เล่ม 1: บทบัญญัติทั่วไป ภาค ๑: บทบัญญัติทั่วไป
Sections / มาตรา 1-106 — 109 sections / มาตรา
Titles in this Book / ลักษณะในภาคนี้
หมวดที่ 1 ลักษณะ ๑
บทบัญญัติที่ใช้บังคับกับความผิดทั่วไป
บทบัญญัติที่ใช้แก่ความผิดทั่วไป
Sections / มาตรา 1-101- บทที่ 1: คำจำกัดความ Ss. / มาตรา 1
- บทที่ 2: การบังคับใช้ประมวลกฎหมายอาญา Ss. / มาตรา 2-17
- บทที่ 3: การลงโทษและมาตรการด้านความปลอดภัย Ss. / มาตรา 18-58
- บทที่ 4: ความรับผิดทางอาญา Ss. / มาตรา 59-79
- บทที่ 5: ความพยายาม Ss. / มาตรา 80-82
- บทที่ 6: ผู้บริหารและผู้สนับสนุน Ss. / มาตรา 83-89
- Chapter 7: Concurrence of Offences Ss. / มาตรา 90-91
- Chapter 8: Repeat Offences Ss. / มาตรา 92-94
- บทที่ 9: ใบสั่งยา Ss. / มาตรา 95-101
หมวดที่ 2 ลักษณะ ๒
บทบัญญัติที่ใช้บังคับกับความผิดเล็กน้อย
บทบัญญัติที่ใช้แก่ความผิดลหุโทษ
Sections / มาตรา 102-106ในโค้ดนี้:
(1) "โดยไม่สุจริต" หมายถึง การได้มาซึ่งผลประโยชน์ใดๆ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อตนเองหรือเพื่อผู้อื่น ซึ่งตนไม่มีสิทธิได้รับตามกฎหมาย
(2) "ทางสาธารณะ" หมายถึง ที่ดินหรือทางน้ำใดๆ ที่ประชาชนใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการสัญจร รวมถึงทางรถไฟและทางรถราง
(3) "สถานที่สาธารณะ" หมายถึงสถานที่ใดๆ ที่ประชาชนมีสิทธิเข้าถึง
(4) “ที่อยู่อาศัย” หมายถึงสถานที่ใดๆ ที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัย เช่น บ้าน อาคาร เรือ หรือแพที่ผู้คนอาศัยอยู่ และรวมถึงบริเวณของสถานที่ดังกล่าว ไม่ว่าจะล้อมรั้วหรือไม่ก็ตาม
(5) "อาวุธ" หมายรวมถึงสิ่งใดก็ตามที่ไม่ใช่อาวุธโดยธรรมชาติ แต่ถูกใช้หรือตั้งใจจะใช้เพื่อก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อร่างกาย
(6) “การใช้กำลัง” หมายถึง การกระทำใดๆ ที่เป็นความรุนแรงต่อร่างกายหรือจิตใจของบุคคล ไม่ว่าจะโดยการใช้กำลังทางกายภาพหรือโดยวิธีการอื่นใด และรวมถึงการกระทำใดๆ ที่ทำให้บุคคลอยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถต่อต้านได้ ไม่ว่าจะโดยการให้สารมึนเมา การสะกดจิต หรือโดยวิธีการอื่นใดที่คล้ายคลึงกัน
(7) "เอกสาร" หมายถึง กระดาษหรือสิ่งอื่นใดที่แสดงความหมายด้วยตัวอักษร ตัวเลข ภาพวาด หรือการออกแบบอื่นใด ไม่ว่าจะโดยการพิมพ์ การถ่ายภาพ หรือวิธีการอื่นใด ซึ่งสามารถใช้เป็นหลักฐานของความหมายดังกล่าวได้
(8) "เอกสารราชการ" หมายถึง เอกสารที่เจ้าหน้าที่ของรัฐได้จัดทำหรือรับรองในการปฏิบัติหน้าที่ของตน และรวมถึงสำเนาเอกสารดังกล่าวที่เจ้าหน้าที่ของรัฐรับรอง
(9) “เอกสารสิทธิ” หมายถึง เอกสารที่ใช้เป็นหลักฐานการสร้าง การโอน การแก้ไข การสงวน หรือการสิ้นสุดของสิทธิ
(10) "ลายเซ็น" หมายรวมถึงลายนิ้วมือหรือเครื่องหมายที่บุคคลประทับไว้แทนลายเซ็นของตน
(11) "เวลากลางคืน" หมายถึงช่วงเวลาระหว่างพระอาทิตย์ตกและพระอาทิตย์ขึ้น
(12) "การควบคุมตัว" หมายถึง การนำตัวไปควบคุมตัว กักขัง คุมขัง จำคุก หรือกักขังไว้
(13) "ค่าไถ่" หมายถึง ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์ใดๆ ที่เรียกร้องหรือมอบให้เพื่อแลกกับอิสรภาพของบุคคลที่ถูกพาตัวไป ถูกกักขัง หรือถูกคุมขัง
(14) "บัตรอิเล็กทรอนิกส์" หมายถึง:
(ก) เอกสารหรือสิ่งอื่นใดในรูปแบบใด ๆ ที่ออกโดยผู้ออกให้แก่บุคคลที่มีสิทธิใช้ ไม่ว่าจะระบุชื่อหรือไม่ก็ตาม โดยการบันทึกข้อมูลหรือรหัสโดยการประยุกต์ใช้วิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ไฟฟ้า แม่เหล็กไฟฟ้า หรือวิธีการอื่นใดที่คล้ายคลึงกัน รวมถึงข้อมูลที่จัดเก็บเป็นรหัสในบัตรหรืออุปกรณ์สำหรับการถอนเงินสด การโอนเงิน การซื้อสินค้าหรือบริการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์
(ข) ข้อมูล รหัส หมายเลขบัญชี หมายเลขประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ หรือเครื่องมือตัวเลขใดๆ ที่ออกโดยผู้ออกให้แก่บุคคลที่มีสิทธิ์ใช้ โดยไม่ต้องออกเอกสารหรือสิ่งอื่นใด แต่มีวิธีการใช้งานเช่นเดียวกับ (ก) หรือ
(ค) สิ่งอื่นใดที่ใช้ร่วมกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เพื่อระบุตัวตนของผู้ใช้
(15) “หนังสือเดินทาง” หมายถึง เอกสารแสดงตนในรูปแบบใดๆ ที่ออกโดยรัฐบาลไทย รัฐบาลต่างประเทศ หรือองค์กรระหว่างประเทศ ให้แก่บุคคลใดๆ เพื่อใช้เป็นหลักฐานแสดงตนในการเดินทางระหว่างประเทศ
(16) "อวัยวะเพศ" หมายรวมถึงอวัยวะเพศที่ได้รับจากการผ่าตัดแปลงเพศ
(17) [สงวนไว้]
(18) “การร่วมเพศ” หมายถึง การกระทำเพื่อสนองความอยากของผู้กระทำโดยการสอดอวัยวะเพศของตนเองเข้าไปในอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือปากของบุคคลอื่น หรือโดยการสอดสิ่งอื่นใดเข้าไปในอวัยวะเพศหรือทวารหนักของบุคคลอื่น
(19) “การคุกคามทางเพศ” หมายถึง การกระทำใดๆ ด้วยคำพูด ท่าทาง การสื่อสาร เนื้อหาลามกอนาจาร หรือด้วยวิธีการอื่นๆ ที่เป็นการคุกคามทางเพศ ซึ่งทำให้เหยื่อรู้สึกไม่ปลอดภัย รำคาญ หรืออับอาย
ในกฎหมายข้อบังคับนี้
(๑) "โดยรายงาน" เพื่อที่จะหาประโยชน์ที่มิควรจะมีลักษณะชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น
(๒) "ทางสาธารณ" สำหรับทางบกหรือทางน้ำประชาชนใช้ในสถานที่ต่างๆ และให้บ่งบอกถึงความรวมถึงทางรถไฟและทางสาธารณะที่มีรถเดิน
(๓) “สาธารณสถาน” เป็นส่วนใดที่ประชาชนสามารถควบคุมได้
(4) "เคหสถาน" เป็นที่ซึ่งต้องใช้ความพยายามเช่น เรือนโรงหรือแพซึ่งคนอยู่อาศัยและให้บ่งบอกถึงความรวมถึงที่ที่ต้องใช้นั้นด้วยเหตุที่เฝ้าล้อมหรือไม่ก็ตาม
(๕) "นำทาง" หมายรวมถึงสิ่งที่ไม่เป็นการควบคุมโดยสภาพแต่ซึ่งสามารถนำไปใช้หรือควบคุมประทุษร้ายร่างกายถึงอันตรายสาหัส
(๖) "ใช้กำลังประทุษร้าย" นั่นคือการทำการประทุษร้ายแก่กายหรือจิตใจของแต่ละคนที่เกิดขึ้นจริงใช้แรงกายหรือที่อื่นใดและให้บ่งบอกถึงความรวมถึงสิ่งใดๆ ที่อาจเป็นสาเหตุให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดอยู่ในภาวะที่ต้องใช้ขัดขืนได้โดยตรงที่ยาทำให้เบลอเมาสะกดจิต ใช้วิธีอื่นใดและการตรวจสอบกัน
(๗) "เอกสาร" ที่เป็นอย่างนั้นหรือวัตถุอื่นใดที่สามารถทำให้มองเห็นเมนูตัวอักษรตัวเลขหรือแผนด้วยโปรแกรมปกติจะเป็นโดยวิธีพิมพ์ถ่ายภาพหรือวิธีอื่นอันเป็นหลักฐานแห่งประวัติศาสตร์นั้น
(๘) "เอกสารผู้อำนวยการ" เอกสารเอกสารซึ่งเจ้าพนักงานทำขึ้นหรือรับรองในหน้าที่และให้แสดงถึงความรวมถึงเอกสารต่างๆนั้นที่เจ้าพนักงานได้รับรองในหน้าที่ด้วย
(๙) "เอกสารสิทธิ" ในเอกสารหลักฐานของหลักฐานแห่งการเปลี่ยนแปลงก่อนโอนสงวนหรือระงับการกระทำความผิด
(๑๐) "ลายมือชื่อ" แสดงถึงความรวมถึงลายพิมพ์และเครื่องหมายบุคคลลงไว้แทนลายมือชื่อของหน่วยงาน
(๑๑) " กลางคืน" เวลาที่เกิดขึ้นระหว่างการถ่ายทำและดวงอาทิตย์ขึ้น
(๑๒) "คุมขัง" อาจถูกคุมตัวเป็นหลักเพื่อกักหรือกักขัง
(๑๓) "ค่ากระหาย" เพื่อเป็นคุณสมบัติหรือประโยชน์ที่เรียกเอาหรือให้เพื่อให้สอดคล้องกับที่ถูกเอาตัวไปผู้ที่ถูกมองว่าเหนี่ยวหรือผู้ถูกกักเพิ่มเติม
(๑๔) "เซนเซอร์อิเล็กทรอนิกส์"
(ก) เอกสารหรือวัตถุอื่นใดที่อาจมีรูปลักษณะใด ๆ ที่ผู้ออกได้ออกให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยระบุชื่อหรือไม่ก็ได้ โดยบันทึกหรือรหัสไว้ด้วยวิธีการอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นผลสืบเนื่องหรือวิธีอื่นใดที่เป็นจุดสังเกตได้รับทราบได้รหัสที่ทราบ บัตรหรืออุปกรณ์ที่ดึงข้อมูลเงินสด โอนชำระเงินข้อมูลการซื้อหรือบริการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์หรือที่สามารถนำมาใช้ใหม่ในระบบคอมพิวเตอร์
(ข) ข้อมูลรหัสหมายเลขบัญชีหมายเลขชุดทางอิเล็กทรอนิกส์หรือเครื่องมือทางตัวเลขใด ๆ ที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้โดยมิเรอร์ออกเอกสารหรือวัตถุอื่น ๆ ใด ๆ ที่ให้วิธีการใช้แบบเรียลไทม์ (ก) หรือ
(ค) สิ่งอื่นใดที่ใช้ประกอบกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์สามารถตรวจสอบตัวตนของเราได้
(๑๕) "การเยี่ยมชม" เอกสารเอกสารสำคัญที่จะมีรูปลักษณะใดที่รัฐบาลไทย รัฐบาลต่างประเทศหรือองค์กรสามารถออกให้กับบุคคลใด ๆ เพื่อแสดงการประสิทธิภาพใน...
