป.พ.พ.:

⚖️ Points clés à retenir ⚖️ ประเด็นสำคัญ

1. The Civil Procedure Code contains no provision that bars a civil court from admitting a secretly recorded audio conversation. Where the person who made the recording testifies in court, that person is an eyewitness to the conversation and the recording may be weighed together with the other evidence. 2. The one-year period for bringing a divorce action in CCC section 1529 is a right personal to the spouses. A third party sued for compensation under CCC section 1523 paragraph two cannot rely on that period to escape liability, whether or not the spouses are divorced. 3. Loss of the right to sue for divorce through forgiveness under CCC section 1518 requires facts on the record showing conduct amounting to forgiveness; a defendant who did not plead it cannot raise it on appeal. 4. Documents first produced in the Supreme Court are unlawfully in the record and inadmissible. Other provisions applied: Civil Procedure Code section 249 paragraph one (former); Juvenile and Family Court and Procedure Act B.E. 2553 section 6.

1. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งไม่มีบทบัญญัติห้ามมิให้รับฟังแผ่นบันทึกเสียงที่แอบบันทึกไว้ เมื่อผู้จัดทำแผ่นบันทึกเสียงมาเบิกความเป็นพยานต่อศาลเอง ผู้นั้นเป็นประจักษ์พยานเกี่ยวกับการสนทนา ศาลรับฟังแผ่นบันทึกเสียงประกอบพยานหลักฐานอื่นได้ 2. ระยะเวลาฟ้องหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1529 เป็นสิทธิเฉพาะตัวระหว่างสามีภริยา บุคคลภายนอกที่ถูกฟ้องเรียกค่าทดแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง จะอ้างระยะเวลาดังกล่าวเพื่อไม่ต้องใช้ค่าทดแทนไม่ได้ ไม่ว่าคู่สมรสจะขาดจากการสมรสหรือไม่ 3. การที่สิทธิฟ้องหย่าหมดไปเพราะการให้อภัยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1518 ต้องมีข้อเท็จจริงปรากฏในสำนวนว่ามีการกระทำอันแสดงถึงการให้อภัย จำเลยที่มิได้ให้การต่อสู้ในประเด็นนี้จะยกขึ้นอุทธรณ์ไม่ได้ เพราะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น 4. เอกสารที่เพิ่งอ้างส่งต่อศาลฎีกาเป็นพยานเอกสารที่เข้าสู่สำนวนโดยมิชอบ ต้องห้ามมิให้รับฟัง

Résumé exécutif บทสรุปผู้บริหาร

Two joined cases between a husband, an army officer, and his wife, with the wife's lover joined as the second defendant. The wife sued first for divorce, autorité parentale over the daughter and pension alimentaire pour enfants. The husband counterclaimed, then sued separately for divorce on the ground of adultery, 180,000 THB from the wife and 1,000,000 THB in compensation from the second defendant. The couple had registered their marriage on 11 November 2545 (2002), divorced on 3 March 2552 (2009) and remarried on 14 December 2554 (2011). During the trial they agreed on 26 April 2559 (2016) that the husband would have parental power over the son and the wife over the daughter, each waiving child support. The trial court granted the husband a divorce and ordered the second defendant to pay 250,000 THB with interest; the 180,000 THB claim was dismissed and became final. The Court of Appeal Region 1, Juvenile and Family Division, affirmed. The Supreme Court dismissed the appeals of both defendants. The wife's own divorce ground was final because she had not appealed it. The one-year period in CCC section 1529 is personal to the spouses and cannot be invoked by the second defendant. Forgiveness under section 1518 had never been pleaded, so there were no facts on which to decide it. The adultery was proved by the son's testimony and by a secretly recorded conversation, which is admissible in a civil case when the person who recorded it testifies.

คดีสองสำนวนระหว่างสามีซึ่งรับราชการทหารกับภริยา โดยมีชายชู้เป็นจำเลยที่ 2 สำนวนแรกภริยาฟ้องขอหย่า ขอเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรสาวแต่ผู้เดียวและเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู สามีให้การและฟ้องแย้ง แล้วฟ้องเป็นอีกสำนวนขอหย่าเพราะเหตุภริยามีชู้ เรียกเงิน 180,000 บาท จากภริยา และเรียกค่าทดแทน 1,000,000 บาท จากจำเลยที่ 2 คู่สมรสจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2545 จดทะเบียนหย่าเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2552 และจดทะเบียนสมรสกันอีกครั้งเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2554 ระหว่างพิจารณา ทั้งสองตกลงกันเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2559 ให้สามีเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรชาย ภริยาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรสาว และต่างไม่ติดใจเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู ศาลชั้นต้นพิพากษาให้สามีหย่าขาดจากภริยาและให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ส่วนคำขอเงิน 180,000 บาท ให้ยกและถึงที่สุด ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประเด็นเหตุหย่าตามฟ้องของภริยายุติแล้วเพราะภริยามิได้อุทธรณ์ ระยะเวลาฟ้องหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1529 เป็นสิทธิเฉพาะตัวระหว่างสามีภริยา จำเลยที่ 2 อ้างไม่ได้ ส่วนเรื่องการให้อภัยตามมาตรา 1518 จำเลยที่ 2 มิได้ให้การต่อสู้ไว้ จึงไม่มีข้อเท็จจริงให้วินิจฉัย ข้อเท็จจริงเรื่องชู้รับฟังได้จากคำเบิกความของบุตรชายและแผ่นบันทึกเสียงที่แอบบันทึกไว้ ซึ่งในคดีแพ่งรับฟังได้เมื่อผู้บันทึกมาเบิกความเอง ศาลฎีกายังพิพากษาตามข้อตกลงเรื่องอำนาจปกครองที่ศาลล่างมิได้พิพากษาถึง และแก้ไขคำสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมให้ชัดแจ้ง

