บรรพ 5: ครอบครัว
การสมรส การหย่า สัญญาก่อนสมรส อำนาจปกครอง การรับบุตรบุญธรรม: แก้ไขตามพระราชบัญญัติสมรสเท่าเทียม พ.ศ. 2567
มาตรา 1435 to 1598/41
มาตราในบรรพนี้ (ที่จัดทำหมายเหตุแล้ว)
- มาตรา 1435 อายุขั้นต่ำในการหมั้น สิบแปดปี การหมั้นจะทำได้ต่อเมื่อบุคคลทั้งสองฝ่ายมีอายุสิบแปดปีบริบูรณ์แล้ว การหมั้นที่ฝ่าฝืนข้อกำหนดนี้เป็นโมฆะ
- มาตรา 1436
- มาตรา 1437 ของหมั้นและสินสอด
- มาตรา 1438
- มาตรา 1439 การผิดสัญญาหมั้น
- มาตรา 1440 ค่าทดแทนที่เรียกได้
- มาตรา 1441 กรณีคู่หมั้นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตาย
- มาตรา 1442 การบอกเลิกสัญญาหมั้นเพราะเหตุสำคัญอันเกิดแก่คู่หมั้น
- มาตรา 1443 การบอกเลิกสัญญาหมั้นเพราะเหตุสำคัญอันเกิดแก่ฝ่ายผู้หมั้น
- มาตรา 1444
- มาตรา 1445 ค่าทดแทนจากบุคคลภายนอก
- มาตรา 1446 ค่าทดแทนกรณีคู่หมั้นถูกข่มขืนกระทำชำเรา
- มาตรา 1447
- มาตรา 1447/1 อายุความเรียกค่าทดแทนตามสัญญาหมั้น
- มาตรา 1447/2
- มาตรา 1448 อายุขั้นต่ำในการสมรส, 18 ปี การสมรสต้องมีอายุครบ 18 ปีทั้งสองฝ่าย ถ้าต่ำกว่านั้นต้องได้รับอนุญาตจากศาล พระราชบัญญัติสมรสเท่าเทียม พ.ศ. 2567 ยกอายุขั้นต่ำจาก 17 เป็น 18 และเปลี่ยนคำกล่าวจากชาย-หญิงเป็นบุคคลทั้งสองฝ่าย ทำให้คู่เพศเดียวกันสมรสได้
- มาตรา 1449 ความสามารถในการสมรส การสมรสจะกระทำมิได้ ถ้าบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นบุคคลวิกลจริตหรือเป็นบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ การสมรสที่ฝ่าฝืนมาตรานี้เป็นโมฆะตามมาตรา 1495
- มาตรา 1450 ความสัมพันธ์ทางเครือญาติที่ต้องห้ามมิให้สมรส
- มาตรา 1451
- มาตรา 1452 การห้ามสมรสซ้อน บุคคลที่สมรสอยู่ก่อนแล้วจะสมรสใหม่ไม่ได้ การสมรสซ้อนเป็นโมฆะ
- มาตรา 1453 กำหนดสามร้อยสิบวันก่อนสมรสใหม่
- มาตรา 1454
- มาตรา 1455
- มาตรา 1456
- มาตรา 1457 การสมรสต้องจดทะเบียน การสมรสมีผลทางกฎหมายต่อเมื่อจดทะเบียนต่อนายทะเบียนที่ที่ว่าการอำเภอ พิธีทางศาสนาหรือประเพณีอย่างเดียวไม่ก่อให้เกิดการสมรสตามกฎหมายไทย
- มาตรา 1458 ความยินยอมของบุคคลทั้งสองฝ่ายที่จะสมรส การสมรสจะทำได้ก็ต่อเมื่อบุคคลทั้งสองยินยอมเป็นคู่สมรสกัน และต้องแสดงความยินยอมนั้นโดยเปิดเผยต่อหน้านายทะเบียนและให้นายทะเบียนบันทึกไว้ ความยินยอมจึงเป็นแบบของการสมรส มิใช่เพียงเจตนาภายใน การสมรสที่ฝ่าฝืนมาตรานี้ย่อมเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 แต่ตามมาตรา 1496 ความเป็นโมฆะนั้นจะมีผลก็ต่อเมื่อศาลพิพากษา โดยคู่สมรส บิดามารดา ผู้สืบสันดาน หรือพนักงานอัยการตามคำร้องขอของผู้มีส่วนได้เสีย เป็นผู้ร้องขอต่อศาลได้
- มาตรา 1459
- มาตรา 1460 การสมรสในภาวะใกล้ตายหรือในระหว่างสงคราม
- มาตรา 1461 หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูระหว่างคู่สมรส คู่สมรสต้องอยู่กินด้วยกันและอุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกันตามฐานานุรูป
- มาตรา 1462 คำสั่งศาลให้แยกกันอยู่ต่างหาก
- มาตรา 1463 คู่สมรสเป็นผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์
- มาตรา 1464 การอุปการะและคุ้มครองคู่สมรสที่วิกลจริต
- มาตรา 1464/1
- มาตรา 1465 ระบบทรัพย์สินระหว่างคู่สมรส, กรณีไม่มีสัญญาก่อนสมรส ถ้าคู่สมรสมิได้ทำสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินไว้เป็นพิเศษก่อนสมรส ความสัมพันธ์ระหว่างกันในเรื่องทรัพย์สินให้เป็นไปตามบทบัญญัติในหมวดนี้ อนึ่ง ข้อความใดในสัญญาก่อนสมรสที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือที่กำหนดให้ใช้กฎหมายของประเทศอื่นบังคับความสัมพันธ์ในเรื่องทรัพย์สินนั้น ย่อมเป็นโมฆะ
- มาตรา 1466 ข้อจำกัดในสัญญาก่อนสมรส สัญญาก่อนสมรสเป็นโมฆะ ถ้ามิได้จดแจ้งข้อตกลงนั้นไว้ในทะเบียนสมรสพร้อมกับการจดทะเบียนสมรส หรือมิได้ทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อคู่สมรสและพยานอย่างน้อยสองคนแนบไว้ท้ายทะเบียนสมรส และจดไว้ในทะเบียนสมรสพร้อมกับการจดทะเบียนสมรสว่าได้มีสัญญานั้นแนบไว้