(๑๖) "ความเชื่อ" อาจหมายถึงความรวมถึงความเชื่อในการแปลงสภาพด้วย
(๑๗) [ สงวนไว้]
(๑๘) "ส่วนองค์กรของเรา" เชื่อถือเพื่อสนองความใคร่ของส่วนปกโดยการใช้ความผิดพลาดของเฟิร์มแวร์อันล้ำสมัยหรือการประชุมของผู้อื่นหรือการใช้สิ่งอื่นใดที่ผิดพลาดกับเฟิร์มแวร์หรือของผู้อื่น
(๑๙) "การคุกคามต่อชื่อเสียง" ของสื่อด้วยวาจา นำเสนอการสื่อสารสื่อลามกหรือด้วยประการอื่นใดที่เป็นอันตรายถือเป็นภัยคุกคามต่อการตรวจสอบโดยทำให้ผู้ถูกกล่าวหาเกิดขึน้ความปลอดภัยในการร้องเรียนหรือความเฉลิมฉลอง
บุคคลใดจะถูกลงโทษทางอาญาได้ก็ต่อเมื่อการกระทำของบุคคลนั้นเป็นความผิด และบทลงโทษได้ถูกกำหนดไว้ในกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่กระทำการนั้น และบทลงโทษที่จะลงโทษผู้กระทำผิดนั้นจะต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดไว้
หากตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติไว้ในภายหลัง การกระทำดังกล่าวไม่ถือเป็นความผิดอีกต่อไป บุคคลที่กระทำการดังกล่าวจะได้รับการยกเว้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด และหากมีคำพิพากษาถึงที่สุดที่กำหนดโทษแล้ว ให้ถือว่าบุคคลนั้นไม่เคยถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานกระทำความผิดดังกล่าวมาก่อน หากกำลังอยู่ระหว่างการรับโทษ การรับโทษนั้นจะสิ้นสุดลง
บุคคลทั่วไปต้องรับโทษของระบบอาญาต่อเมื่อมีการพิจารณาและกฎหมายที่ใช้อ้างอิงนั้นถือเป็นความผิดและกำหนดโทษของและระบบสุริยะที่จะลงแก่ผู้ตัดสินความผิดนั้นจะต้องพิจารณาที่ดุลยพินิจกฎหมาย
บทบัญญัติของกฎหมายที่อ้างถึงในบางครั้งอาจไม่ถูกต้องไม่ถูกต้องต่อไปให้ผู้ที่มีความสามารถในการนั้นนั้นมาจากการเป็นสาเหตุของความผิด และถ้าได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษแล้วจึงให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องพิพากษาว่าได้ก่อให้เกิดความผิดนั้นพิจารณาพิพากษาอยู่ก็ให้การลงโทษนั้น ๆ
หากกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่กระทำความผิดแตกต่างจากกฎหมายที่ใช้บังคับในเวลาต่อมา ให้ใช้กฎหมายที่เอื้อประโยชน์แก่ผู้กระทำความผิดมากที่สุด เว้นแต่ในกรณีที่คดีได้มีการตัดสินถึงที่สุดแล้ว ในกรณีเช่นนั้น:
(1) หากผู้กระทำความผิดยังไม่ได้รับโทษหรือกำลังได้รับโทษอยู่ และโทษที่กำหนดโดยคำพิพากษานั้นหนักกว่าโทษสูงสุดตามกฎหมายที่บัญญัติไว้ภายหลัง ศาลอาจกำหนดโทษใหม่ตามกฎหมายที่บัญญัติไว้ภายหลังได้ หากเห็นสมควร ในกรณีเช่นนั้น โทษตามคำพิพากษาเดิมที่ได้รับไปแล้วจะถือเป็นโทษตามคำพิพากษาใหม่
(2) หากศาลได้พิพากษาลงโทษประหารชีวิตผู้กระทำความผิด และตามกฎหมายที่บัญญัติไว้ภายหลัง โทษสูงสุดสำหรับความผิดดังกล่าวได้ถูกเปลี่ยนเป็นโทษประเภทอื่น โทษประหารชีวิตตามคำพิพากษานั้นให้ถือว่าได้ถูกเปลี่ยนเป็นโทษสูงสุดตามที่กฎหมายที่บัญญัติไว้ภายหลังกำหนดไว้สำหรับความผิดดังกล่าว
กฎหมายที่ก่อให้เกิดความผิดที่ทำให้เกิดความแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในกรณีที่ความผิด ส่งผลให้กฎหมายเป็นคุณแก่ผู้ตัดสินความผิดการควบคุมใดๆ ในกรณีคดีถึงที่สุดแล้วจนถึงขั้นนั้น...
(๑) จักรพรรดิ์ไม่จำเป็นต้องได้รับโทษหรือกำลังรับดาวเคราะห์อยู่และนักโทษถูกกำหนดตามคำพิพากษาหนักกว่าจักรพรรดิ์ของกฎหมายที่สนับสนุนศาลฎีกาเห็นสมควรศาลจะกำหนดโทษที่เสียใหม่ที่จะยึดตามได้ในเรื่องนี้ให้พิจารณาโทษตามคำตัดสินเดิมที่ผู้นั้นได้รับมาแล้วเป็นพลเมืองตามคำพิพากษาใหม่
(๒) ศาลฎีกาให้ประหารชีวิตและศาลที่ศาลฎีกาพิพากษาศาลฎีกาแห่งความผิดนั้นศาลพิพากษาให้ประหารชีวิตตามคำพิพากษาได้พิพากษาศาลสูงสุดที่กฎหมายที่ศาลดุลยพินิจกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น
ผู้ใดกระทำความผิดภายในราชอาณาจักร จะต้องถูกลงโทษตามกฎหมาย
การกระทำความผิดบนเรือหรือเครื่องบินของไทย ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม ให้ถือว่าการกระทำความผิดนั้นเกิดขึ้นภายในราชอาณาจักร
ใครเป็นผู้กระทำความผิดในราชอาณาจักรฮ่องกงรับโทษตามกฎหมาย
การกระทำผิดในเรือไทยหรือเรือไทยยังคงมีอยู่ ณ ที่ใดๆ โดยถือว่าถือเป็นความผิดในราชอาณาจักร
เมื่อใดก็ตามที่การกระทำความผิดส่วนใดส่วนหนึ่งเกิดขึ้นภายในราชอาณาจักร หรือผลจากการกระทำความผิดเกิดขึ้นภายในราชอาณาจักรตามที่ผู้กระทำความผิดตั้งใจ หรือโดยลักษณะของการกระทำนั้น ผลที่ตามมาควรจะเกิดขึ้นภายในราชอาณาจักร หรือสามารถคาดการณ์ได้ว่าผลที่ตามมาจะเกิดขึ้นภายในราชอาณาจักร การกระทำความผิดนั้นจะถือว่าได้เกิดขึ้นภายในราชอาณาจักรแล้ว
ในกรณีที่มีการเตรียมการหรือพยายามกระทำการใดๆ ที่กฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิด แม้ว่าจะกระทำนอกราชอาณาจักรก็ตาม หากการกระทำนั้นสำเร็จลุล่วงไปแล้ว ผลที่ตามมาจะเกิดขึ้นภายในราชอาณาจักร การเตรียมการหรือพยายามกระทำการนั้นจะถือว่าได้กระทำภายในราชอาณาจักร
ความผิดใด ๆ ที่ทำให้เกิดความส่วนใดได้ในระดับหนึ่งในราชอาณาจักรนั้นก็ดี ผลแห่งความเชื่อที่เกิดขึ้นในราชอาณาจักร โดยผู้มีอำนาจมุ่งให้ผลเกิดในราชอาณาจักร หรือโดยลักษณะแห่งการส่งผลมักจะเกิดในราชอาณาจักร หรือมีแนวโน้มว่าจะมองเห็นผลที่เป็นผลเกิดในราชอาณาจักรนั้นก็ดีถือว่าความผิดนั้นได้เป็นผลในราชอาณาจักร
กรณีการตระเตรียมการหรือพยายามที่จะเพิ่มการใด ๆ ซึ่งศาลพิจารณาเป็นความผิดในความผิดนั้นนั้นจะได้ประโยชน์จากภายนอกราชอาณาจักร เจ้าของเนื้อหานั้น ๆ นั้นจะนำไปสู่ตลอดไปจนสำเร็จผลจะเกิดขึ้นในราชอาณาจักรถือว่าการตระเตรียมการหรือพยายามทำให้เกิดความผิดนั้นได้สำเร็จในราชอาณาจักร
สำหรับความผิดใดๆ ที่เกิดขึ้นภายในราชอาณาจักร บุคคลใดก็ตามที่กระทำความผิดนั้นในฐานะผู้ร่วมกระทำความผิด ผู้ยุยง หรือผู้สนับสนุน แม้ว่าการกระทำนั้นจะเกิดขึ้นนอกราชอาณาจักร ก็จะต้องถูกลงโทษเสมือนว่าการกระทำนั้นเกิดขึ้นภายในราชอาณาจักร
ความผิดใดๆ ที่เกิดขึ้นในราชอาณาจักร ผู้ที่ถือเป็นการร่วมกันในฐานะสมาชิกหรือผู้สนับสนุนในความผิดนั้นระบบปฏิบัติการภายนอกราชอาณาจักร ก็ต้องรับระบบปฏิบัติการดังกล่าวว่าระบบปฏิบัติการในราชอาณาจักร
Whoever commits any of the following offences outside the Kingdom shall be punished within the Kingdom:
(1) Offences relating to the security of the Kingdom as provided in Sections 107 to 129;
(1/1) Offences relating to terrorism as provided in Sections 135/1, 135/2, 135/3 and 135/4;
(2) Offences relating to counterfeiting and alteration as provided in Sections 240 to 249, Section 254 and Section 256;
(2/1) Offences relating to electronic cards as provided in Sections 269/1 to 269/7;
(3) Offences relating to sexuality as provided in Sections 282 and 283;
(4) Offences of robbery under Section 339 and gang-robbery under Section 340 committed on the high seas.