Les faits de l'affaire ข้อเท็จจริง

The husband and wife lived together, registered their marriage on 11 November 2545 (2002), divorced by registration on 3 March 2552 (2009) and remarried on 14 December 2554 (2011). They had a son, N., born in 2541 (1998), and a daughter, P., born in 2550 (2007). In the first case the wife sued for divorce, alleging failure to maintain her and serious hostile conduct, and sought parental power over the daughter. The husband counterclaimed for parental power over both children. In the second case the husband sued the wife for divorce and 180,000 THB and sued the second defendant for 1,000,000 THB in compensation for the adulterous relationship. DNA testing confirmed that the daughter was the husband's child. On 26 April 2559 (2016) the spouses agreed on parental power and visiting rights and waived child support against each other. The trial court granted the husband's divorce, ordered the second defendant to pay 250,000 THB with interest at 7.5 per cent per year from the filing date and dismissed the remaining claims. The Court of Appeal Region 1, Juvenile and Family Division, affirmed. Both defendants appealed to the Supreme Court.

สามีและภริยาอยู่กินด้วยกัน จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2545 จดทะเบียนหย่าเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2552 และจดทะเบียนสมรสกันอีกครั้งเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2554 มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ นาย น. เกิดปี 2541 และเด็กหญิง ป. เกิดปี 2550 สามีรับราชการทหาร ถูกย้ายไปประจำการที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ในปี 2553 และจังหวัดสงขลาในปี 2555 สำนวนแรกภริยาฟ้องหย่าโดยอ้างว่าสามีไม่ช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูตามสมควรและกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง และขอเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรสาว สามีฟ้องแย้งขอเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรทั้งสอง สำนวนหลังสามีฟ้องภริยาขอหย่าและเรียกเงิน 180,000 บาท กับฟ้องจำเลยที่ 2 เรียกค่าทดแทน 1,000,000 บาท ฐานมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับภริยา ผลตรวจสารพันธุกรรมยืนยันว่าบุตรสาวเป็นบุตรของสามี วันที่ 26 เมษายน 2559 คู่สมรสตกลงกันเรื่องอำนาจปกครองและการเยี่ยมเยียนบุตร และต่างไม่ติดใจเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกัน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้สามีหย่าขาดจากภริยา ให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง คำขออื่นให้ยก ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา

Décision de la Cour (Ratio Decidendi) คำวินิจฉัยของศาล (หลักกฎหมาย)

1. The Civil Procedure Code contains no provision that bars a civil court from admitting a secretly recorded audio conversation. Where the person who made the recording testifies in court, that person is an eyewitness to the conversation and the recording may be weighed together with the other evidence. 2. The one-year period for bringing a divorce action in CCC section 1529 is a right personal to the spouses. A third party sued for compensation under CCC section 1523 paragraph two cannot rely on that period to escape liability, whether or not the spouses are divorced. 3. Loss of the right to sue for divorce through forgiveness under CCC section 1518 requires facts on the record showing conduct amounting to forgiveness; a defendant who did not plead it cannot raise it on appeal. 4. Documents first produced in the Supreme Court are unlawfully in the record and inadmissible. Other provisions applied: Civil Procedure Code section 249 paragraph one (former); Juvenile and Family Court and Procedure Act B.E. 2553 section 6.
1. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งไม่มีบทบัญญัติห้ามมิให้รับฟังแผ่นบันทึกเสียงที่แอบบันทึกไว้ เมื่อผู้จัดทำแผ่นบันทึกเสียงมาเบิกความเป็นพยานต่อศาลเอง ผู้นั้นเป็นประจักษ์พยานเกี่ยวกับการสนทนา ศาลรับฟังแผ่นบันทึกเสียงประกอบพยานหลักฐานอื่นได้ 2. ระยะเวลาฟ้องหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1529 เป็นสิทธิเฉพาะตัวระหว่างสามีภริยา บุคคลภายนอกที่ถูกฟ้องเรียกค่าทดแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง จะอ้างระยะเวลาดังกล่าวเพื่อไม่ต้องใช้ค่าทดแทนไม่ได้ ไม่ว่าคู่สมรสจะขาดจากการสมรสหรือไม่ 3. การที่สิทธิฟ้องหย่าหมดไปเพราะการให้อภัยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1518 ต้องมีข้อเท็จจริงปรากฏในสำนวนว่ามีการกระทำอันแสดงถึงการให้อภัย จำเลยที่มิได้ให้การต่อสู้ในประเด็นนี้จะยกขึ้นอุทธรณ์ไม่ได้ เพราะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น 4. เอกสารที่เพิ่งอ้างส่งต่อศาลฎีกาเป็นพยานเอกสารที่เข้าสู่สำนวนโดยมิชอบ ต้องห้ามมิให้รับฟัง