- มาตรา 1467 การเปลี่ยนแปลงเพิกถอนสัญญาก่อนสมรสต้องได้รับอนุญาตจากศาล เมื่อสมรสแล้ว คู่สมรสจะเปลี่ยนแปลงหรือเพิกถอนสัญญาก่อนสมรสกันเองไม่ได้ ต้องได้รับอนุญาตจากศาลเท่านั้น และเมื่อศาลมีคำสั่งถึงที่สุดให้เปลี่ยนแปลงหรือเพิกถอนสัญญาก่อนสมรสแล้ว ให้ศาลแจ้งไปยังนายทะเบียนสมรสเพื่อจดแจ้งไว้ในทะเบียนสมรส
- มาตรา 1468 สัญญาก่อนสมรสไม่กระทบสิทธิของบุคคลภายนอกผู้สุจริต ข้อความในสัญญาก่อนสมรสไม่มีผลกระทบกระเทือนถึงสิทธิของบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริต ไม่ว่าสัญญานั้นจะได้เปลี่ยนแปลงหรือเพิกถอนโดยคำสั่งของศาลหรือไม่ก็ตาม บทบัญญัตินี้คุ้มครองผู้ที่เข้าทำนิติกรรมกับคู่สมรสโดยไม่รู้ข้อความในสัญญา สัญญาก่อนสมรสจึงผูกพันระหว่างคู่สมรสด้วยกันเอง แต่จะยกขึ้นอ้างต่อบุคคลภายนอกผู้สุจริตไม่ได้
- มาตรา 1469 สัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ทำระหว่างเป็นคู่สมรส สัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่คู่สมรสได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างเป็นคู่สมรสกัน ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะบอกล้างเสียในเวลาใดก็ได้ที่ยังเป็นคู่สมรสกันอยู่ หรือภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ขาดจากการเป็นคู่สมรสกัน แต่การบอกล้างนั้นไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิของบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริต
- มาตรา 1470 นิยามทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา
- มาตรา 1471 สินส่วนตัว ทรัพย์สินที่คู่สมรสแต่ละฝ่ายมีอยู่ก่อนสมรส ของใช้ส่วนตัวและเครื่องมือประกอบอาชีพ ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสโดยการรับมรดกหรือโดยการให้โดยเสน่หา และของหมั้น เป็นสินส่วนตัวของแต่ละฝ่าย
- มาตรา 1472 สินส่วนตัวที่แลกเปลี่ยน ขาย หรือได้ทรัพย์อื่นมาทดแทน ยังคงเป็นสินส่วนตัว สินส่วนตัวไม่เสียสภาพไปเพราะเปลี่ยนรูป ถ้าสินส่วนตัวได้แลกเปลี่ยนเป็นทรัพย์สินอื่น ซื้อทรัพย์สินอื่นมา หรือขายได้เป็นเงินมา ทรัพย์สินอื่นหรือเงินที่ได้มานั้นยังคงเป็นสินส่วนตัว และในกรณีที่สินส่วนตัวถูกทำลายไปทั้งหมดหรือแต่บางส่วน แต่ได้ทรัพย์สินอื่นหรือเงินมาทดแทน ทรัพย์สินหรือเงินที่ได้มานั้นก็เป็นสินส่วนตัวเช่นกัน หลักนี้เป็นเกราะคุ้มครองทรัพย์สินที่มีอยู่ก่อนสมรสเมื่อมีการขายและนำไปลงทุนใหม่
- มาตรา 1473
- มาตรา 1474 สินสมรส สินสมรสได้แก่ทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรส ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสโดยพินัยกรรมหรือหนังสือยกให้ที่ระบุว่าเป็นสินสมรส และดอกผลของสินส่วนตัว เช่น ค่าเช่าและดอกเบี้ย หากสงสัยว่าทรัพย์สินใดเป็นสินสมรสหรือไม่ กฎหมายให้สันนิษฐานว่าเป็นสินสมรส และฝ่ายที่โต้แย้งต้องนำสืบ ทั้งนี้การขายสินส่วนตัวแล้วนำเงินไปลงทุนใหม่ไม่ได้ทำให้กลายเป็นสินสมรสในตัวเอง เพราะมาตรา 1472 ให้ทรัพย์ที่ได้มาแทนยังคงเป็นสินส่วนตัว
- มาตรา 1475 การลงชื่อคู่สมรสในเอกสารสิทธิ
- มาตรา 1476 การจัดการที่ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสทั้งสองฝ่าย นิติกรรมสำคัญเกี่ยวกับสินสมรสบางประเภทต้องจัดการร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่าย การกระทำฝ่ายเดียวโดยไม่ได้รับความยินยอมอาจเพิกถอนได้ เว้นแต่คู่สมรสอีกฝ่ายให้สัตยาบันหรือบุคคลภายนอกกระทำโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน
- มาตรา 1476/1 การเปลี่ยนแปลงการจัดการโดยสัญญาก่อนสมรส
- มาตรา 1477 การฟ้องคดีเพื่อรักษาสินสมรส
- มาตรา 1478
- มาตรา 1479 ความยินยอมต้องทำเป็นหนังสือ