ผู้ใดกระทำความผิดดังระบุไว้ต่อไปนี้นอกราชอาณาจักร จะต้องรับโทษในราชอาณาจักร คือ
(๑) ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๐๗ ถึงมาตรา ๑๒๙
(๑/๑) ความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๓๕/๑ มาตรา ๑๓๕/๒ มาตรา ๑๓๕/๓ และมาตรา ๑๓๕/๔
(๒) ความผิดเกี่ยวกับการปลอมและการแปลง ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๔๐ ถึงมาตรา ๒๔๙ มาตรา ๒๕๔ และมาตรา ๒๕๖
(๒/๑) ความผิดเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๖๙/๑ ถึงมาตรา ๒๖๙/๗
(๓) ความผิดเกี่ยวกับเพศตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๘๒ และมาตรา ๒๘๓
(๔) ความผิดฐานชิงทรัพย์ตามมาตรา ๓๓๙ และความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามมาตรา ๓๔๐ ซึ่งได้กระทำในทะเลหลวง
ผู้ใดกระทำความผิดนอกราชอาณาจักร และ:
(ก) ผู้กระทำความผิดเป็นคนไทย และรัฐบาลของประเทศที่กระทำความผิดหรือผู้เสียหายร้องขอให้ลงโทษ หรือ
(ข) ผู้กระทำความผิดเป็นชาวต่างชาติ และรัฐบาลไทยหรือพลเมืองไทยเป็นผู้เสียหาย และผู้เสียหายร้องขอให้ลงโทษ
หากการกระทำผิดดังกล่าวเป็นการกระทำผิดอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ผู้กระทำผิดจะต้องถูกลงโทษภายในราชอาณาจักร:
(1) ความผิดที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสาธารณะตามที่ระบุไว้ในมาตรา 217 ถึง 224
(2) ความผิดเกี่ยวกับเอกสารตามที่ระบุไว้ในมาตรา 264 ถึง 268
(3) ความผิดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศตามที่ระบุไว้ในมาตรา 276 ถึง 285
(4) ความผิดต่อชีวิตตามที่ระบุไว้ในมาตรา 288 ถึง 290
(5) ความผิดต่อร่างกายตามที่ระบุไว้ในมาตรา 295 ถึง 298
(6) ความผิดฐานทอดทิ้งเด็ก คนป่วย หรือคนชรา ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 306 ถึง 308
(7) ความผิดต่อเสรีภาพตามที่ระบุไว้ในมาตรา 309 ถึง 320
(8) ความผิดฐานลักทรัพย์และฉกชิงทรัพย์ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 334 ถึง 336
(9) ความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ ขู่กรรโชกทรัพย์ ปล้นทรัพย์ และปล้นทรัพย์โดยกลุ่ม ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 337 ถึง 340
(10) ความผิดฐานฉ้อโกงและหลอกลวงตามที่ระบุไว้ในมาตรา 341 ถึง 344
(11) ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 352 ถึง 354
(12) ความผิดฐานรับของโจรตามที่ระบุไว้ในมาตรา 357
(13) ความผิดฐานก่อความเสียหายตามที่ระบุไว้ในมาตรา 358 ถึง 360
ใครเป็นผู้กระทำความผิดนอกราชอาณาจักร และ
(ก) ผู้มีอำนาจรับผิดชอบต่อความผิดของคนไทยและรัฐบาลแห่งประเทศที่ความผิดเกิดขึ้นได้หรือผู้เสียหายสามารถร้องขอให้ลงโทษหรือ
(ข) ผู้มีอำนาจกล่าวหาว่าเป็นความผิดนั้นต่างด้าวและรัฐบาลไทยหรือคนไทยเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงสามารถร้องขอให้ลงโทษได้
ความผิดที่ถือเป็นความผิดนั้นดังต่อไปในการรับดาวเคราะห์ภายในราชอาณาจักรนั่นคือ
(๑) ความผิดที่เกี่ยวข้องกับที่ก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชนที่รองรับการสนับสนุนมาตรา ๒๑๗ไปถึงมาตรา ๒๒๔
(๒) ความผิดเกี่ยวกับเอกสารสนับสนุนการสนับสนุนมาตรา ๒๖๔ ถึงมาตรา ๒๖๘
(๓) ความผิดเกี่ยวกับการสนับสนุนสนับสนุนในมาตรา ๒๗๖ ถึงมาตรา ๒๘๕
(๔) ความผิดต่อชีวิตสนับสนุนการสนับสนุนมาตรา ๒๘๘ ถึงมาตรา ๒๙๐
(๕) ความผิดต่อร่างกายสนับสนุนการสนับสนุนมาตรา ๒๙๕ ถึงมาตรา ๒๙๘
(๖) ความผิดฐานทอดทิ้งเด็ก คนป่วยเจ็บ หรือคนชราสนับสนุนการอ้างอิงมาตรา ๓๐๖ ถึงมาตรา ๓๐๘
(๗) ทำหน้าที่ติดตามงานวิจัยสนับสนุนมาตรา ๓๐๙ ถึงมาตรา ๓๒๐
(๘) การกระทำความผิดฐานลักทรัพย์และวิ่งราวทรัพย์สืบพยานสนับสนุนมาตรา ๓๓๔ ถึงมาตรา ๓๓๖
(๙) ความผิดฐานกรรโชกรีดเอาทรัพย์ชิงทรัพยฌและปล้นทรัพยฌสนับสนุนการสนับสนุนมาตรา ๓๓๗ ถึงมาตรา ๓๔๐
(๑๐) ความผิดฐานฉ้อโกงการอ้างอิงอ้างอิงมาตรา ๓๔๑ ถึงมาตรา ๓๔๔
(๑๑) ความผิดฐานยักยอกติดตามรายงานการสนับสนุนมาตรา ๓๕๒ ถึงมาตรา ๓๕๔
(๑๒) ความผิดฐานรับของโจรสืบพยานมาตรา ๓๕๗
(๑๓) ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์สืบเนื่องในมาตรา ๓๕๘ ถึงมาตรา ๓๖๐
ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดเป็นเจ้าหน้าที่ไทยและได้กระทำความผิดตามมาตรา 147 ถึง 166 และมาตรา 200 ถึง 205 นอกราชอาณาจักร ผู้กระทำความผิดนั้นจะต้องถูกลงโทษภายในราชอาณาจักร
หน่วยงานที่รับผิดชอบเป็นข้าราชการไทยและสามารถกำกับดูแลการปฏิบัติตามมาตรา ๑๔๗ ถึงมาตรา ๑๖๖ และมาตรา ๒๐๐ ถึงมาตรา ๒๐๕ นอกราชอาณาจักร จะต้องรับภายในราชอาณาจักร
Whoever commits an offence within the Kingdom or commits an offence which this Code deems to have been committed within the Kingdom, if there is a final judgment of a foreign court in respect of such act acquitting the person, such person shall not be prosecuted again within the Kingdom. But if the final judgment of the foreign court convicts such person, such person may be prosecuted within the Kingdom, but the Court shall take into account the punishment already undergone abroad. If the offender has already undergone the full punishment for such act according to the judgment of the foreign court, the Court may impose a punishment less than that provided by law for such offence to any extent, or may not impose any punishment at all.
ผู้ใดกระทำความผิดในราชอาณาจักร หรือกระทำความผิดที่ประมวลกฎหมายนี้ถือว่าได้กระทำในราชอาณาจักร ถ้าได้มีคำพิพากษาของศาลในต่างประเทศในการกระทำนั้นอันถึงที่สุดให้ปล่อยตัวผู้นั้น จะฟ้องผู้นั้นในราชอาณาจักรอีกไม่ได้ แต่ถ้าคำพิพากษาของศาลในต่างประเทศอันถึงที่สุดว่าผู้นั้นได้กระทำความผิด ผู้นั้นอาจถูกฟ้องในราชอาณาจักรได้ แต่ ศาลต้องคำนึงถึงโทษที่ผู้นั้นได้รับมาแล้วในต่างประเทศ ถ้าหากผู้กระทำความผิดได้รับโทษสำหรับการกระทำนั้นตามคำพิพากษาของศาลต่างประเทศมาทั้งหมดแล้ว ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ หรือจะไม่ลงโทษเลยก็ได้
Whoever commits an offence outside the Kingdom and is to be punished within the Kingdom as provided in Section 7, Section 8 or Section 9, if there is a judgment of a foreign court in respect of such act:
(1) If the final judgment acquits such person, such person shall not be prosecuted again within the Kingdom;
(2) If the final judgment convicts such person and such person has undergone the full punishment, such person shall not be prosecuted again within the Kingdom;
(3) If the final judgment convicts such person but such person has not undergone the punishment or has undergone only part thereof, such person may be prosecuted within the Kingdom, but if such person has undergone part of the punishment under the judgment of the foreign court, the Court may impose a punishment less than that provided by law for such offence to any extent, or may not impose any punishment at all.
A Thai national who commits an offence outside the Kingdom and has been prosecuted in a foreign court at the request of the Thai Government, if the final judgment acquits such person, or if such person has undergone the full punishment under the judgment, such person shall not be prosecuted again within the Kingdom.
ผู้ใดกระทำความผิดนอกราชอาณาจักร และจะต้องรับโทษในราชอาณาจักรตามที่บัญญัติในมาตรา ๗ มาตรา ๘ หรือมาตรา ๙ ถ้าได้มีคำพิพากษาของศาลในต่างประเทศในการกระทำนั้นแล้ว ดังนี้
(๑) ถ้าคำพิพากษานั้นถึงที่สุดให้ปล่อยตัวผู้นั้น จะฟ้องผู้นั้นในราชอาณาจักรอีกไม่ได้
(๒) ถ้าคำพิพากษานั้นถึงที่สุดว่าผู้นั้นได้กระทำความผิด และผู้นั้นได้รับโทษสำหรับการกระทำนั้นทั้งหมดแล้ว จะฟ้องผู้นั้นในราชอาณาจักรอีกไม่ได้
(๓) ถ้าคำพิพากษานั้นถึงที่สุดว่าผู้นั้นได้กระทำความผิด แต่ผู้นั้นยังไม่ได้รับโทษ หรือได้รับโทษแต่ยังไม่ครบ ก็ยังฟ้องผู้นั้นในราชอาณาจักรได้ แต่ถ้าผู้นั้นได้รับโทษตามคำพิพากษาของศาลต่างประเทศมาแล้วบางส่วน ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ หรือจะไม่ลงโทษเลยก็ได้
คนไทยที่กระทำความผิดนอกราชอาณาจักร และได้ถูกฟ้องในศาลต่างประเทศโดยคำร้องขอของรัฐบาลไทยแล้ว ถ้าคำพิพากษาถึงที่สุดให้ปล่อยตัว หรือถ้าผู้นั้นได้รับโทษตามคำพิพากษาทั้งหมดแล้ว จะฟ้องผู้นั้นในราชอาณาจักรอีกไม่ได้
Measures of safety shall be applied to a person only when there are provisions of law authorizing such application, and the law to be applied shall be the law in force at the time when the Court renders the judgment.
วิธีการเพื่อความปลอดภัยจะใช้บังคับแก่บุคคลใดได้ต่อเมื่อมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายให้ใช้บังคับได้เท่านั้น และกฎหมายที่จะใช้บังคับนั้น ให้ใช้กฎหมายในขณะที่ศาลพิพากษา
If, according to the law provided later, the measure of safety which has been applied is no longer provided by the law, the Court may, when it thinks fit or upon the request of the person subjected to such measure, revoke the application of such measure of safety.
ถ้าตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง วิธีการเพื่อความปลอดภัยที่จะใช้ไม่มีกำหนดไว้ในกฎหมายอีกต่อไป เมื่อศาลเห็นสมควร หรือเมื่อผู้ถูกใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยร้องขอ ศาลจะสั่งยกเลิกการใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยนั้นเสียก็ได้
หากตามกฎหมายที่บัญญัติไว้ในภายหลัง เงื่อนไขของมาตรการรักษาความปลอดภัยได้เปลี่ยนแปลงไป ศาลอาจเพิกถอนหรือแก้ไขมาตรการรักษาความปลอดภัยตามกฎหมายที่บัญญัติไว้ในภายหลังได้ เมื่อเห็นสมควร หรือตามคำขอของบุคคลผู้มีส่วนได้เสีย หากมาตรการดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อบุคคลที่อยู่ภายใต้มาตรการนั้นมากกว่า
ตามบทบัญญัติของกฎหมายที่อ้างอิงตามการพิจารณาเงื่อนไขของวิธีการเพื่อความปลอดภัยก่อนที่ศาลจะเห็นหรือมองเห็นผู้มีอำนาจได้เสียขอศาลจะสั่งเพิกถอนหรือปรับปรุงวิธีการเพื่อความปลอดภัยนั้นศาลที่ศาลอย่างเป็นทางการก็ได้พิจารณาเห็นว่าเป็นคุณแก่ผู้ถูกตรวจสอบในความปลอดภัยของข้อมูลเพิ่มเติม
If, according to the law provided later, any punishment is changed to a measure of safety, the punishment already inflicted shall be deemed a measure of safety. For a person who has not yet undergone the punishment or is undergoing it, the Court may order the application of the measure of safety in place of such punishment. In the case where the conditions have changed so as to enable the revocation of the measure of safety, the Court may revoke it.