Analyse juridique การวิเคราะห์ทางกฎหมาย

The Supreme Court, Juvenile and Family Division, dealt with four points. First, the wife argued that she had grounds to divorce the husband. The trial court had found her evidence weaker than his and she had not appealed, so the point was final and barred under Civil Procedure Code section 249 paragraph one (former). Second, the second defendant argued that the husband had sued more than one year after learning of the adultery, so the right of action was extinguished under CCC section 1529. The Court held that this period is a right personal to the spouses, here the wife alone; the second defendant was sued for compensation and could not invoke it, whether or not the spouses were divorced. Third, the second defendant relied on CCC section 1518, under which the right to sue for divorce is extinguished when the entitled party has acted in a way showing forgiveness of the conduct giving rise to the ground. Forgiveness must appear from facts in the record; as he had never pleaded it, there were no such facts and the point had not been properly raised at first instance. Fourth, on the adultery itself, the Court accepted the testimony of the son, who had no reason to accuse his own mother falsely, and a recording of a conversation between Mr Ch. and the wife in which she admitted the relationship. This was a civil case, the Civil Procedure Code contains no provision prohibiting a secretly made recording, and Mr Ch. testified as an eyewitness to the conversation, so the recording was admissible as supporting evidence consistent with the other witnesses. The adultery was a ground under CCC section 1516 (1), the second defendant was liable under section 1523 paragraph two and 250,000 THB was upheld.

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยสี่ประเด็น ประเด็นแรก ภริยาฎีกาว่ามีเหตุให้ตนหย่าขาดจากสามีได้ แต่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานของภริยามีน้ำหนักน้อยกว่าของสามี และภริยามิได้อุทธรณ์ ประเด็นนี้จึงยุติ การยกขึ้นฎีกาอีกเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ประเด็นที่สอง จำเลยที่ 2 อ้างว่าสามีฟ้องเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่ทราบเหตุหย่า สิทธิฟ้องร้องจึงระงับตาม ป.พ.พ. มาตรา 1529 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ระยะเวลาดังกล่าวเป็นสิทธิเฉพาะตัวระหว่างสามีภริยา คือภริยาเท่านั้น จำเลยที่ 2 ถูกฟ้องเรียกค่าทดแทน ไม่ว่าคู่สมรสจะขาดจากการสมรสหรือไม่ ก็หาเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 อ้างระยะเวลานั้นเพื่อไม่ต้องใช้ค่าทดแทนไม่ ประเด็นที่สาม จำเลยที่ 2 อ้าง ป.พ.พ. มาตรา 1518 ซึ่งบัญญัติว่า "สิทธิฟ้องหย่าย่อมหมดไปในเมื่อฝ่ายที่มีสิทธิฟ้องหย่าได้กระทำการอันแสดงให้เห็นว่า ได้ให้อภัยในการกระทำของอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นเหตุให้เกิดสิทธิฟ้องหย่านั้นแล้ว" ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าต้องมีข้อเท็จจริงปรากฏในสำนวนว่ามีการกระทำอันแสดงถึงการให้อภัย เมื่อจำเลยที่ 2 มิได้ให้การต่อสู้ไว้ จึงไม่มีข้อเท็จจริงให้วินิจฉัย ถือเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยชอบแล้ว ประเด็นที่สี่ เรื่องภริยามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับจำเลยที่ 2 หรือไม่ ศาลฎีการับฟังคำเบิกความของนาย น. บุตรชาย ซึ่งไม่มีเหตุจะเบิกความปรักปรำมารดาของตน และแผ่นบันทึกเสียงสนทนาระหว่างนาย ช. กับภริยาที่ภริยายอมรับถึงความสัมพันธ์ เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีแพ่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งไม่มีบทบัญญัติห้ามรับฟังแผ่นบันทึกเสียงที่แอบบันทึกไว้ และนาย ช. มาเบิกความเองจึงเป็นประจักษ์พยานเกี่ยวกับการสนทนา แผ่นบันทึกเสียงจึงรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นได้ และสอดคล้องกับคำเบิกความของนาย น. นาง ส. และตัวสามี ส่วนเอกสารเกี่ยวกับห้องชุดที่จำเลยที่ 2 เพิ่งอ้างส่งต่อศาลฎีกาเป็นพยานเอกสารที่เข้าสู่สำนวนโดยมิชอบ ต้องห้ามมิให้รับฟัง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าภริยามีชู้ อันเป็นเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (1) และจำเลยที่ 2 ต้องชำระค่าทดแทนตามมาตรา 1523 วรรคสอง จำนวน 250,000 บาท ตามที่ศาลล่างกำหนด

Décision de la Cour plénière คำพิพากษาฉบับเต็ม

The following is the full text of Supreme Court Decision No. 5259-5260/2561. Source: deka.supremecourt.or.th ต่อไปนี้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5259-5260/2561 ฉบับเต็ม แหล่งที่มา: deka.supremecourt.or.th

Une traduction anglaise est en cours de préparation et sera bientôt disponible.