- มาตรา 1480 การเพิกถอนนิติกรรมเกี่ยวกับสินสมรสที่ทำโดยปราศจากความยินยอม ในการจัดการสินสมรสซึ่งต้องจัดการร่วมกันหรือต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งตามมาตรา 1476 ถ้าคู่สมรสฝ่ายหนึ่งทำนิติกรรมไปแต่เพียงฝ่ายเดียวหรือโดยปราศจากความยินยอม คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งอาจฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมนั้นได้ มีข้อยกเว้นสองประการที่ทำให้เพิกถอนไม่ได้ คือ คู่สมรสอีกฝ่ายได้ให้สัตยาบันแล้ว หรือในขณะทำนิติกรรมบุคคลภายนอกได้กระทำโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ทั้งต้องฟ้องภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่รู้เหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอน และไม่เกินสิบปีนับแต่วันทำนิติกรรม
- มาตรา 1481 ห้ามทำพินัยกรรมเกินส่วนของตน
- มาตรา 1482 การจัดการบ้านเรือนเมื่อคู่สมรสฝ่ายเดียวเป็นผู้จัดการ
- มาตรา 1483 การขอให้ศาลสั่งห้ามการจัดการที่ก่อความเสียหาย
- มาตรา 1484 การเข้าจัดการแทนหรือการแยกสินสมรส
- มาตรา 1484/1 การเพิกถอนข้อจำกัดอำนาจจัดการ
- มาตรา 1485 การขอเข้าจัดการสินสมรสเฉพาะรายการ
- มาตรา 1486 การบันทึกคำสั่งศาลไว้ในทะเบียนสมรส
- มาตรา 1487 ห้ามยึดทรัพย์สินของคู่สมรสระหว่างสมรส
- มาตรา 1488 การชำระหนี้ส่วนตัวของคู่สมรส
- มาตรา 1489 การชำระหนี้ร่วมกัน
- มาตรา 1490 หนี้ของสินสมรส หนี้ที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก่อขึ้นในระหว่างสมรสเป็นหนี้ร่วมกันเพียงสี่กรณี คือ หนี้เกี่ยวแก่การจัดการบ้านเรือนและจัดหาสิ่งจำเป็นสำหรับครอบครัว การอุปการะเลี้ยงดูและการรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัว และการศึกษาของบุตรตามสมควรแก่อัตภาพ หนี้ที่เกี่ยวข้องกับสินสมรส หนี้ที่เกิดขึ้นเนื่องจากการงานซึ่งคู่สมรสทำด้วยกัน และหนี้ที่ฝ่ายหนึ่งก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียว แต่อีกฝ่ายหนึ่งได้ให้สัตยาบัน ทั้งนี้ หนี้จากการประกอบอาชีพของคู่สมรสฝ่ายเดียว ย่อมไม่เป็นหนี้ร่วมเพียงเพราะครอบครัวได้รับประโยชน์จากอาชีพนั้น
- มาตรา 1491 การล้มละลายทำให้สินสมรสแยกจากกัน
- มาตรา 1492 ผลของการแยกสินสมรส
- มาตรา 1492/1 การเพิกถอนการแยกสินสมรส
- มาตรา 1493 ค่าใช้จ่ายในครัวเรือนเมื่อไม่มีสินสมรส
- มาตรา 1494
- มาตรา 1495
- มาตรา 1496 การสมรสจะเป็นโมฆะได้ก็ต่อเมื่อมีคำพิพากษาของศาลเท่านั้น จนกว่านั้นให้ถือว่าการสมรสมีผลสมบูรณ์ เฉพาะคู่สมรส บิดามารดา ผู้สืบสันดาน หรืออัยการเท่านั้นที่มีสิทธิร้อง
- มาตรา 1497
- มาตรา 1497/1
- มาตรา 1498 การสมรสที่เป็นโมฆะไม่ก่อความสัมพันธ์ทางทรัพย์สิน
- มาตรา 1499 สิทธิของผู้สมรสโดยสุจริต
- มาตรา 1499/1
- มาตรา 1500 ผลของการสมรสที่เป็นโมฆะต่อบุคคลภายนอกผู้สุจริต การสมรสที่เป็นโมฆะไม่กระทบถึงสิทธิของบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต ซึ่งได้สิทธินั้นมาก่อนมีการบันทึกความเป็นโมฆะไว้ในทะเบียนสมรสตามมาตรา 1497/1
- มาตรา 1501 การสมรสสิ้นสุดลงด้วยความตาย การหย่า หรือการเพิกถอนโดยศาล การสมรสย่อมสิ้นสุดลงได้เพียงสามทางเท่านั้น คือ ความตาย การหย่า หรือศาลพิพากษาให้เพิกถอน รายการนี้เป็นรายการปิด การแยกกันอยู่ไม่ว่าจะนานเพียงใด หรือการทิ้งร้างไม่ว่าจะเด็ดขาดเพียงใด ย่อมไม่ทำให้การสมรสสิ้นสุดลงโดยลำพังตามกฎหมายไทย เหตุและวิธีการหย่าบัญญัติไว้ในมาตรา 1514 ถึงมาตรา 1535 ส่วนการเพิกถอนการสมรสอยู่ในมาตรา 1494 ถึงมาตรา 1500
- มาตรา 1502
- มาตรา 1503
- มาตรา 1504 การเพิกถอนการสมรสที่ฝ่าฝืนเรื่องอายุ
- มาตรา 1505
- มาตรา 1506
- มาตรา 1507
- มาตรา 1508 การเพิกถอนการสมรสเพราะสำคัญผิด กลฉ้อฉล หรือข่มขู่
- มาตรา 1509
- มาตรา 1510 การเพิกถอนการสมรสเพราะไม่ได้รับความยินยอม
- มาตรา 1511
- มาตรา 1512
- มาตรา 1513
- มาตรา 1514 การหย่าโดยความยินยอม คู่สมรสหย่าโดยความยินยอมได้ ต้องทำเป็นหนังสือ มีพยาน 2 คน และจดทะเบียนหย่าต่อนายทะเบียน
- มาตรา 1515 การจดทะเบียนการหย่าโดยความยินยอม