ถ้าตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง โทษใดเปลี่ยนเป็นวิธีการเพื่อความปลอดภัย ให้ถือว่าโทษที่ได้ลงแล้วนั้นเป็นวิธีการเพื่อความปลอดภัย สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้รับโทษ หรือที่กำลังรับโทษอยู่ ศาลจะสั่งใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยแทนโทษนั้นก็ได้ ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขอันจะเป็นเหตุให้เพิกถอนวิธีการเพื่อความปลอดภัยนั้นได้ ศาลจะสั่งเพิกถอนเสียก็ได้
When the Court thinks fit, the Court may revoke or suspend the application of a measure of safety when the circumstances have subsequently changed.
เมื่อศาลเห็นสมควร ศาลจะสั่งเพิกถอนหรือระงับการใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยได้ เมื่อพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไปในภายหลัง
The provisions of Book 1 of this Code shall apply to all cases of offences under other laws, unless such other laws otherwise provide.
บทบัญญัติในภาค ๑ แห่งประมวลกฎหมายนี้ ให้ใช้ในกรณีแห่งความผิดตามกฎหมายอื่นด้วย เว้นแต่กฎหมายนั้นๆ จะได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น
The punishments to be inflicted upon offenders are as follows:
(1) Death;
(2) Imprisonment;
(3) Confinement;
(4) Fine;
(5) Forfeiture of property.
Capital punishment and life imprisonment shall not be applied to a person who committed the offence when under eighteen years of age.
In the case where a person who committed the offence when under eighteen years of age has committed an offence punishable by death or life imprisonment, such punishment shall be deemed to have been changed to imprisonment for fifty years.
โทษสำหรับลงแก่ผู้กระทำความผิดมีดังนี้
(๑) ประหารชีวิต
(๒) จำคุก
(๓) กักขัง
(๔) ปรับ
(๕) ริบทรัพย์สิน
โทษประหารชีวิตและโทษจำคุกตลอดชีวิตมิให้นำมาใช้บังคับแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดในขณะที่มีอายุต่ำกว่าสิบแปดปี
ในกรณีผู้ซึ่งกระทำความผิดในขณะที่มีอายุต่ำกว่าสิบแปดปีได้กระทำความผิดที่มีระวางโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต ให้ถือว่าระวางโทษดังกล่าวได้เปลี่ยนเป็นโทษจำคุกห้าสิบปี
Any person who is sentenced to death shall be executed by lethal injection.
The rules and procedures for execution shall be in accordance with the regulations prescribed by the Ministry of Justice and published in the Government Gazette.
ผู้ใดต้องโทษประหารชีวิต ให้ดำเนินการด้วยวิธีฉีดยาหรือสารพิษให้ตาย
หลักเกณฑ์และวิธีการประหารชีวิตให้เป็นไปตามระเบียบที่กระทรวงยุติธรรมกำหนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ในกรณีที่กฎหมายกำหนดทั้งโทษจำคุกและโทษปรับ ศาลอาจพิจารณาลงโทษจำคุกเพียงอย่างเดียวได้ หากเห็นสมควร
กฎหมายลงโทษทั้งการลงโทษและปรับศาลพิพากษาเห็นสมควรจะลงโทษลงโทษตามกฎหมายแต่เพียงอย่างเดียวก็ได้
In calculating the period of imprisonment, each day shall be counted as one unit. If expressed in months, thirty days shall constitute one month. If expressed in years, it shall be calculated according to the calendar year.
The prisoner shall be released on the day following the day on which the period of imprisonment expires.
ในการคำนวณระยะเวลาจำคุก ให้นับวันเป็นหน่วย ถ้ากำหนดเป็นเดือน ให้นับสามสิบวันเป็นหนึ่งเดือน ถ้ากำหนดเป็นปี ให้คำนวณตามปีปฏิทิน
ให้ปล่อยตัวผู้ต้องโทษจำคุกในวันถัดจากวันที่ครบกำหนดโทษจำคุก
Imprisonment shall begin on the day on which the judgment is passed. But if the convicted person was held in custody prior to the judgment, the days of such custody shall be deducted from the period of imprisonment under the judgment, unless the judgment otherwise provides.
In the case where the convicted person was held in custody prior to the judgment, the Court shall order the deduction of such days of custody, but the total number of days deducted and the period of imprisonment under the judgment shall not exceed the maximum punishment prescribed for such offence.
โทษจำคุกให้เริ่มแต่วันมีคำพิพากษา แต่ถ้าผู้ต้องคำพิพากษาถูกคุมขังก่อนศาลพิพากษา ให้หักวันที่ถูกคุมขังออกจากระยะเวลาจำคุกตามคำพิพากษา เว้นแต่คำพิพากษานั้นจะกล่าวไว้เป็นอย่างอื่น
ในกรณีที่ผู้ต้องคำพิพากษาถูกคุมขังก่อนมีคำพิพากษา ให้ศาลสั่งให้หักวันคุมขังดังกล่าว แต่จำนวนวันที่หักรวมกับระยะเวลาจำคุกตามคำพิพากษา ต้องไม่เกินอัตราโทษขั้นสูงของความผิดนั้น
Whoever commits an offence punishable by imprisonment and the Court would impose imprisonment not exceeding three months, if it does not appear that such person has previously been imprisoned, or if it appears that such person was previously imprisoned but only for an offence committed by negligence or a petty offence, the Court may sentence such person to confinement not exceeding three months in lieu of such imprisonment.
ผู้ใดกระทำความผิดซึ่งมีโทษจำคุก และในคดีนั้นศาลจะลงโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน ถ้าไม่ปรากฏว่าผู้นั้นได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือปรากฏว่าได้รับโทษจำคุกมาก่อน แต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ ศาลจะพิพากษาให้ลงโทษกักขังไม่เกินสามเดือนแทนโทษจำคุกนั้นก็ได้
Any person who is sentenced to confinement shall be confined in a place of confinement designated for such purpose, which is not a prison, a police station, or a place for the detention of the accused by an inquiry official.
In the case where the Court thinks fit, the Court may order the confinement of such person at his own dwelling or at the dwelling of another person who consents to receive him. If the Court thinks it necessary for the prevention of escape, the Court may prescribe any conditions.
ผู้ใดต้องโทษกักขัง ให้กักตัวไว้ในสถานที่กักขังที่กำหนดไว้ ซึ่งมิใช่เรือนจำ สถานีตำรวจ หรือสถานที่ควบคุมผู้ต้องหาของพนักงานสอบสวน
ในกรณีที่ศาลเห็นสมควร ศาลจะสั่งให้กักขังผู้ต้องโทษในที่อาศัยของผู้นั้นเอง หรือของผู้อื่นที่ยินยอมรับผู้นั้นไว้ก็ได้ ถ้าศาลเห็นเป็นการสมควรเพื่อป้องกันการหลบหนี ศาลจะกำหนดเงื่อนไขอย่างหนึ่งอย่างใดด้วยก็ได้
บุคคลที่ถูกคุมขังจะได้รับค่าเลี้ยงดูจากสถานที่คุมขัง แต่สามารถซื้ออาหารจากภายนอกเพื่อบริโภคเองได้ สามารถสวมใส่เสื้อผ้าของตนเองได้ สามารถรับผู้เยี่ยมชมได้ในเวลาที่เหมาะสมและไม่น้อยกว่าหนึ่งชั่วโมงต่อวัน และสามารถส่งและรับจดหมายได้ อย่างไรก็ตาม บุคคลดังกล่าวต้องทำงานตามกฎระเบียบของสถานที่คุมขัง หรืออาจเลือกทำงานอื่นที่ได้รับอนุมัติจากสถานที่คุมขังก็ได้
ผู้มีอำนาจในการกักขังอาจต้องใช้เวลาจากสถานที่กักขังแต่จะซื้ออาหารจากภายนอกมากินอาหารเองก็ได้อาจจะเนืองห่มผ้าและอาจมาเยี่ยมเยียนและประสิทธิภาพของวันละครั้งและจะรับจดหมายก็ได้ แต่ต้องทำงานตามระเบียบและความสามารถของสถานที่กักตุนหรือจะเลือกทำงานที่สถานที่อื่น ๆ อาจจะเห็นก็ได้
A person who is confined at his own dwelling may continue to carry on his profession or occupation, but the Court may prescribe conditions relating to the acts or activities that are permitted.
ผู้ที่ถูกกักขังในที่อาศัยของตนเอง จะดำเนินอาชีพหรืออาชีวะของตนต่อไปก็ได้ แต่ศาลจะกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับการกระทำหรือกิจกรรมที่อนุญาตให้กระทำด้วยก็ได้
หากผู้ถูกคุมขังฝ่าฝืนกฎหรือระเบียบของสถานที่คุมขัง หรือฝ่าฝืนเงื่อนไขที่ศาลกำหนด หรือถูกพิพากษาจำคุก ศาลอาจสั่งเปลี่ยนการคุมขังเป็นการจำคุกเป็นระยะเวลาเท่ากับระยะเวลาการคุมขังที่เหลืออยู่
เมื่อผู้ถูกกักต้องฝ่าฝืนระเบียบหรือส่วนประกอบของสถานที่กักกันหรือฝ่าฝืนเงื่อนไขที่ศาลกำหนดหรือต้องพิพากษาให้ศาลพิพากษาจะคงเปลี่ยนกักเป็นโทษจำคุกเชื่อว่ามีเท่ากับว่ากักยังที่เหลืออยู่ก็ได้
Any person who is sentenced to a fine shall pay the amount determined by the judgment to the Court.
ผู้ใดต้องโทษปรับ ผู้นั้นต้องชำระเงินตามจำนวนที่กำหนดในคำพิพากษาต่อศาล
บุคคลใดที่ถูกตัดสินให้ปรับและไม่ชำระค่าปรับภายในสามสิบวันนับจากวันที่คำพิพากษา ทรัพย์สินของบุคคลนั้นจะถูกยึดเพื่อชำระค่าปรับ หรือถูกจำคุกแทนการชำระค่าปรับ
แต่หากศาลเห็นว่ามีเหตุอันควร ศาลอาจสั่งให้บุคคลนั้นวางหลักประกัน หรืออาจสั่งจำคุกแทนการชำระค่าปรับก่อนครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าว หากมีเหตุให้เชื่อได้ว่าบุคคลนั้นจะหลีกเลี่ยงการชำระค่าปรับ
บทบัญญัติในมาตรา 24 จะไม่ใช้บังคับกับการจำคุกแทนการปรับ
ทุกคนต้องปรับและไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินปรับภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ศาลพิพากษาซึ่งยึดถือคุณสมบัติใช้ค่าปรับหรือมิฉะนั้นจะต้องกักตุนแทนค่าปรับ
หากศาลเห็นเหตุและเพื่อเป็นพยานจะต้องให้ผู้ต้องถูกบังคับให้ปรับหาประกันหรือจะสั่งกักผู้ต้องโทษปรับแทนค่าปรับก่อนครบกำหนดในลักษณะใดก็ตาม ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงและไม่ควรที่ผู้มักจะต้องจ่ายค่าปรับ
บทบัญญัติในมาตรา ๒๔ มิให้นำมาใช้บังคับแก่การกักแทนค่าปรับ
Confinement in lieu of a fine shall be at the rate of two hundred Baht per day, and in no case shall it exceed one year. However, in the case where the Court sentences the person to a fine of eighty thousand Baht or more, the Court may order confinement in lieu of the fine for a period exceeding one year but not exceeding two years.