ป.วิ.พ. ไม่มีบทบัญญัติห้ามมิให้รับฟังแผ่นบันทึกเสียงที่แอบบันทึกไว้ ดังนั้น แผ่นบันทึกเสียงสนทนาระหว่าง ช. กับจำเลยที่ 1 ที่ ช. จัดทำขึ้นโดยแอบบันทึกเสียงจำเลยที่ 1 ซึ่งยอมรับว่ามีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 2 ในทำนองชู้สาว โดย ช. มาเบิกความเป็นพยานต่อศาลเอง ช. จึงเป็นประจักษ์พยานเกี่ยวกับการสนทนาดังกล่าว ศาลจึงรับฟังแผ่นบันทึกเสียงดังกล่าวประกอบพยานหลักฐานอื่นได้ไม่ต้องห้าม
ระยะเวลาการฟ้องหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1529 เป็นสิทธิเฉพาะตัวระหว่างสามีภริยาคือจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาของโจทก์เท่านั้น จำเลยที่ 2 ถูกฟ้องเรียกค่าทดแทนไม่ว่าโจทก์หรือจำเลยที่ 1 จะขาดจากการสมรสหรือไม่ ก็หาเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 อ้างระยะเวลาดังกล่าวเพื่อไม่ต้องใช้ค่าทดแทนไม่
ปัญหาว่าโจทก์ให้อภัยในการกระทำของจำเลยที่ 1 อันทำให้โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 หรือไม่ ป.พ.พ. มาตรา 1518 บัญญัติว่า "สิทธิฟ้องหย่าย่อมหมดไปในเมื่อฝ่ายที่มีสิทธิฟ้องหย่าได้กระทำการอันแสดงให้เห็นว่า ได้ให้อภัยในการกระทำของอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นเหตุให้เกิดสิทธิฟ้องหย่านั้นแล้ว" จากบทบัญญัติดังกล่าวจึงต้องมีข้อเท็จจริงปรากฏในสำนวนว่า มีการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า โจทก์มีพฤติการณ์อันเป็นการให้อภัยจำเลยที่ 1 ในเหตุหย่าตามฟ้องของโจทก์แล้ว แต่จำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้การต่อสู้ในประเด็นนี้ไว้ ในสำนวนจึงไม่มีข้อเท็จจริงที่จะนำไปสู่การวินิจฉัยในปัญหาว่าโจทก์ให้อภัยในการกระทำของจำเลยที่ 1 อันจะทำให้โจทก์หมดสิทธิฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ตามบทบัญญัติดังกล่าว
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกจำเลยในสำนวนแรกซึ่งเป็นโจทก์ในสำนวนหลังว่า โจทก์ เรียกโจทก์ในสำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยที่ 2 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2
สำนวนแรกจำเลยที่ 1 ฟ้องขอให้พิพากษาให้จำเลยที่ 1 กับโจทก์หย่าขาดจากกัน ให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง ป. แต่เพียงผู้เดียว และให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กหญิง ป. เป็นเงินเดือนละ 2,500 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าเด็กหญิง ป. จะมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ กับให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองนาย น. แต่เพียงผู้เดียว
โจทก์ให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและพิพากษาให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูนาย น. เป็นเงินเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่านาย น. จะบรรลุนิติภาวะ ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กหญิง ป. เป็นเงินเดือนละ 2,500 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าเด็กหญิง ป. จะบรรลุนิติภาวะ และโจทก์ขอสงวนสิทธิแก้ไขเพิ่มเติมอัตราค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองในอนาคตด้วย
จำเลยที่ 1 ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง
สำนวนหลังโจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ 180,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทนเป็นเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง
ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงกันว่า ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองและอุปการะเลี้ยงดูนาย น. แต่เพียงผู้เดียว ให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองและอุปการะเลี้ยงดูเด็กหญิง ป. แต่เพียงผู้เดียว โดยโจทก์ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ไปเยี่ยมเยียนนาย น.ได้ตลอดเวลาและจำเลยที่ 1 ยินยอมให้โจทก์ไปเยี่ยมเยียนเด็กหญิง ป. ได้ตลอดเวลาเช่นกัน โจทก์กับจำเลยที่ 1 ต่างไม่ติดใจเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกัน ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 26 เมษายน 2559
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทนเป็นเงิน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