- มาตรา 1516 เหตุฟ้องหย่า การหย่าในประเทศไทยเป็นระบบมีเหตุ มาตรา 1516 กำหนดเหตุฟ้องหย่าไว้สิบสองประการ ได้แก่ (1) อุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันคู่สมรส เป็นชู้หรือมีชู้ หรือร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณ (2) ประพฤติชั่ว ไม่ว่าจะเป็นความผิดอาญาหรือไม่ (3) ทำร้ายหรือทรมานร่างกายหรือจิตใจ หรือหมิ่นประมาทเหยียดหยามอีกฝ่ายหรือบุพการีของอีกฝ่าย ถ้าเป็นการร้ายแรง (4) จงใจละทิ้งร้างอีกฝ่ายไปเกินหนึ่งปี (4/1) ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกและถูกจำคุกเกินหนึ่งปีในความผิดที่อีกฝ่ายมิได้มีส่วนเกี่ยวข้อง (4/2) สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี หรือแยกกันอยู่ตามคำสั่งศาลเกินสามปี (5) ถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ…
- มาตรา 1517 ความยินยอม การรู้เห็นเป็นใจ และเหตุเล็กน้อย
- มาตรา 1518 สิทธิฟ้องหย่าหมดไปเมื่อได้ให้อภัยแล้ว คู่สมรสฝ่ายที่มีเหตุฟ้องหย่าย่อมหมดสิทธิฟ้องหย่าด้วยเหตุนั้น เมื่อได้กระทำการอันแสดงให้เห็นว่าได้ให้อภัยในการกระทำของอีกฝ่ายหนึ่งแล้ว สิ่งที่กฎหมายพิจารณาคือพฤติการณ์ที่แสดงถึงการให้อภัย มิใช่ถ้อยคำที่เป็นแบบพิธี ตัวอย่างที่พบบ่อยคือการกลับไปอยู่กินด้วยกันภายหลังที่ได้รู้เรื่องแล้ว ทั้งนี้ การหมดสิทธิผูกพันเฉพาะเหตุนั้น การกระทำที่เกิดขึ้นภายหลังย่อมก่อสิทธิฟ้องหย่าขึ้นใหม่ได้
- มาตรา 1519 การหย่าเมื่อคู่สมรสวิกลจริต
- มาตรา 1520 อำนาจปกครองบุตรภายหลังการหย่า
- มาตรา 1521
- มาตรา 1522 ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรภายหลังการหย่า
- มาตรา 1523 ค่าทดแทนกรณีหย่าเพราะมีชู้ เมื่อศาลพิพากษาให้หย่าด้วยเหตุตามมาตรา 1516 (1) คู่สมรสฝ่ายที่ถูกกระทำมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง และจากผู้ซึ่งได้รับการอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่อง หรือผู้ซึ่งเป็นเหตุแห่งการหย่านั้น นอกจากนี้ คู่สมรสยังเรียกค่าทดแทนจากผู้ที่ล่วงเกินคู่สมรสของตนไปในทำนองชู้สาว หรือผู้ที่แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ในทำนองชู้สาวกับคู่สมรสของตนได้ด้วย แต่ถ้าคู่สมรสฝ่ายนั้นยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำดังกล่าว ย่อมเรียกค่าทดแทนไม่ได้
- มาตรา 1524 ค่าทดแทนเมื่อคู่สมรสก่อเหตุหย่าโดยมุ่งให้อีกฝ่ายทนไม่ได้ ถ้าเหตุแห่งการหย่าตามมาตรา 1516 (3) (4) หรือ (6) เกิดขึ้นเพราะฝ่ายผู้ต้องรับผิดชอบก่อให้เกิดขึ้นโดยมุ่งประสงค์ให้อีกฝ่ายหนึ่งไม่อาจทนได้จนต้องฟ้องหย่า อีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากฝ่ายที่ต้องรับผิด องค์ประกอบที่เป็นตัวชี้ขาดคือความมุ่งประสงค์ การประพฤติผิดที่เป็นเหตุหย่าตามธรรมดายังไม่พอ ต้องเป็นการกระทำที่มุ่งผลักดันให้อีกฝ่ายหนึ่งต้องฟ้องหย่า
- มาตรา 1525 การกำหนดค่าทดแทนโดยศาลในคดีหย่า ค่าทดแทนตามมาตรา 1523 และมาตรา 1524 ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์ โดยศาลจะสั่งให้ชำระครั้งเดียวหรือแบ่งชำระเป็นงวด ๆ ตามกำหนดเวลาที่ศาลเห็นสมควรก็ได้ ในกรณีที่ผู้ต้องชำระค่าทดแทนเป็นคู่สมรสของอีกฝ่ายหนึ่ง ศาลต้องคำนึงถึงจำนวนทรัพย์สินที่คู่สมรสนั้นได้รับไปจากการแบ่งสินสมรสเพราะการหย่าด้วย การกำหนดค่าทดแทนกับการแบ่งทรัพย์สินจึงพิจารณาไปด้วยกัน มิใช่แยกจากกัน
- มาตรา 1526 ค่าเลี้ยงชีพคู่สมรสฝ่ายที่หย่า เมื่อศาลพิพากษาให้หย่าโดยเหตุหย่าเกิดจากความผิดของคู่สมรสฝ่ายเดียว อีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิขอค่าเลี้ยงชีพได้ ถ้าการหย่าทำให้ตนยากจนลงและมีรายได้ไม่พอจากทรัพย์สินหรือจากการงานที่เคยทำอยู่ระหว่างสมรส ศาลจะสั่งให้หรือไม่ก็ได้ โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้ให้และฐานะของผู้รับ และให้นำมาตรา 1598/39 ถึงมาตรา 1598/41 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ทั้งนี้ สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพเป็นอันสิ้นสุดลง ถ้ามิได้ยกขึ้นว่ากล่าวในคำฟ้องหรือคำฟ้องแย้งในคดีหย่านั้น