If the person sentenced to a fine was held in custody prior to the judgment, the number of days of such custody shall be deducted from the amount of the fine at the said rate. In the case where the Court sentences the person to both imprisonment and a fine, the days of custody shall first be deducted from the imprisonment under Section 22, and the remainder shall be deducted from the fine.
การกักขังแทนค่าปรับ ให้กักขังในอัตราวันละสองร้อยบาท และไม่ว่าในกรณีใดจะกักขังเกินกำหนดหนึ่งปีไม่ได้ เว้นแต่ในกรณีที่ศาลพิพากษาให้ปรับตั้งแต่แปดหมื่นบาทขึ้นไป ศาลจะสั่งให้กักขังแทนค่าปรับเป็นระยะเวลาเกินกว่าหนึ่งปีแต่ไม่เกินสองปีก็ได้
ถ้าผู้ต้องโทษปรับถูกคุมขังก่อนศาลพิพากษา ให้หักจำนวนวันที่ถูกคุมขังนั้นออกจากจำนวนเงินค่าปรับ โดยอัตราดังกล่าว ในกรณีที่ศาลพิพากษาให้ลงโทษทั้งจำคุกและปรับ ให้หักจำนวนวันที่ถูกคุมขังออกจากโทษจำคุกตามมาตรา ๒๒ ก่อน เหลือเท่าใดจึงให้หักออกจากค่าปรับ
ในกรณีที่ศาลพิพากษาปรับบุคคลนั้นเป็นจำนวนเงินไม่เกินแปดหมื่นบาท หากบุคคลผู้ถูกพิพากษาไม่สามารถจ่ายค่าปรับได้และไม่ใช่บุคคลนิติบุคคล บุคคลดังกล่าวอาจยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นที่พิพากษาเพื่อขอให้ทำบริการสาธารณะหรือทำงานเพื่อสาธารณประโยชน์แทนการจ่ายค่าปรับได้
เมื่อศาลได้รับคำร้องแล้ว ศาลจะพิจารณาสถานะทางการเงิน ประวัติ และลักษณะของความผิดของผู้ถูกตัดสิน หากศาลเห็นสมควร อาจสั่งให้บุคคลนั้นทำงานบริการชุมชนหรือทำงานเพื่อสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับได้
ในการออกคำสั่ง ศาลจะกำหนดลักษณะงาน ผู้ควบคุมงาน ระยะเวลา และเงื่อนไขอื่น ๆ ตามที่ศาลเห็นสมควร โดยคำนึงถึงเพศ อายุ ประวัติ สุขภาพ ศาสนา ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษา และสภาพจิตใจของบุคคลนั้นด้วย
ในกรณีที่ศาลพิพากษาให้ปรับไม่เกินแปดหมื่นบาทพระมหากษัตริย์ผู้ต้องขังปรับไม่มีเงินจ่ายเงินปรับและไม่ใช่ผู้มีอำนาจต้องโทษปรับอาจยื่นร้องต่อศาลชั้นต้นที่พิพากษาคดีขอทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับ
เมื่อศาลได้รับการร้องขอให้ศาลพิจารณาถึงฐานการเงินที่จำเป็นและสภาพความผิดที่ต้องปรับให้เป็นไปตามที่เห็นสมควรเห็นอนุสาวรีย์ที่จะนำทางผู้นั้นทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับก็ได้
ในส่วนของคำสั่งศาลต้องกำหนดลักษณะหรือประเภทของงานผู้ควบคุมดูแลและเงื่อนไขอื่นๆ ของศาลเห็นโดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบการดูแลรักษาร่างกายของระบบควบคุมดูแลและบำรุงรักษาและสภาพจิตในนั้น
หากหลังจากศาลมีคำสั่งตามมาตรา 30/1 แล้ว ผู้ถูกพิพากษามีเงินเพียงพอที่จะชำระค่าปรับ หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนด ศาลอาจเพิกถอนคำสั่งและสั่งให้ผู้ถูกพิพากษาชำระค่าปรับหรือถูกคุมขังแทนค่าปรับ ในกรณีเช่นนั้น จำนวนวันที่ได้ทำงานบริการชุมชนหรือทำงานเพื่อสาธารณประโยชน์ไปแล้วจะถูกหักออกจากจำนวนค่าปรับ โดยการทำงานหนึ่งวันจะถือว่าเทียบเท่ากับค่าปรับวันละสองร้อยบาท
หน้ากากมีคำสั่งตามมาตรา ๓๐/๑ ผู้มีอำนาจต้องปรับมีเงินในส่วนของค่าใช้จ่ายในกรณีหรือฝ่าฝืนหรือไม่ก็ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนดศาลอาจดึงออกและติดตามค่าใช้จ่ายปรับหรือถูกกักตุนแทนค่าปรับสำหรับให้ปล่อยให้หักวันที่ทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์จากการสอบสวนค่าปรับ โดยให้ถือว่าการทำงานหนึ่งวันเท่ากับค่าปรับวันละสองร้อยบาท
คำสั่งของศาลตามมาตรา 30/1 และมาตรา 30/2 ถือเป็นคำสั่งสุดท้าย
คำสั่งของศาลตามมาตรา ๓๐/๑ และมาตรา ๓๐/๒ ให้ดีที่สุด
In the case where the Court sentences several offenders to a fine for the same offence and in the same case, the Court shall impose the fine on each offender individually.
ในกรณีที่ศาลจะพิพากษาลงโทษปรับผู้กระทำความผิดหลายคนในความผิดอันเดียวกันและในคดีเดียวกัน ศาลจะลงโทษปรับผู้กระทำความผิดเรียงตามรายบุคคล
Any property which the law provides that any person making it or having it in possession commits an offence, shall be forfeited entirely, irrespective of whether it belongs to the offender and whether there is any person punished by the judgment or not.
ทรัพย์สินใดที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่า ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิด ให้ริบเสียทั้งสิ้น ไม่ว่าเป็นของผู้กระทำความผิด และมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่
For the forfeiture of property, besides the power to forfeit under the law as specifically provided, the Court shall also have the power to order the forfeiture of the following property:
(1) Property which a person has used or possessed for use in the commission of an offence; or
(2) Property which a person has acquired through the commission of an offence;
Unless such property belongs to another person who was not involved in the commission of the offence.
ในการริบทรัพย์สิน นอกจากศาลจะมีอำนาจริบตามกฎหมายที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว ให้ศาลมีอำนาจสั่งให้ริบทรัพย์สินดังต่อไปนี้อีกด้วย คือ
(๑) ทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้ใช้ หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด หรือ
(๒) ทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้มาโดยได้กระทำความผิด
เว้นแต่ทรัพย์สินเหล่านี้เป็นทรัพย์สินของผู้อื่นซึ่งมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด
All property:
(1) Which has been given under Section 143, Section 144, Section 149, Section 150, Section 167, Section 201 or Section 202; or
(2) Which has been given for the purpose of inducing a person to commit an offence or as a reward for the commission of an offence;
Shall be forfeited entirely, unless such property belongs to another person who was not involved in the commission of the offence.
บรรดาทรัพย์สิน
(๑) ซึ่งได้ให้ตามความในมาตรา ๑๔๓ มาตรา ๑๔๔ มาตรา ๑๔๙ มาตรา ๑๕๐ มาตรา ๑๖๗ มาตรา ๒๐๑ หรือมาตรา ๒๐๒ หรือ
(๒) ซึ่งได้ให้เพื่อจูงใจบุคคลให้กระทำความผิด หรือเป็นรางวัลในการที่บุคคลได้กระทำความผิด
ให้ริบเสียทั้งสิ้น เว้นแต่ทรัพย์สินนั้นเป็นของผู้อื่นซึ่งมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด
Property forfeited by the judgment of the Court shall vest in the State, or the Court may order it to be destroyed or rendered useless.
ทรัพย์สินซึ่งศาลพิพากษาให้ริบ ให้ตกเป็นของแผ่นดิน หรือให้ศาลสั่งทำลายหรือทำให้ใช้ไม่ได้
In the case where the Court has ordered the forfeiture of property under Section 33 or Section 34, if it later appears upon the application of the real owner that the real owner was not involved in the commission of the offence, the Court shall order the return of such property if it is still in the possession of the official.
But the application of the real owner must be made to the Court within one year from the date of the final judgment.
ในกรณีที่ศาลสั่งให้ริบทรัพย์สินตามมาตรา ๓๓ หรือมาตรา ๓๔ ไปแล้ว ถ้าปรากฏในภายหลังโดยคำเสนอของเจ้าของแท้จริงว่า ผู้เป็นเจ้าของแท้จริงมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด ก็ให้ศาลสั่งให้คืนทรัพย์สินนั้น ถ้าทรัพย์สินนั้นยังคงอยู่ในความครอบครองของเจ้าพนักงาน
แต่คำเสนอของเจ้าของแท้จริงนั้น จะต้องกระทำต่อศาลภายในหนึ่งปีนับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุด
หากบุคคลที่ศาลสั่งให้ส่งมอบทรัพย์สินที่ถูกริบไม่ส่งมอบภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด ศาลมีอำนาจสั่งการดังต่อไปนี้:
(1) การยึดทรัพย์สินดังกล่าว
(2) การชำระมูลค่า หรือการยึดทรัพย์สินอื่นของบุคคลดังกล่าวเพื่อชดเชยมูลค่า
(3) ในกรณีที่ศาลเห็นว่าบุคคลดังกล่าวสามารถส่งมอบทรัพย์สินได้แต่ไม่กระทำการ หรือสามารถชำระมูลค่าทรัพย์สินได้แต่ไม่ชำระ ศาลอาจกักขังบุคคลดังกล่าวไว้จนกว่าจะปฏิบัติตาม แต่ไม่เกินหนึ่งปี อย่างไรก็ตาม หากภายหลังปรากฏแก่ศาลเองหรือตามคำร้องของบุคคลดังกล่าวว่าบุคคลดังกล่าวไม่สามารถส่งมอบทรัพย์สินหรือชำระมูลค่าทรัพย์สินได้ ศาลอาจสั่งปล่อยตัวบุคคลดังกล่าวได้ก่อนครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าว
ใครที่ศาลจะต้องส่งทรัพย์สินที่ริบไม่ส่งภายในเวลาศาลกำหนดศาลพิพากษาสั่งการพิจารณา
(๑) ยึดทรัพย์สินนั้น
(๒) ให้ชดใช้ราคาหรือยึดสิ่งอื่นใดนั้นชดใช้ราคา
(๓) ในกรณีที่ศาลเห็นว่าผู้นั้นสามารถนำไปใช้กับที่สามารถส่งได้แต่ไม่ส่งหรือผู้นั้นสามารถชดใช้ราคาได้แต่ไม่ชดใช้ศาลจะสั่งกักเพิ่มเติมผู้นั้นจนกว่าจะปฏิบัติตามคำสั่งแต่เพียงไม่นานจนกระทั่งปรากฏให้เห็นแก่ศาลเองหรือโดยคำเสนอว่าเห็นว่าผู้นั้นสามารถส่งมอบส่วนใหญ่หรือชดใช้ราคาได้ศาลจะสั่งปล่อยตัวผู้นั้นก่อนครบกำหนดก็ได้
The punishment shall terminate upon the death of the offender.