จำเลยทั้งสองฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เดิมจำเลยที่ 1 ชื่อ "อ." ได้ขอเปลี่ยนชื่อเป็น "ก." เมื่อปี 2538 โจทก์กับจำเลยที่ 1 อยู่กินเป็นสามีภริยากัน ต่อมาวันที่ 11 พฤศจิกายน 2545 จึงจดทะเบียนสมรสกัน เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2552 โจทก์กับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนหย่าขาดจากกัน และเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2554 โจทก์กับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกันอีกครั้ง ในระหว่างสมรส โจทก์กับจำเลยที่ 1 มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ นาย น. เกิดวันที่ 19 มีนาคม 2541 และเด็กหญิง ป. เมื่อปี 2550 โจทก์เข้ารับราชการทหาร กรมพลาธิการทหารบก สังกัดกองทัพบก เมื่อปี 2553 โจทก์ถูกย้ายไปประจำการที่ค่ายธนะรัตน์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อปี 2555 โจทก์ถูกย้ายไปประจำการที่ค่ายลพบุรีราเมศวร์ ตำบลเกาะสะบ้า อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา ปัจจุบันโจทก์ถูกส่งไปปฏิบัติราชการสนามที่หน่วยเฉพาะกิจ 25 อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2553 โจทก์กู้ยืมเงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์กรมพลาธิการทหารบก จำกัด เป็นเงิน 260,000 บาท จากการตรวจเปรียบเทียบสารพันธุกรรมของโจทก์ จำเลยที่ 1 และเด็กหญิง ป. ผลปรากฏว่า เด็กหญิง ป. เป็นบุตรของจำเลยที่ 1 ซึ่งเกิดจากโจทก์จริง ตามรายงานผลการตรวจความสัมพันธ์บิดา - มารดา - บุตรเอกสารท้ายคำร้องฉบับลงวันที่ 20 เมษายน 2559 ในสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 382/2559 ของศาลชั้นต้น อันดับที่ 36 และคดีเป็นอันถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 1 ไม่ต้องชำระเงิน 180,000 บาท ให้แก่โจทก์
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า มีเหตุให้จำเลยที่ 1 หย่าขาดจากโจทก์ตามฟ้องของจำเลยที่ 1 ในสำนวนแรกหรือไม่ คดีนี้ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายกล่าวอ้าง แต่พยานหลักฐานที่จำเลยที่ 1 นำสืบมามีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงไม่อาจรับฟังได้ว่าโจทก์ไม่ช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 1 ตามสมควรและกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรงอันเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิฟ้องหย่าโจทก์ได้ จำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์ คดีในปัญหาข้อนี้จึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าไม่มีเหตุหย่าตามฟ้องของจำเลยที่ 1 ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ในสำนวนหลัง โจทก์ก็เป็นฝ่ายกล่าวอ้างเช่นกันว่า โจทก์อุปการะเลี้ยงดูจำเลยที่ 1 และบุตรทั้งสอง มิได้กระทำการปฏิปักษ์ในการเป็นสามีภริยา ซึ่งพยานหลักฐานของโจทก์กล่าวอ้างลอย ๆ ข้อเท็จจริงจึงเชื่อได้ว่ามีเหตุให้จำเลยที่ 1 หย่าขาดจากโจทก์ตามฟ้องของจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิยกปัญหาดังกล่าวขึ้นฎีกาได้อีกเพราะถือเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งใช้บังคับขณะยื่นฟ้องประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ว่าโจทก์ฟ้องเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่ทราบเหตุหย่า สิทธิฟ้องร้องจึงระงับไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1529 เป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ระยะเวลาฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1529 เป็นสิทธิเฉพาะตัวระหว่างสามีภริยา คือ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาของโจทก์เท่านั้น จำเลยที่ 2 ถูกฟ้องเรียกค่าทดแทนไม่ว่าโจทก์หรือจำเลยที่ 1 จะขาดจากสมรสหรือไม่ ก็หาเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 อ้างระยะเวลาดังกล่าวเพื่อไม่ต้องใช้ค่าทดแทนไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยในปัญหานี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการต่อไปว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ว่า โจทก์ให้อภัยในการกระทำของจำเลยที่ 1 อันทำให้โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1518 เป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1518 บัญญัติว่า "สิทธิฟ้องหย่าย่อมหมดไปในเมื่อฝ่ายที่มีสิทธิฟ้องหย่าได้กระทำการอันแสดงให้เห็นว่า ได้ให้อภัยในการกระทำของอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นเหตุให้เกิดสิทธิฟ้องหย่านั้นแล้ว" จากบทบัญญัติดังกล่าวจึงต้องมีข้อเท็จจริงปรากฏในสำนวนว่า มีการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า โจทก์มีพฤติการณ์อันเป็นการให้อภัยจำเลยที่ 1 ในเหตุหย่าตามฟ้องของโจทก์แล้ว แต่จำเลยที่ 2 มิได้ให้การต่อสู้ในประเด็นนี้ไว้ ดังนี้ ในสำนวนจึงไม่มีข้อเท็จจริงที่จะนำไปสู่การวินิจฉัยในปัญหาที่ว่าโจทก์ให้อภัยในการกระทำของจำเลยที่ 1 อันจะทำให้โจทก์หมดสิทธิฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ตามบทบัญญัติดังกล่าว กรณีย่อมถือได้ว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยมานั้น ชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับจำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์ปากนาย น. เป็นบุตรของโจทก์กับจำเลยที่ 1 กลับเบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 2 เป็นคนรักใหม่ของจำเลยที่ 1 ซึ่งหากไม่เป็นความจริงก็ไม่มีเหตุอันใดที่พยานจะเบิกความปรักปรำให้ร้ายจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาของตนเอง แม้จะได้ความตามฟ้องในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 มีคำขอเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง ป. และขอให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองนาย น. แต่เหตุเพียงเท่านี้ไม่น่าจะทำให้นาย น. โกรธเคืองหรือน้อยใจจำเลยที่ 1 ถึงขนาดจะเบิกความบิดเบือนใส่ร้ายจำเลยที่ 1 ว่า มีพฤติกรรมเช่นนี้ ส่วนแผ่นบันทึกเสียง ซึ่งเป็นการบันทึกเสียงสนทนาระหว่างนาย ช. กับจำเลยที่ 1 ที่ได้จัดทำขึ้นโดยแอบบันทึกเสียงนั้น คดีนี้เป็นคดีแพ่ง มิได้มีบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งห้ามมิให้รับฟังแผ่นบันทึกเสียงที่แอบบันทึกไว้ และนาย ช. เบิกความเป็นพยานต่อศาลเอง จึงเป็นประจักษ์พยานเกี่ยวกับการสนทนาดังกล่าว ซึ่งข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของนาย ช. เป็นเหตุการณ์โดยบังเอิญที่อาจเป็นไปได้ ไม่ได้ส่อพิรุธให้เห็นว่า เกิดจากการปั้นแต่งขึ้นเพื่อปรักปรำจำเลยที่ 1 ทั้งสอดคล้องกับพยานโจทก์ปากนาย น. นาง ส. และตัวโจทก์ด้วย จึงทำให้พยานโจทก์ทั้งสี่ปากมีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนพยานฝ่ายจำเลยต่างเบิกความลอย ๆ อีกทั้งนาง อ. กับนาง ณ. เป็นมารดาและเพื่อนของจำเลยที่ 1 อาจเบิกความเพื่อช่วยเหลือกันจึงมีน้ำหนักน้อย สำหรับฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่อ้างว่า ห้องเลขที่ 594/689 ที่ ป.ปิ่นเกล้าคอนโดมิเนียม โครงการ 2 มิใช่ของจำเลยที่ 2 ส่วนห้องชุดอีก 2 ห้องที่คอนโดมิเนียมดังกล่าวจำเลยที่ 2 มอบหมายให้นางสาว ส. เป็นผู้ดำเนินการให้บุคคลอื่นเช่าไปแล้ว นั้น ล้วนเป็นเอกสารที่จำเลยที่ 2 เพิ่งอ้างส่งต่อศาลฎีกา จึงเป็นพยานเอกสารที่เข้าสู่สำนวนโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ต้องห้ามมิให้รับฟัง ดังนี้ เมื่อพิเคราะห์พยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์ดังกล่าวประกอบกันแล้วย่อมมีน้ำหนักดีว่าพยานหลักฐานของฝ่ายจำเลย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับจำเลยที่ 2 อันเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าขาดจากจำเลยที่ 1 ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) และจำเลยที่ 2 ต้องชำระค่าทดแทนให้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทน 250,000 บาท แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น
อนึ่ง เมื่อพิจารณาข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 26 เมษายน 2559 แล้ว ต้องถือว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงประนีประนอมยอมความกันได้ โดยให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองและอุปการะเลี้ยงดูนาย น. แต่เพียงผู้เดียว จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองและอุปการะเลี้ยงดูเด็กหญิง ป. แต่เพียงผู้เดียว โดยต่างฝ่ายต่างยินยอมให้อีกฝ่ายหนึ่งไปเยี่ยมเยียนบุตรได้ และไม่ติดใจเรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกัน ศาลจึงต้องมีคำพิพากษาตามข้อตกลงดังกล่าวด้วย การที่ศาลล่างทั้งสองมิได้มีคำพิพากษาถึงข้อตกลงนี้ไว้เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง ส่วนการสั่งค่าฤชาธรรมเนียมนั้น ศาลต้องสั่งให้ชัดแจ้งว่า เป็นค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องในสำนวนแรกหรือสำนวนหลังหรือฟ้องแย้ง แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 สั่งเพียงว่า ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โดยไม่กำหนดให้ถูกต้องครบถ้วน ทั้งศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีตามฟ้องแย้งเพียงบางส่วน แต่ในตอนท้ายได้พิพากษาว่า คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จึงเป็นการไม่ชัดแจ้ง และศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้แก้ไขในส่วนนี้ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียใหม่
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองและอุปการะเลี้ยงดูนาย น. แต่เพียงผู้เดียว ให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองและอุปการะเลี้ยงดูเด็กหญิง ป. แต่เพียงผู้เดียว โดยโจทก์ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ไปเยี่ยมเยียนนาย น.ได้ตลอดเวลา และจำเลยที่ 1 ยินยอมให้โจทก์ไปเยี่ยมเยียนเด็กหญิง ป. ได้ตลอดเวลาเช่นกัน คำขอตามฟ้องของจำเลยที่ 1 ในสำนวนแรกและตามฟ้องของโจทก์ในสำนวนหลังกับฟ้องแย้งในสำนวนแรกนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องทั้งสองสำนวนในศาลชั้นต้นและศาลฎีกาให้เป็นพับ ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