- มาตรา 1527
- มาตรา 1528
- มาตรา 1529 อายุความหนึ่งปีสำหรับเหตุฟ้องหย่าบางประการ สิทธิฟ้องร้องโดยอาศัยเหตุตามมาตรา 1516 (1) (2) (3) หรือ (6) หรือมาตรา 1523 ย่อมระงับไปเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้กล่าวอ้างรู้หรือควรรู้ความจริงซึ่งตนอาจยกขึ้นกล่าวอ้าง อายุความจึงเริ่มนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ มิใช่นับแต่วันที่มีการกระทำนั้น อนึ่ง เหตุที่ยกขึ้นฟ้องหย่าไม่ได้แล้ว ยังอาจนำสืบสนับสนุนคดีฟ้องหย่าซึ่งอาศัยเหตุอย่างอื่นได้
- มาตรา 1530 คำสั่งชั่วคราวระหว่างพิจารณาคดีหย่า
- มาตรา 1531 เวลาที่การหย่ามีผล สำหรับการสมรสที่จดทะเบียนตามกฎหมาย การหย่าโดยความยินยอมของคู่สมรสทั้งสองฝ่ายมีผลนับแต่เวลาจดทะเบียนการหย่าเป็นต้นไป มิใช่นับแต่วันที่คู่สมรสลงลายมือชื่อในหนังสือหย่า ส่วนการหย่าโดยคำพิพากษามีผลแต่เวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด แต่จะอ้างคำพิพากษานั้นเป็นเหตุเสื่อมสิทธิของบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริตไม่ได้ เว้นแต่จะได้จดทะเบียนการหย่าแล้ว การจดทะเบียนจึงยังคงสำคัญแม้ศาลจะได้พิพากษาแล้ว
- มาตรา 1532 การแบ่งทรัพย์สินเมื่อหย่า
- มาตรา 1533 สินสมรสให้แบ่งคนละส่วนเท่ากัน เมื่อหย่ากัน ให้แบ่งสินสมรสให้ชายและหญิงได้ส่วนเท่ากัน
- มาตรา 1534 สินสมรสที่จำหน่ายไปโดยมิชอบให้ถือเสมือนว่ายังคงมีอยู่ สินสมรสที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจำหน่ายไปเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียว จำหน่ายไปโดยเจตนาทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเสียหาย จำหน่ายไปโดยมิได้รับความยินยอมในกรณีที่กฎหมายบังคับว่าต้องได้รับความยินยอม หรือจงใจทำลายให้สูญหายไป ให้ถือเสมือนว่าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่เพื่อจัดแบ่งสินสมรสตามมาตรา 1533 และถ้าคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งได้รับส่วนแบ่งไม่ครบตามจำนวนที่ควรจะได้ ให้ฝ่ายที่จำหน่ายหรือจงใจทำลายชดใช้จากสินสมรสส่วนของตนหรือจากสินส่วนตัว บทนี้จึงเป็นคำตอบต่อการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินก่อนการหย่า
- มาตรา 1535 เมื่อการสมรสสิ้นสุด ให้แบ่งความรับผิดในหนี้ร่วมเท่ากัน เมื่อการสมรสสิ้นสุดลง ให้แบ่งความรับผิดในหนี้ที่จะต้องรับผิดด้วยกันตามส่วนเท่ากัน หลักนี้ใช้แก่หนี้ที่คู่สมรสต้องรับผิดร่วมกัน และแบ่งความรับผิดเท่ากัน ไม่ว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ก่อหนี้นั้น และไม่ว่าสินสมรสจะแบ่งกันอย่างไร
- มาตรา 1536 ข้อสันนิษฐานเรื่องบุตรชอบด้วยกฎหมาย บุตรที่เกิดในระหว่างสมรส หรือภายใน 310 วันหลังการสิ้นสุดของการสมรส ให้สันนิษฐานว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามี
- มาตรา 1537 บุตรที่เกิดจากการสมรสใหม่ซึ่งฝ่าฝืนมาตรา 1453
- มาตรา 1538 ความชอบด้วยกฎหมายของบุตรเมื่อการสมรสครั้งหลังเป็นโมฆะ
- มาตรา 1539 การฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็นบุตร
- มาตรา 1540
- มาตรา 1541 การต้องห้ามฟ้องไม่รับเด็กที่ตนได้จดทะเบียนไว้
- มาตรา 1542 อายุความฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็นบุตร
- มาตรา 1543 การเข้าเป็นคู่ความแทนเมื่อผู้ฟ้องถึงแก่ความตาย
- มาตรา 1544 การฟ้องไม่รับเด็กเป็นบุตรโดยทายาทผู้มีส่วนได้เสีย
- มาตรา 1545 การที่บุตรปฏิเสธความเป็นบุตรโดยพนักงานอัยการ
- มาตรา 1546 บุตรนอกสมรส บุตรที่เกิดจากหญิงที่ไม่ได้สมรสกับบิดาทางสายเลือดเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของมารดาเท่านั้น