โทษให้เป็นอันระงับไปด้วยความตายของผู้กระทำความผิด
The measures of safety are as follows:
(1) Relegation;
(2) Prohibition from entering a specified area;
(3) Execution of a bond for keeping the peace;
(4) Restraint in a treatment institution;
(5) Prohibition from exercising certain occupations.
วิธีการเพื่อความปลอดภัยมีดังต่อไปนี้
(๑) กักกัน
(๒) ห้ามเข้าเขตกำหนด
(๓) เรียกประกันทัณฑ์บน
(๔) คุมตัวไว้ในสถานพยาบาล
(๕) ห้ามการประกอบอาชีพบางอย่าง
การลดระดับหมายถึงการกักขังผู้กระทำผิดซ้ำซากไว้ในพื้นที่ที่กำหนด เพื่อป้องกันการกระทำผิดซ้ำ เพื่อปรับปรุงพฤติกรรม และเพื่อฝึกอบรมอาชีพ
กันคือการควบคุมตัวผู้ที่เชื่อว่าความผิดติดนิสัยไว้ภายในกำหนดสาเหตุของความผิดที่จะดัดนิสัยและเพื่อฝึกหัดอาชีพ
Whoever has previously been sentenced by the Court to relegation, or has previously been imprisoned for not less than six months at least twice for any of the following offences: offences relating to public peace, offences causing public dangers, offences relating to currency, offences relating to sexuality, offences against life, offences against body, offences against liberty, or offences against property, and within ten years such person commits any of such offences again and the Court would sentence such person to imprisonment of not less than six months, the Court may deem such person to be a habitual offender and may sentence such person to relegation for a period of not less than three years and not more than ten years in lieu of imprisonment.
Offences committed before the offender reached the age of seventeen years shall not be taken into consideration.
ผู้ใดเคยถูกศาลพิพากษาให้กักกัน หรือเคยถูกลงโทษจำคุกไม่ต่ำกว่าหกเดือนมาแล้ว ไม่น้อยกว่าสองครั้ง ในความผิดดังต่อไปนี้ คือ ความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของประชาชน ความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน ความผิดเกี่ยวกับเงินตรา ความผิดเกี่ยวกับเพศ ความผิดต่อชีวิต ความผิดต่อร่างกาย ความผิดต่อเสรีภาพ หรือความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ ภายในสิบปี ผู้นั้นได้กระทำความผิดดังกล่าวมาอีก และศาลจะพิพากษาลงโทษจำคุกไม่ต่ำกว่าหกเดือน ศาลอาจถือว่าผู้นั้นเป็นผู้กระทำความผิดติดนิสัย และจะพิพากษาให้กักกันมีกำหนดไม่น้อยกว่าสามปี และไม่เกินสิบปี แทนการลงโทษจำคุกก็ได้
ความผิดที่กระทำก่อนผู้กระทำมีอายุสิบเจ็ดปี ไม่ให้นำมาพิจารณา
In calculating the period of relegation, it shall be counted from the date of the judgment. If there is imprisonment to be undergone before relegation, the imprisonment shall be served first, and relegation shall commence from the day following the date of release from imprisonment.
The provisions of Section 21 shall apply mutatis mutandis.
ในการคำนวณระยะเวลากักกัน ให้นับตั้งแต่วันที่ศาลพิพากษา ถ้ามีโทษจำคุกที่จะต้องรับก่อนถูกกักกัน ให้จำคุกก่อน โดยให้เริ่มกักกันตั้งแต่วันถัดจากวันพ้นโทษจำคุก
ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๒๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
The prosecution for relegation shall be the exclusive power of the Public Prosecutor, and such prosecution may be made together with the case for which relegation is sought.
การฟ้องขอให้กักกันเป็นอำนาจของพนักงานอัยการโดยเฉพาะ และจะฟ้องพร้อมกับคดีที่จะขอให้กักกันก็ได้
Prohibition from entering a specified area means the prohibition from entering the locality or place specified in the judgment.
การห้ามเข้าเขตกำหนด คือ การห้ามมิให้เข้าไปในท้องที่หรือสถานที่ที่กำหนดไว้ในคำพิพากษา
เมื่อศาลพิพากษาลงโทษบุคคลใด หากศาลเห็นว่าการปล่อยตัวบุคคลนั้นจะก่อให้เกิดอันตรายในท้องที่หรือสถานที่ใด ศาลอาจสั่งห้ามบุคคลนั้นเข้าท้องที่หรือสถานที่นั้นเป็นระยะเวลาไม่เกินห้าปีนับจากวันที่พ้นโทษ
เมื่อศาลพิพากษาลงโทษซึ่งอาจทำให้คุณเห็นว่าศาลเห็นตัวผู้นั้นไปจะก่อเหตุร้ายให้ตัวยึดท้องที่หรือสถานที่ใด ๆ ศาลจะสั่งห้ามผู้นั้นแพลตฟอร์มที่หรือสถานที่ที่กำหนดภายในระยะเวลาไม่เกินห้าปีนับแต่วันนั้นจะตรวจพบก็ได้
When there is a reasonable cause to believe that any person will cause harm or danger to other persons or the property of others, the Court may order such person to execute a bond in an amount not exceeding five thousand Baht for a period not exceeding two years.
If such person refuses to execute the bond, the Court may order confinement until the bond is executed, but not exceeding six months, or the Court may order prohibition from entering a specified area instead.
The provisions of the first paragraph shall not apply to a person under eighteen years of age.
เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า บุคคลใดจะก่อเหตุร้ายให้เกิดภยันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์สินของผู้อื่น ศาลจะสั่งให้บุคคลนั้นทำทัณฑ์บนโดยกำหนดจำนวนเงินไม่เกินห้าพันบาท และมีกำหนดเวลาไม่เกินสองปีก็ได้
ถ้าผู้นั้นไม่ยอมทำทัณฑ์บน ศาลจะสั่งกักขังจนกว่าจะยอมทำทัณฑ์บน แต่ไม่เกินหกเดือน หรือศาลจะสั่งห้ามเข้าเขตกำหนดแทนก็ได้
บทบัญญัติในวรรคแรก มิให้นำมาใช้บังคับแก่ผู้มีอายุต่ำกว่าสิบแปดปี
If the person who has executed a bond violates the conditions of the bond, the Court shall order such person to pay an amount not exceeding the amount specified in the bond. In the case where such person does not pay, the provisions of Sections 29 and 30 shall apply mutatis mutandis.
ถ้าผู้ทำทัณฑ์บนผิดทัณฑ์บน ให้ศาลสั่งให้ผู้นั้นชำระเงินไม่เกินจำนวนที่กำหนดไว้ในทัณฑ์บน ในกรณีที่ผู้นั้นไม่ชำระ ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๒๙ และมาตรา ๓๐ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
If the Court is of the opinion that the release of a person with a mental deficiency, mental disease, or mental infirmity would endanger public safety, the Court may order such person to be placed under restraint in a treatment institution, and such person shall remain under restraint until the Court orders otherwise.
ถ้าศาลเห็นว่า การปล่อยตัวผู้มีจิตบกพร่อง โรคจิต หรือจิตฟั่นเฟือน จะเป็นการไม่ปลอดภัยแก่ประชาชน ศาลจะสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปคุมตัวไว้ในสถานพยาบาลก็ได้ และให้คุมตัวไว้จนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
หากความผิดที่กระทำเกี่ยวข้องกับการดื่มสุราหรือเสพยาเสพติด ศาลอาจกำหนดเงื่อนไขเพื่อควบคุมพฤติกรรมของผู้ต้องหา โดยห้ามดื่มสุราหรือเสพยาเสพติดในระหว่างถูกจำคุกหรือหลังพ้นโทษ เป็นระยะเวลาไม่เกินสองปี
หากบุคคลดังกล่าวละเมิดเงื่อนไข ศาลอาจสั่งให้กักขังในสถานบำบัดเป็นระยะเวลาไม่เกินสองปี
ความผิดที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการเสพสุราหรือสิ่งเสพติดให้เพดานศาลอาจกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติผู้ถูกลงโทษ โดยห้ามมิให้พสุราหรือสิ่งเสพติดให้มีการบังคับใช้ในศาลหรือพิจารณาพิพากษามีการพิจารณาสูงสุดเป็นระยะเวลานาน
ผู้นั้นฝ่าฝืนเงื่อนไขจะต้องคุมตัวในสถานพยาบาลมีระยะเวลาไม่เกินก็ได้
If the offence committed was one in which the offender exploited the opportunity afforded by his occupation, profession, or the performance of his duties, the Court may prohibit the exercise of such occupation, profession, or performance of duties for a period not exceeding five years from the date of release from punishment.
ถ้าความผิดที่ได้กระทำนั้น ผู้กระทำได้อาศัยโอกาสจากการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพ หรือในการปฏิบัติงานตามหน้าที่ ศาลจะสั่งห้ามการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพ หรือการปฏิบัติงานดังกล่าว มีกำหนดเวลาไม่เกินห้าปีนับแต่วันพ้นโทษก็ได้
In increasing the punishment, it shall not be increased to death, life imprisonment, or imprisonment exceeding fifty years.
ในการเพิ่มโทษ ห้ามมิให้เพิ่มขึ้นถึงประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกเกินห้าสิบปี
In reducing the death penalty, whether it is a reduction of the scale of punishment or a reduction of the punishment to be inflicted, it shall be reduced as follows:
(1) If the reduction is by one-third, it shall be reduced to life imprisonment;
(2) If the reduction is by one-half, it shall be reduced to life imprisonment or to imprisonment of twenty-five to fifty years.
ในการลดโทษประหารชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการลดมาตราส่วนโทษ หรือลดโทษที่จะลง ให้ลดดังต่อไปนี้
(๑) ถ้าจะลดหนึ่งในสาม ให้ลดเป็นโทษจำคุกตลอดชีวิต
(๒) ถ้าจะลดกึ่งหนึ่ง ให้ลดเป็นโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือโทษจำคุกตั้งแต่ยี่สิบห้าปีถึงห้าสิบปี
In reducing life imprisonment, whether it is a reduction of the scale of punishment or a reduction of the punishment to be inflicted, life imprisonment shall be converted to imprisonment of fifty years.
ในการลดโทษจำคุกตลอดชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการลดมาตราส่วนโทษ หรือลดโทษที่จะลง ให้เปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุกห้าสิบปี
In calculating the increase or reduction of punishment, the Court shall first determine the base punishment to be inflicted on the accused, and then increase or reduce it. If there is both an increase and a reduction, the punishment shall be increased first and then reduced from the increased result. If the proportion of the increase is equal to or more than the proportion of the reduction, the Court may neither increase nor reduce the punishment.
ในการคำนวณการเพิ่มหรือลดโทษที่จะลง ให้ศาลตั้งกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยเสียก่อนแล้วจึงเพิ่มหรือลด ถ้ามีทั้งการเพิ่มและลดโทษ ให้เพิ่มก่อนแล้วจึงลดจากผลที่เพิ่มแล้ว ถ้าส่วนที่เพิ่มเท่ากับหรือมากกว่าส่วนที่ลด ศาลจะไม่เพิ่มไม่ลดก็ได้
If the imprisonment to be inflicted on the offender is only three months or less, the Court may reduce such imprisonment further. If the offender is to be imprisoned for only three months or less and also fined, the Court may reduce the imprisonment, or may exempt the imprisonment and impose only the fine.