Articles de code cités มาตราที่อ้างอิง

💡 Ce que cela signifie pour vous 💡 สิ่งที่หมายถึงสำหรับคุณ

Three lessons for a foreigner facing a Thai divorce that involves a third party. First, evidence rules in Thai civil courts are more permissive than many foreigners expect: a conversation recorded without the other person's knowledge can be admitted if the person who recorded it testifies, so assume that what you say to a spouse or their relatives may end up before the court. Second, the one-year period for suing for divorce protects only the spouses; the person named as the lover cannot run that defence, so a compensation claim against a third party does not fail merely because the wronged spouse waited. Third, defences such as forgiveness or lapse of time must be set out in the written answer at the start. Thai courts decide only the issues framed by the pleadings and testament not let a party add a defence on appeal, so instruct your lawyer fully before the answer is filed.

ข้อคิดสามประการสำหรับชาวต่างชาติที่เผชิญคดีหย่าในประเทศไทยซึ่งมีบุคคลภายนอกเกี่ยวข้อง ประการแรก หลักเกณฑ์การรับฟังพยานหลักฐานในคดีแพ่งของไทยเปิดกว้างกว่าที่หลายคนคาดคิด บทสนทนาที่บันทึกไว้โดยอีกฝ่ายไม่รู้ตัวรับฟังได้หากผู้บันทึกมาเบิกความต่อศาล จึงพึงระวังว่าสิ่งที่พูดกับคู่สมรสหรือญาติของคู่สมรสอาจถูกนำมาใช้ในศาล ประการที่สอง ระยะเวลาหนึ่งปีในการฟ้องหย่าคุ้มครองเฉพาะคู่สมรส บุคคลที่ถูกฟ้องว่าเป็นชู้จะยกข้อต่อสู้นี้ไม่ได้ การเรียกค่าทดแทนจากบุคคลภายนอกจึงไม่ตกไปเพียงเพราะคู่สมรสฝ่ายที่เสียหายรอเวลา ประการที่สาม ข้อต่อสู้เช่นการให้อภัยหรือการล่วงเลยระยะเวลาต้องระบุไว้ในคำให้การตั้งแต่ต้น ศาลไทยวินิจฉัยเฉพาะประเด็นที่เกิดจากคำคู่ความ และจะไม่ยอมให้เพิ่มข้อต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์หรือยื่นเอกสารใหม่ในชั้นฎีกา จึงควรให้ข้อมูลแก่ทนายความอย่างครบถ้วนก่อนยื่นคำให้การ

Foire aux questions คำถามที่พบบ่อย

Can a secretly recorded conversation be used as evidence of adultery in a Thai divorce case? บทสนทนาที่แอบบันทึกไว้ใช้เป็นพยานหลักฐานเรื่องชู้ในคดีหย่าของไทยได้หรือไม่

Yes. In Decision 5259-5260/2561 the Supreme Court held that the Civil Procedure Code contains no provision prohibiting a civil court from admitting an audio recording made without the other party's knowledge. The recording of the wife admitting her relationship was admitted because the man who recorded it testified in court as an eyewitness to the conversation and because it was consistent with the other witnesses. The recording was weighed together with that evidence rather than treated as conclusive on its own.

ได้ ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5259-5260/2561 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งไม่มีบทบัญญัติห้ามมิให้ศาลในคดีแพ่งรับฟังแผ่นบันทึกเสียงที่บันทึกไว้โดยอีกฝ่ายไม่รู้ตัว แผ่นบันทึกเสียงที่ภริยายอมรับถึงความสัมพันธ์รับฟังได้เพราะผู้บันทึกมาเบิกความต่อศาลเองในฐานะประจักษ์พยานเกี่ยวกับการสนทนา และสอดคล้องกับพยานปากอื่น ศาลรับฟังแผ่นบันทึกเสียงประกอบพยานหลักฐานอื่น มิใช่รับฟังเป็นยุติโดยลำพัง

Can the person I sue for compensation argue that my divorce claim is out of time under section 1529? บุคคลที่ถูกฟ้องเรียกค่าทดแทนจะอ้างว่าคดีหย่าขาดระยะเวลาตามมาตรา 1529 ได้หรือไม่

No. The one-year period in CCC section 1529 for bringing a divorce action is a right personal to the spouses. In Decision 5259-5260/2561 the wife's lover argued that the husband had sued more than one year after learning of the affair. The Supreme Court held that the lover, who was sued for compensation under section 1523 paragraph two, could not invoke that period to avoid paying, whether or not the spouses ended up divorced. The Court of Appeal had been right to refuse to consider the point.

ไม่ได้ ระยะเวลาหนึ่งปีในการฟ้องหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1529 เป็นสิทธิเฉพาะตัวระหว่างสามีภริยา ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5259-5260/2561 ชายชู้อ้างว่าสามีฟ้องเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่ทราบเหตุ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งถูกฟ้องเรียกค่าทดแทนตามมาตรา 1523 วรรคสอง จะอ้างระยะเวลาดังกล่าวเพื่อไม่ต้องใช้ค่าทดแทนไม่ได้ ไม่ว่าคู่สมรสจะขาดจากการสมรสหรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยประเด็นนี้จึงชอบแล้ว

What happens if forgiveness under section 1518 was not raised in the written answer? หากไม่ได้ยกเรื่องการให้อภัยตามมาตรา 1518 ขึ้นในคำให้การ จะเกิดผลอย่างไร

The court will not consider it. CCC section 1518 extinguishes the right to sue for divorce where the entitled spouse has acted in a way showing forgiveness, but in Decision 5259-5260/2561 the Supreme Court held that there must be facts in the record showing such conduct. Because the second defendant had not pleaded forgiveness, no such facts existed, the point had not been properly raised at first instance and it was barred on appeal. Forgiveness must therefore be pleaded and proved at trial.