- มาตรา 1547 การที่บิดารับรองบุตร, สามช่องทาง บุตรกลายเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายเมื่อ (1) บิดามารดาสมรสในภายหลัง (2) บิดาจดทะเบียนรับรองบุตรโดยมีความยินยอมจากบุตรและมารดา หรือ (3) ศาลมีคำสั่งให้รับรองบุตร
- มาตรา 1548 การจดทะเบียนรับรองบุตรต้องได้รับความยินยอมจากเด็กและมารดา บิดาที่ยื่นคำขอจดทะเบียนรับรองบุตรต้องได้รับความยินยอมจากทั้งเด็กและมารดา ถ้าเด็กและมารดาไม่ไปให้ความยินยอมต่อนายทะเบียน ให้นายทะเบียนแจ้งการขอจดทะเบียนไปยังเด็กและมารดา ถ้าไม่คัดค้านหรือไม่ให้ความยินยอมภายในหกสิบวันนับแต่ได้รับแจ้ง ให้สันนิษฐานว่าไม่ให้ความยินยอม กำหนดเวลาขยายเป็นหนึ่งร้อยแปดสิบวันในกรณีที่เด็กหรือมารดาอยู่นอกประเทศไทย และในกรณีที่มีการคัดค้านว่าผู้ขอมิใช่บิดา หรือไม่ให้ความยินยอม หรือไม่อาจให้ความยินยอมได้ การจดทะเบียนรับรองบุตรต้องมีคำพิพากษาของศาล
- มาตรา 1549 การคัดค้านมิให้บิดาใช้อำนาจปกครองภายหลังการรับรองบุตร เมื่อนายทะเบียนได้แจ้งการขอจดทะเบียนรับรองบุตรตามมาตรา 1548 แล้ว เด็กหรือมารดาอาจแจ้งให้นายทะเบียนจดบันทึกภายในกำหนดเก้าสิบวันนับแต่ได้รับแจ้งว่า ผู้ขอจดทะเบียนไม่สมควรใช้อำนาจปกครองบางส่วนหรือทั้งหมด ไม่ว่าจะได้คัดค้านการจดทะเบียนรับรองบุตรนั้นหรือไม่ก็ตาม เมื่อได้มีการแจ้งเช่นว่านั้น แม้จะได้จดทะเบียนรับรองบุตรแล้ว บิดาก็ยังใช้อำนาจปกครองส่วนที่ถูกคัดค้านไม่ได้ จนกว่าศาลจะพิพากษาให้ใช้อำนาจปกครองนั้น หรือจนกว่าจะพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันแจ้ง
- มาตรา 1550
- มาตรา 1551 การคัดค้านการจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตร
- มาตรา 1552
- มาตรา 1553
- มาตรา 1554
- มาตรา 1555 เหตุเจ็ดประการที่ฟ้องขอให้รับเด็กเป็นบุตรได้ การฟ้องขอให้รับเด็กเป็นบุตรกระทำได้เฉพาะเจ็ดกรณี คือ มีการข่มขืนกระทำชำเรา ฉุดคร่า หรือหน่วงเหนี่ยวกักขังมารดาโดยมิชอบในระยะเวลาที่อาจตั้งครรภ์ได้ มีการลักพาหรือล่อลวงมารดาในระยะเวลานั้น มีเอกสารของบิดารับรองว่าเด็กเป็นบุตร มีการแจ้งชื่อชายนั้นในทะเบียนคนเกิดหรือแจ้งโดยชายนั้นรู้เห็นยินยอม บิดามารดาอยู่กินด้วยกันอย่างเปิดเผยในระยะเวลานั้น มีการร่วมประเวณีในระยะเวลานั้นและมีเหตุอันควรเชื่อว่าเด็กมิใช่บุตรของชายอื่น หรือมีพฤติการณ์ที่รู้กันทั่วไปตลอดมาว่าเป็นบุตร โดยอาศัยข้อเท็จจริงเช่นการที่บิดาให้การศึกษาหรืออุปการะเลี้ยงดู หรือยอมให้ใช้ชื่อสกุล ทั้งนี้ หากปรากฏว่าชายนั้นไม่อาจเป็นบิดาได้ ให้ยกฟ้อง
- มาตรา 1556 การฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตร การฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตรในระหว่างที่เด็กเป็นผู้เยาว์ ถ้าเด็กอายุยังไม่ครบสิบห้าปีบริบูรณ์ ผู้แทนโดยชอบธรรมเป็นผู้ฟ้องแทน ถ้าไม่มีผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้แทนทำหน้าที่ไม่ได้ ญาติสนิทของเด็กหรือพนักงานอัยการอาจร้องขอต่อศาลให้ตั้งผู้แทนเฉพาะคดี เมื่อเด็กอายุครบสิบห้าปีบริบูรณ์แล้ว เด็กต้องฟ้องเอง โดยไม่จำต้องได้รับความยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรม
- มาตรา 1557 ผลของการเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายนับแต่วันเกิด การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 1547 มีผลนับแต่วันที่เด็กเกิด แต่จะยกขึ้นอ้างให้เสื่อมสิทธิของบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริตในระหว่างเวลาตั้งแต่เด็กเกิดจนถึงเวลาที่บิดามารดาสมรสกัน บิดาจดทะเบียนว่าเป็นบุตร หรือศาลพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นบุตร ไม่ได้
- มาตรา 1558
- มาตรา 1559
- มาตรา 1560
- มาตรา 1561 สิทธิของบุตรในการใช้ชื่อสกุล บุตรมีสิทธิใช้ชื่อสกุลของบิดา ในกรณีที่บิดาไม่ปรากฏ บุตรมีสิทธิใช้ชื่อสกุลของมารดา มาตรานี้เป็นเรื่องสิทธิในการใช้ชื่อสกุล มิใช่เรื่องการตั้งชื่อตัวของบุตร ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยชื่อบุคคล
- มาตรา 1562