ถ้าโทษจำคุกที่ผู้กระทำความผิดจะต้องรับมีเพียงสามเดือนหรือน้อยกว่า ศาลจะกำหนดโทษจำคุกให้น้อยลงอีกก็ได้ หรือถ้าผู้กระทำความผิดจะต้องรับโทษจำคุกเพียงสามเดือนหรือน้อยกว่าและปรับ ศาลจะกำหนดโทษจำคุกให้น้อยลง หรือจะยกเว้นโทษจำคุกเสียคงให้ปรับแต่สถานเดียวก็ได้
Whoever commits an offence punishable by imprisonment and in such case the Court would impose imprisonment not exceeding three years, if it does not appear that such person has previously been imprisoned, or it appears that such person was previously imprisoned but only for an offence committed by negligence or a petty offence, the Court, having regard to the age, record, conduct, intelligence, education, health, mental condition, character, occupation, and environment of such person, or the nature of the offence, or other appropriate circumstances, may, if it thinks fit, pass judgment finding such person guilty but suspend the determination of punishment, or determine the punishment but suspend its execution, and release such person to give the opportunity for reform within a period determined by the Court, which shall not exceed five years from the date of the judgment, with or without conditions to control the conduct of such person.
The conditions to control the conduct of the offender may include one or more of the following:
(1) To report to a designated officer from time to time for inquiry, advice, assistance, or admonishment regarding conduct and occupation;
(2) To undergo training or engage in a regular occupation;
(3) To refrain from association or conduct which may lead to the commission of a similar offence;
(4) To undergo treatment for drug addiction, physical or mental deficiency, or other illness at a place and for a period determined by the Court;
(5) Other conditions as the Court thinks fit to prescribe for the correction, rehabilitation, or prevention of the offender from committing further offences.
The Court may modify, supplement, or revoke any of the above conditions when the Court thinks fit or upon the request of the offender.
ผู้ใดกระทำความผิดซึ่งมีโทษจำคุก และในคดีนั้นศาลจะลงโทษจำคุกไม่เกินสามปี ถ้าไม่ปรากฏว่าผู้นั้นได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือปรากฏว่าได้รับโทษจำคุกมาก่อนแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ เมื่อศาลได้คำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ ภาวะแห่งจิต นิสัย อาชีพ และสิ่งแวดล้อมของผู้นั้น หรือสภาพของความผิด หรือเหตุอื่นที่เหมาะสมแล้ว เห็นเป็นการสมควร ศาลจะพิพากษาว่าผู้นั้นมีความผิดแต่รอการกำหนดโทษไว้ หรือกำหนดโทษแต่รอการลงโทษไว้ แล้วปล่อยตัวไปเพื่อให้โอกาสกลับตัวภายในระยะเวลาที่ศาลจะได้กำหนด แต่ต้องไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่ศาลพิพากษา โดยจะกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของผู้นั้นด้วยหรือไม่ก็ได้
เงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของผู้กระทำความผิดดังกล่าว ศาลอาจกำหนดข้อเดียวหรือหลายข้อ ดังต่อไปนี้
(๑) ให้ไปรายงานตัวต่อเจ้าพนักงานที่ศาลระบุไว้เป็นครั้งคราว เพื่อเจ้าพนักงานจะได้สอบถาม แนะนำ ช่วยเหลือ หรือตักเตือนตามที่เห็นสมควรในเรื่องความประพฤติและการประกอบอาชีพ หรือจัดหาอาชีพให้
(๒) ให้ฝึกหัดหรือทำงานอาชีพอันเป็นกิจจะลักษณะ
(๓) ให้ละเว้นการคบหาสมาคมหรือการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดในทำนองเดียวกันอีก
(๔) ให้ไปรับการบำบัดรักษาการติดยาเสพติดให้โทษ ความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ หรือความเจ็บป่วยอย่างอื่น ณ สถานที่และตามระยะเวลาที่ศาลกำหนด
(๕) เงื่อนไขอื่นๆ ตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนดเพื่อแก้ไข ฟื้นฟู หรือป้องกันมิให้ผู้กระทำความผิดกระทำหรือมีโอกาสกระทำความผิดขึ้นอีก
ศาลจะแก้ไขเพิ่มเติมหรือเพิกถอนข้อหนึ่งข้อใดดังกล่าวข้างต้น เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อผู้กระทำความผิดร้องขอก็ได้
When an offender fails to comply with the conditions specified in Section 56, the Court may admonish the offender, or determine the punishment in the case where the Court has not yet determined it, or impose the punishment in the case where the Court has determined it but suspended its execution.
เมื่อผู้กระทำความผิดไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวในมาตรา ๕๖ ศาลจะตักเตือนผู้กระทำความผิดหรือจะกำหนดโทษ ในกรณีที่ศาลยังไม่ได้กำหนดโทษ หรือลงโทษ ในกรณีที่ศาลกำหนดโทษไว้แล้วแต่รอการลงโทษไว้ก็ได้
When it appears to the Court that, within the period determined by the Court under Section 56, the person sentenced has committed an offence which is not an offence committed by negligence or a petty offence, and the Court sentences such person to imprisonment for such offence, the Court which tries the subsequent case shall also determine the punishment which was suspended, or enforce the punishment which was suspended, in the previous case, unless the imprisonment in the subsequent case is also suspended.
If, within the period determined by the Court under Section 56, the person sentenced has not committed such an offence, such person shall be released from the punishment which was determined or the punishment which was suspended.
เมื่อความปรากฏแก่ศาลว่าภายในเวลาที่ศาลกำหนดตามมาตรา ๕๖ ผู้ที่ถูกศาลพิพากษาได้กระทำความผิดอันมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ และศาลพิพากษาให้ลงโทษจำคุกสำหรับความผิดนั้น ให้ศาลที่พิพากษาคดีหลังกำหนดโทษที่รอการกำหนดไว้ หรือบังคับโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนด้วย เว้นแต่โทษจำคุกที่พิพากษาในคดีหลังนั้นเป็นการรอการลงโทษไว้
ถ้าภายในเวลาที่ศาลได้กำหนดไว้ตามมาตรา ๕๖ ผู้ที่ถูกศาลพิพากษามิได้กระทำความผิดดังกล่าว ให้ผู้นั้นพ้นจากโทษที่กำหนดไว้ หรือที่รอการลงโทษไว้
A person shall be criminally liable only when committing an act intentionally, except when committing an act by negligence in a case where the law provides that such person must be liable when acting by negligence, or except in a case where the law clearly provides that such person must be liable even when not acting intentionally.
To commit an act intentionally means to do an act consciously and at the same time the doer desires or could have foreseen the consequence of such act.
If the doer does not know the facts constituting the elements of the offence, it cannot be deemed that the doer desired or could have foreseen the consequence of such act.
To commit an act by negligence means to commit an offence unintentionally but without exercising such care as might be expected of a person in such circumstances and condition, and the doer could have exercised such care but did not do so sufficiently.
An act shall include any consequence brought about by the omission of an act which must be done in order to prevent such consequence.
บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนา เว้นแต่จะได้กระทำโดยประมาท ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องรับผิดเมื่อได้กระทำโดยประมาท หรือเว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดให้ต้องรับผิดแม้ได้กระทำโดยไม่มีเจตนา
กระทำโดยเจตนา ได้แก่ กระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำ และในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น
ถ้าผู้กระทำมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด จะถือว่าผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นมิได้
กระทำโดยประมาท ได้แก่ กระทำความผิดมิใช่โดยเจตนา แต่กระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่
การกระทำ ให้หมายความรวมถึงการให้เกิดผลอันหนึ่งอันใดขึ้นโดยงดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลนั้นด้วย
Whoever intends to commit an act against one person but the consequence of the act befalls another person by mistake, the offender shall be deemed to have committed the act intentionally against the person who received the harmful consequence. But in the case where the law provides for a heavier punishment on account of the status of the person or the relationship between the offender and the person receiving the harmful consequence, such law shall not be applied to impose a heavier punishment on the offender.
ผู้ใดเจตนาที่จะกระทำต่อบุคคลหนึ่ง แต่ผลของการกระทำเกิดแก่อีกบุคคลหนึ่งโดยพลาดไป ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำโดยเจตนาแก่บุคคลซึ่งได้รับผลร้ายจากการกระทำนั้น แต่ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ลงโทษหนักขึ้นเพราะฐานะของบุคคลหรือเพราะความสัมพันธ์ระหว่างผู้กระทำกับบุคคลที่ได้รับผลร้าย มิให้นำกฎหมายนั้นมาใช้บังคับเพื่อลงโทษผู้กระทำให้หนักขึ้น
Whenever any person intends to commit an act against one person but commits such act against another person by mistake of identity, such person may not raise the mistake as a defense that the act was not committed intentionally.
ผู้ใดเจตนาจะกระทำต่อบุคคลหนึ่ง แต่ได้กระทำต่ออีกบุคคลหนึ่งโดยสำคัญผิด ผู้นั้นจะยกเอาความสำคัญผิดเป็นข้อแก้ตัวว่ามิได้กระทำโดยเจตนาหาได้ไม่
หากข้อเท็จจริงใดๆ มีอยู่จริง จะทำให้การกระทำนั้นไม่เป็นความผิด หรือจะทำให้ผู้กระทำผิดได้รับการยกเว้นโทษ หรือจะทำให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษที่เบาลง แม้ว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวจะไม่มีอยู่จริง แต่ผู้กระทำผิดเข้าใจผิดว่ามีอยู่ ผู้กระทำผิดจะไม่มีความผิด หรือจะได้รับการยกเว้นโทษ หรือจะได้รับโทษที่เบาลง แล้วแต่กรณี
หากการไม่รู้ข้อเท็จจริงที่กล่าวถึงในวรรคแรกนั้นเกิดจากความประมาทของผู้กระทำผิด ผู้กระทำผิดจะต้องรับผิดในข้อหาประมาทในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่าผู้กระทำผิดจะต้องถูกลงโทษแม้จะกระทำการโดยประมาทก็ตาม
การที่บุคคลจะได้รับโทษหนักขึ้นเนื่องจากข้อเท็จจริงใดๆ นั้น บุคคลดังกล่าวต้องรู้ข้อเท็จจริงนั้นอยู่แล้ว
ข้อเท็จจริงใด ๆ ที่เกิดขึ้นจริงมักจะทำให้เกิดการไม่เป็นความผิด หรือทำให้ผู้ต้องสงสัยไม่ต้องรับเคราะห์หรือได้รับความเสียหายที่น้อยลงจากข้อเท็จจริงที่ว่าจะไม่อยู่จริง แต่ผู้มีส่วนสำคัญผิดว่ามีอยู่จริงผู้มีอำนาจมักจะไม่มีความผิดหรือยกเว้นส่วนหนึ่งของหรือได้รับส่วนที่น้อยลงแล้วแต่กรณี
ความไม่รู้ข้อเท็จจริงดังกล่าวในวรรคแรกได้เกิดขึ้นจากความประมาทเลินเล่อเป็นหลักที่ผู้รับผิดชอบรับผิดฐานประมาทกฎหมายควบคุมไว้โดยเฉพาะว่ากล่าวนั้นว่าผู้ต้องสงสัยจะต้องรับโทษในซอฟท์แวร์โดยประมาทโดยประมาท
บุคคลเพื่อรับเรื่องราวหนักขึ้นโดยอาศัยข้อเท็จจริงใดๆ บุคคลนั้นสามารถรู้ข้อเท็จจริงนั้นได้
If the consequence of the commission of an offence causes the offender to receive a heavier punishment, such consequence must be one that could ordinarily be expected to occur.