ศาลจะไม่วินิจฉัยให้ ป.พ.พ. มาตรา 1518 บัญญัติให้สิทธิฟ้องหย่าหมดไปเมื่อฝ่ายที่มีสิทธิได้กระทำการอันแสดงว่าให้อภัยแล้ว แต่ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5259-5260/2561 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าต้องมีข้อเท็จจริงปรากฏในสำนวนว่ามีการกระทำเช่นนั้น เมื่อจำเลยที่ 2 มิได้ให้การต่อสู้เรื่องการให้อภัยไว้ จึงไม่มีข้อเท็จจริงในสำนวน ถือเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ การให้อภัยจึงต้องยกขึ้นต่อสู้และนำสืบในศาลชั้นต้น

Can I file new documents when the case reaches the Supreme Court? เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาแล้ว จะยื่นเอกสารใหม่ได้หรือไม่

Generally not. In Decision 5259-5260/2561 the second defendant tried to produce documents about condominium units for the first time in the Supreme Court to rebut the evidence of the affair. The Supreme Court held that documents entering the record in that way are unlawfully submitted and inadmissible. Evidence must be presented at first instance, where the other side can challenge it, and a party who holds back documents until the final appeal will find that they are simply ignored.

โดยหลักไม่ได้ ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5259-5260/2561 จำเลยที่ 2 พยายามอ้างส่งเอกสารเกี่ยวกับห้องชุดต่อศาลฎีกาเป็นครั้งแรกเพื่อหักล้างพยานหลักฐานเรื่องชู้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเอกสารที่เข้าสู่สำนวนในลักษณะนี้เป็นพยานเอกสารที่เข้าสู่สำนวนโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ต้องห้ามมิให้รับฟัง พยานหลักฐานต้องนำเสนอในศาลชั้นต้นซึ่งคู่ความอีกฝ่ายมีโอกาสโต้แย้ง ฝ่ายที่เก็บเอกสารไว้จนถึงชั้นฎีกาจะพบว่าศาลไม่รับฟังเอกสารนั้นเลย

secret recording evidence Thailand divorce adultery evidence Thai court section 1529 one year divorce Thailand compensation from mistress or lover Thailand forgiveness section 1518 Thai divorce Thai Supreme Court adultery decision

📖 Pour en savoir plus, consultez ThaiLawOnline 📖 อ่านเพิ่มเติมที่ ThaiLawOnline

Sebastien H. Brousseau LL.B., B.Sc. Consultant juridique étranger
Wichuda Atthatmethakon LL.M. Avocat et notaire thaïlandais

Examiné et annoté par des professionnels du droit qualifiés ayant plus de 18 ans d'expérience en droit thaïlandais.

ตรวจสอบและอธิบายโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่มีประสบการณ์การปฏิบัติงานด้านกฎหมายไทยมากกว่า 18 ปี

Avertissement : Les traductions anglaises fournies sur ce site Web sont non officielles et à titre informatif uniquement. Le texte faisant foi des lois thaïlandaises est en langue thaïe tel que publié dans la Gazette royale thaïlandaise (RatchakitchanubeksaCe contenu ne constitue pas un avis juridique. Pour toute question juridique spécifique, veuillez consulter un avocat thaïlandais qualifié.

Droits d'auteur © 2026 ThaiLaw Online Co. Ltd. Le texte statutaire thaïlandais (ตัวบทกฎหมาย) et les décisions originales de la Cour suprême (Dika) en langue thaïe sont dans le domaine public telles que publiées dans la Gazette du gouvernement royal thaïlandais (ราชกิจจานุเบกษา) conformément à l'article 7 de la loi sur le droit d'auteur de 2537 (1994). Tout le reste du contenu, y compris les traductions en anglais, les résumés des décisions de la Cour suprême (Dika), les annotations juridiques, les renvois, les commentaires et l'analyse éditoriale, constitue la propriété intellectuelle protégée par le droit d'auteur de ThaiLawOnline et ses rédacteurs, Sebastien H. Brousseau (LL.B.) et Wichuda Atthatmethakon (LL.M.). Toute reproduction ou distribution non autorisée est interdite.

ข้อสงวนสิทธิ์: คำแปลภาษาอังกฤษที่ให้ไว้ในเว็บไซต์นี้เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ตัวบทกฎหมายที่เป็นทางการคือภาษาไทยตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื้อหานี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย สำหรับคำถามทางกฎหมายเฉพาะ กรุณาปรึกษาทนายความไทยที่มีคุณสมบัติ

ลิขสิทธิ์ © 2026 บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ จำกัด ตัวบทกฎหมายภาษาไทยและคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับภาษาไทยดั้งเดิมเป็นสาธารณสมบัติ ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื้อหาอื่นทั้งหมด ได้แก่ คำแปลภาษาอังกฤษ บทสรุปคำพิพากษาศาลฎีกา คำอธิบายกฎหมาย การอ้างอิงข้าม ข้อวิจารณ์ และบทวิเคราะห์ทางบรรณาธิการ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลิขสิทธิ์ของ ThaiLawOnline และบรรณาธิการ เซบาสเตียง อ็อง บรูโซ (LL.B.) และ วิชุดา อรรถเมธากร (LL.M.) ห้ามทำซ้ำหรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

Retour en haut de la page
WhatsApp LINE Appeler Rendez-vous