- มาตรา 1563 บุตรจำต้องอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา บุตรจำต้องอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา หน้าที่นี้บัญญัติไว้โดยไม่มีเงื่อนไข และมิได้ขึ้นอยู่กับว่าบิดามารดาได้อุปการะเลี้ยงดูบุตรมาก่อนหรือไม่ อย่างไรก็ดี ขอบเขตของสิ่งที่ต้องให้เป็นไปตามหลักทั่วไปในมาตรา 1598/38 ซึ่งพิจารณาจากความสามารถของผู้มีหน้าที่ให้และฐานะของผู้รับ
- มาตรา 1564 หน้าที่ของบิดามารดาในการอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาบุตร บิดามารดาต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่บุตรในขณะที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ เมื่อบุตรบรรลุนิติภาวะแล้ว ยังต้องอุปการะต่อเฉพาะกรณีบุตรพิการหรือทุพพลภาพและหาเลี้ยงตัวเองไม่ได้
- มาตรา 1565
- มาตรา 1566 บุตรผู้เยาว์อยู่ใต้อำนาจปกครองของบิดามารดา และกรณีที่อยู่กับฝ่ายเดียว บุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะต้องอยู่ใต้อำนาจปกครองของบิดามารดา อำนาจปกครองอยู่กับบิดาหรือมารดาฝ่ายเดียวเฉพาะกรณีที่มาตรานี้กำหนดไว้ เช่น อีกฝ่ายตาย ถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ หรือศาลสั่งให้อำนาจปกครองอยู่กับฝ่ายเดียว
- มาตรา 1567 ผู้ใช้อำนาจปกครองมีสิทธิกำหนดที่อยู่ของบุตร ทำโทษบุตรตามสมควรเพื่อว่ากล่าวสั่งสอนโดยต้องไม่เป็นการทารุณกรรม ให้บุตรทำการงานตามสมควรแก่ความสามารถและฐานานุรูป และเรียกบุตรคืนจากบุคคลอื่นซึ่งกักบุตรไว้โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ส่วนการเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของบุตรเป็นเรื่องของมาตรา 1569 และการจัดการทรัพย์สินของบุตรเป็นเรื่องของมาตรา 1571
- มาตรา 1568 การสมรสใหม่ไม่ทำให้อำนาจปกครองบุตรเดิมเปลี่ยนมือ ในกรณีที่ผู้ซึ่งมีบุตรอยู่แล้วสมรสกับบุคคลอื่น อำนาจปกครองบุตรนั้นยังคงอยู่แก่ผู้นั้นตามเดิม คู่สมรสใหม่ย่อมไม่ได้อำนาจปกครองมาโดยผลของการสมรส บิดาหรือมารดาเลี้ยงจึงไม่มีอำนาจปกครองบุตรของคู่สมรสเพียงเพราะเหตุแห่งการสมรสนั้น
- มาตรา 1569 ผู้ใช้อำนาจปกครองเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของบุตร ผู้ใช้อำนาจปกครองเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของบุตร และถ้าภายหลังบุตรถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ผู้ใช้อำนาจปกครองนั้นย่อมเป็นผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์แล้วแต่กรณี บทบาทจึงดำเนินต่อไปในรูปแบบทางกฎหมายที่ต่างออกไป มิใช่ตกไปแก่บุคคลอื่น
- มาตรา 1569/1
- มาตรา 1570
- มาตรา 1571 อำนาจปกครองรวมถึงการจัดการทรัพย์สินของบุตร อำนาจปกครองรวมถึงการจัดการทรัพย์สินของบุตร และการจัดการนั้นต้องกระทำด้วยความระมัดระวังเช่นวิญญูชนจะพึงกระทำ มาตรฐานนี้เป็นภาวะวิสัย ผู้ใช้อำนาจปกครองที่จัดการทรัพย์สินของบุตรโดยประมาทเลินเล่อจึงเป็นการผิดหน้าที่ แม้ตนจะจัดการทรัพย์สินของตนเองในทำนองเดียวกันก็ตาม
- มาตรา 1572
- มาตรา 1573
- มาตรา 1574 อำนาจจัดการทรัพย์สินของผู้เยาว์ ผู้ใช้อำนาจปกครองจะทำนิติกรรมสิบสามประเภทตามมาตรา 1574 เกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์ไม่ได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล เช่น ขาย แลกเปลี่ยน ขายฝาก ให้เช่าซื้อ จำนอง ปลดจำนอง หรือโอนสิทธิจำนองในอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ที่จำนองได้ การระงับสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดหรือบางส่วน การก่อภาระจำยอม สิทธิอาศัย สิทธิเหนือพื้นดิน หรือสิทธิเก็บกิน การให้เช่าอสังหาริมทรัพย์เกินสามปี การให้กู้ยืมเงิน การให้โดยเสน่หา การรับการให้ที่มีเงื่อนไขหรือค่าภาระติดพัน หรือการบอกปัดไม่รับการให้ การให้ประกันที่อาจผูกพันผู้เยาว์ การประนีประนอมยอมความ และการมอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด…
- มาตรา 1575 ต้องได้รับอนุญาตจากศาลเมื่อประโยชน์ขัดกับผู้เยาว์ ในกรณีที่การกระทำใดทำให้ประโยชน์ของผู้ใช้อำนาจปกครอง หรือประโยชน์ของคู่สมรสหรือบุตรของผู้ใช้อำนาจปกครอง ขัดกับประโยชน์ของผู้เยาว์ ผู้ใช้อำนาจปกครองต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนจึงจะกระทำการนั้นได้ การกระทำที่ปราศจากอนุญาตย่อมตกเป็นโมฆะ มิใช่เพียงโมฆียะ ผลจึงเด็ดขาดและไม่อาจให้สัตยาบันในภายหลังได้
- มาตรา 1576
- มาตรา 1577
- มาตรา 1578
- มาตรา 1579
- มาตรา 1580 การรับรองการจัดการทรัพย์สินของผู้เยาว์
- มาตรา 1581
- มาตรา 1582 การถอนอำนาจปกครองหรือถอนอำนาจจัดการทรัพย์สิน ศาลอาจสั่งถอนอำนาจปกครองเสียบางส่วนหรือทั้งหมด เมื่อผู้ใช้อำนาจปกครองถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ใช้อำนาจปกครองเกี่ยวแก่ตัวผู้เยาว์โดยมิชอบ หรือประพฤติชั่วร้าย และในกรณีที่ผู้ใช้อำนาจปกครองล้มละลาย หรือจัดการทรัพย์สินของผู้เยาว์ในทางที่อาจเป็นภัย ศาลอาจสั่งถอนอำนาจจัดการทรัพย์สินได้ ทั้งสองกรณีศาลจะสั่งเองก็ได้ หรือสั่งเมื่อญาติสนิทของผู้เยาว์หรือพนักงานอัยการร้องขอ
- มาตรา 1583
- มาตรา 1584
- มาตรา 1584/1
- มาตรา 1585
- มาตรา 1586
- มาตรา 1587
- มาตรา 1588
- มาตรา 1589
- มาตรา 1590
- มาตรา 1591
- มาตรา 1592
- มาตรา 1593
- มาตรา 1594
- มาตรา 1595
- มาตรา 1596
- มาตรา 1597
- มาตรา 1598 ผู้อยู่ในปกครองได้ทรัพย์สินมีค่ามาระหว่างการปกครอง ในระหว่างการปกครอง ถ้าผู้อยู่ในปกครองได้ทรัพย์สินอันมีค่ามาโดยทางมรดกหรือโดยการให้โดยเสน่หา ให้นำมาตรา 1592 ถึงมาตรา 1597 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ผู้ปกครองจึงต้องอยู่ใต้การควบคุมอย่างเดียวกับที่ใช้แก่ผู้ใช้อำนาจปกครอง
- มาตรา 1598/1
- มาตรา 1598/10
- มาตรา 1598/11
- มาตรา 1598/12
- มาตรา 1598/13
- มาตรา 1598/14
- มาตรา 1598/15 คู่สมรสเป็นผู้อนุบาล สิทธิและหน้าที่
- มาตรา 1598/16
- มาตรา 1598/17 ผู้อนุบาลที่เป็นบุคคลภายนอกกับการจัดการสินสมรส
- มาตรา 1598/18 สิทธิและหน้าที่ของผู้พิทักษ์
- มาตรา 1598/19 ผู้รับบุตรบุญธรรมต้องมีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบห้าปีและต้องมีอายุมากกว่าบุตรบุญธรรมอย่างน้อยสิบห้าปี
- มาตรา 1598/2
- มาตรา 1598/20 การรับบุตรบุญธรรมที่มีอายุตั้งแต่สิบห้าปีขึ้นไปต้องได้รับความยินยอมจากผู้นั้น การรับผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรมต้องได้รับความยินยอมจากบิดาและมารดา หรือบิดาหรือมารดาที่ยังมีอำนาจปกครอง หรือถ้าไม่มีหรือไม่ยินยอมโดยไม่มีเหตุสมควร ศาลอาจอนุมัติแทน
- มาตรา 1598/21
- มาตรา 1598/22
- มาตรา 1598/23
- มาตรา 1598/24 ผู้มีอำนาจให้ความยินยอมแทนสถาบันสงเคราะห์ (ตามมาตรา 1598/22 to 23) สามารถรับเด็กในความดูแลของสถาบันนั้นเป็นบุตรบุญธรรมของตนได้ แต่ต้องได้รับอนุมัติจากศาลแทนความยินยอมของสถาบัน
- มาตรา 1598/25
- มาตรา 1598/26
- มาตรา 1598/27
- มาตรา 1598/28 บุตรบุญธรรมย่อมมีฐานะอย่างเดียวกับบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้รับบุตรบุญธรรม และการรับบุตรบุญธรรมไม่กระทบสิทธิและหน้าที่ของบุตรบุญธรรมในครอบครัวที่ตนเกิดมา ทั้งนี้ บิดามารดาโดยกำเนิดย่อมหมดอำนาจปกครองนับแต่เวลาที่บุตรนั้นเป็นบุตรบุญธรรมแล้ว และให้นำบทบัญญัติในลักษณะ 2 แห่งบรรพนี้มาใช้บังคับโดยอนุโลม
- มาตรา 1598/29
- มาตรา 1598/3
- มาตรา 1598/30
- มาตรา 1598/31 การเลิกรับบุตรบุญธรรม
- มาตรา 1598/32
- มาตรา 1598/33
- มาตรา 1598/34
- มาตรา 1598/35
- มาตรา 1598/36
- มาตรา 1598/37 อำนาจปกครองเมื่อผู้รับบุตรบุญธรรมตายหรือการรับบุตรบุญธรรมสิ้นสุด
- มาตรา 1598/38 การเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู
- มาตรา 1598/39
- มาตรา 1598/4
- มาตรา 1598/40
- มาตรา 1598/41
- มาตรา 1598/5
- มาตรา 1598/6
- มาตรา 1598/7
- มาตรา 1598/8
- มาตรา 1598/9