ถ้าผลของการกระทำความผิดใดทำให้ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้น ผลของการกระทำความผิดนั้นต้องเป็นผลที่ตามธรรมดาย่อมเกิดขึ้นได้
A person may not raise ignorance of the law as a defense to escape criminal liability. But if the Court is of the opinion that, according to the circumstances and conditions, the offender might not have known that the law provides the act to be an offence, the Court may allow evidence to be presented, and if the Court believes that the offender did not know of such provision of the law, the Court may impose a punishment less than that provided by law for such offence to any extent.
บุคคลจะแก้ตัวว่าไม่รู้กฎหมายเพื่อให้พ้นจากความรับผิดในทางอาญาไม่ได้ แต่ถ้าศาลเห็นว่า ตามสภาพและพฤติการณ์ ผู้กระทำความผิดอาจจะไม่รู้ว่ากฎหมายบัญญัติว่าการกระทำนั้นเป็นความผิด ศาลอาจอนุญาตให้แสดงพยานหลักฐานต่อศาล และถ้าศาลเชื่อว่าผู้กระทำไม่รู้ว่ากฎหมายบัญญัติไว้เช่นนั้น ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้
ผู้ใดกระทำความผิดโดยไม่สามารถเข้าใจถึงลักษณะหรือความผิดทางกฎหมายของการกระทำนั้น หรือไม่สามารถควบคุมตนเองได้เนื่องจากความบกพร่องทางจิตใจ โรคทางจิต หรือความพิการทางจิต จะไม่ถูกลงโทษสำหรับความผิดนั้น
แต่หากผู้กระทำผิดยังคงสามารถเข้าใจถึงลักษณะหรือความผิดทางกฎหมายของการกระทำนั้นได้บ้าง หรือยังคงสามารถควบคุมตนเองได้บ้าง ผู้กระทำผิดจะต้องถูกลงโทษสำหรับความผิดนั้น แต่ศาลอาจกำหนดโทษที่น้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดสำหรับความผิดนั้นได้ในระดับใดก็ได้
ใครก็ตามที่รับผิดชอบต่อความผิดนั้นจะสามารถรู้ผิดชอบหรือสามารถบังคับตนเองได้เสมอจิตสำนึกหรือจิตฟเชื่อเฟือนผู้มีอำนาจนั้นไม่ต้องรับโทษสำหรับความผิดนั้น
ถ้าผู้รับผิดชอบต่อความผิดนั้นต้องรับโทษสำหรับความผิดนั้น แต่การลงโทษจะลงโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงแต่ซอฟต์ไลท์
การมึนเมาที่เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์หรือสารมึนเมาอื่น ๆ ไม่สามารถนำมาใช้เป็นข้อแก้ตัวภายใต้มาตรา 65 ได้ เว้นแต่การมึนเมานั้นเกิดขึ้นโดยที่ผู้กระทำผิดไม่รู้หรือไม่ประสงค์จะกระทำ และผู้กระทำผิดมึนเมาถึงขั้นไม่สามารถเข้าใจถึงลักษณะหรือความผิดทางกฎหมายของการกระทำนั้น หรือไม่สามารถควบคุมตนเองได้ ในกรณีเช่นนั้น ผู้กระทำผิดจะได้รับการยกเว้นโทษ
แต่หากผู้กระทำผิดยังคงสามารถเข้าใจถึงลักษณะหรือความผิดทางกฎหมายของการกระทำนั้นได้บ้าง หรือยังคงสามารถควบคุมตนเองได้บ้าง ศาลอาจลงโทษสถานเบาลงกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดดังกล่าวได้ในระดับใดระดับหนึ่ง
มึนเมาเพราะเสพสุราหรือสิ่งต่าง ๆ มักจะยกขึ้นเป็นข้อแก้ตัวตามมาตรา ๖๕ การเคลื่อนไหวต่อเนื่องความมึนเมานั้นจะเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวหรือโดยถูกขืนใจให้เสพและได้เมาจนจะรู้ผิดชอบหรือไม่สามารถบังคับตนเองได้ผู้มีอำนาจความผิดจึงจะได้รับยกเว้นการทุจริต
ผู้ที่มักจะรู้ผิดชอบอยู่บ้างหรือส่วนใหญ่มีอำนาจควบคุมได้บ้าง ศาลจะลงโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงเท่านั้นเอง
Whoever commits an offence out of necessity:
(1) Because of being under compulsion or under a power which cannot be avoided or resisted; or
(2) Because of the need to save oneself or another person from an imminent danger which cannot be averted by other means, provided that such danger was not caused by the fault of the offender;
Shall not be punished.
The act done must not be beyond what is reasonable under the circumstances. If it is beyond what is reasonable, the Court may impose a punishment less than that provided by law for such offence to any extent.
ผู้ใดกระทำความผิดด้วยความจำเป็น
(๑) เพราะอยู่ในที่บังคับ หรือภายใต้อำนาจซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนได้ หรือ
(๒) เพราะเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นพ้นจากภยันตรายที่ใกล้จะถึง และไม่สามารถหลีกเลี่ยงให้พ้นโดยวิธีอื่นใดได้ เมื่อภยันตรายนั้นตนมิได้ก่อให้เกิดขึ้นเพราะความผิดของตน
ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ
ความผิดฐานนี้ การกระทำนั้นต้องไม่เกินสมควรแก่เหตุ ถ้าเกินสมควรแก่เหตุ ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้
Whoever is compelled to commit an act in order to defend his own or another person's right against an imminent danger arising from an unlawful attack, if the act is reasonably committed under the circumstances, such act is a lawful defense, and the person shall not be guilty of an offence.
ผู้ใดจำต้องกระทำการใดเพื่อป้องกันสิทธิของตนหรือของผู้อื่น ให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุ การกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นไม่มีความผิด
In the cases provided in Sections 67 and 68, if the offender has acted beyond what is reasonable under the circumstances, or beyond what the necessity requires, or beyond what is necessary for the defense, the Court may impose a punishment less than that provided by law for such offence to any extent. But if the act was committed out of excitement, fright, or fear, the Court may not impose any punishment at all.
ในกรณีที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๖๗ และมาตรา ๖๘ นั้น ถ้าผู้กระทำได้กระทำไปเกินสมควรแก่เหตุ หรือเกินกว่ากรณีแห่งความจำเป็น หรือเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ แต่ถ้าการกระทำนั้นเกิดขึ้นจากความตื่นเต้น ความตกใจ หรือความกลัว ศาลจะไม่ลงโทษเลยก็ได้
Whoever commits an act in compliance with an order of an official, even though such order is unlawful, if the person doing the act is duty-bound to comply, or believes in good faith that he is duty-bound to comply, shall not be punished, unless he knows that such order is unlawful.
ผู้ใดกระทำตามคำสั่งของเจ้าพนักงาน แม้คำสั่งนั้นจะมิชอบด้วยกฎหมาย ถ้าผู้กระทำมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม หรือเชื่อโดยสุจริตว่ามีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ เว้นแต่จะรู้ว่าคำสั่งนั้นเป็นคำสั่งซึ่งมิชอบด้วยกฎหมาย
For offences under Sections 334 to 336 paragraph one, Sections 341 to 344, Sections 352 to 354, Section 357, or Sections 358 to 360, if committed between spouses, the offender shall not be punished.
For the said offences in the first paragraph, if committed against an ascendant or descendant, or against a brother or sister of the same parents, the Court may impose a lesser punishment to any extent, and such offence shall be a compoundable offence.
ความผิดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓๓๔ ถึงมาตรา ๓๓๖ วรรคแรก มาตรา ๓๔๑ ถึงมาตรา ๓๔๔ มาตรา ๓๕๒ ถึงมาตรา ๓๕๔ มาตรา ๓๕๗ หรือมาตรา ๓๕๘ ถึงมาตรา ๓๖๐ ถ้าเป็นการกระทำระหว่างสามีภริยา ผู้กระทำไม่ต้องรับโทษ
ความผิดดังกล่าวในวรรคแรก ถ้าเป็นการกระทำต่อบุพการีหรือผู้สืบสันดาน หรือต่อพี่หรือน้อง ร่วมบิดามารดาเดียวกัน ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้เพียงใดก็ได้ และให้เป็นความผิดอันยอมความได้
ผู้ใดกระทำความผิดภายใต้การยั่วยุอันเกิดจากการกระทำที่ร้ายแรงและไม่เป็นธรรมของเหยื่อ ต่อบุคคลดังกล่าวในขณะที่เกิดการยั่วยุ ศาลอาจลงโทษสถานเบากว่าที่กฎหมายกำหนดสำหรับความผิดนั้นได้ในระดับใดก็ได้
ใครบันดาลโทสะโดยถูกข่มเหงอย่างจริงจังด้วยเหตุอันไม่ยุติธรรมเชื่อถือความผิดต่อผู้ข่มเหรียงนั้นศาลจะลงโทษผู้นั้นที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงเท่านั้นดาวน์โหลด
A child not yet over twelve years of age who commits an act provided by law to be an offence shall not be punished.
The inquiry official shall deliver such child under the first paragraph to the competent official under the child protection law for the purpose of child welfare protection under such law.
เด็กอายุยังไม่เกินสิบสองปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด เด็กนั้นไม่ต้องรับโทษ
ให้พนักงานสอบสวนส่งตัวเด็กตามวรรคหนึ่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเด็ก เพื่อดำเนินการคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น
A child over twelve but not yet over fifteen years of age who commits an act provided by law to be an offence shall not be punished, but the Court shall have the power to take the following actions:
(1) To admonish the child and release him, and if the Court thinks fit, may summon the father, mother, guardian, or the person with whom the child resides, to be admonished as well;
(2) If the Court thinks fit, the Court may deliver the child to the father, mother, guardian, or person with whom the child resides, with conditions requiring such person to watch over the child to prevent misbehavior for a period determined by the Court not exceeding three years, and to pay to the Court an amount not exceeding ten thousand Baht per occasion if the child misbehaves;
(3) If the Court is of the opinion that the father, mother, or guardian is unable to look after the child, the Court may deliver the child to another person or organization the Court thinks fit for the purpose of care and training for a period determined by the Court;
(4) To send the child to a school, training center, or institution established for the training and education of children for a period determined by the Court, but not beyond the time the child reaches eighteen years of age.
เด็กอายุกว่าสิบสองปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด เด็กนั้นไม่ต้องรับโทษ แต่ให้ศาลมีอำนาจที่จะดำเนินการดังต่อไปนี้
(๑) ว่ากล่าวตักเตือนเด็กนั้นแล้วปล่อยตัวไป และถ้าศาลเห็นสมควรจะเรียกบิดา มารดา ผู้ปกครอง หรือบุคคลที่เด็กนั้นอาศัยอยู่ มาตักเตือนด้วยก็ได้
(๒) ถ้าศาลเห็นสมควร ศาลจะมอบตัวเด็กนั้นให้แก่บิดา มารดา ผู้ปกครอง หรือบุคคลที่เด็กนั้นอาศัยอยู่ โดยวางข้อกำหนดให้บุคคลดังกล่าวระวังเด็กนั้นไม่ให้ก่อเหตุร้ายตลอดเวลาที่ศาลกำหนด ซึ่งต้องไม่เกินสามปี และกำหนดจำนวนเงินตามที่เห็นสมควรซึ่งบุคคลดังกล่าวจะต้องชำระต่อศาลไม่เกินครั้งละหนึ่งหมื่นบาท ในเมื่อเด็กนั้นก่อเหตุร้ายขึ้น
(๓) ถ้าศาลเห็นว่า บิดา มารดา หรือผู้ปกครองไม่สามารถดูแลเด็กนั้นได้ ศาลจะมอบตัวเด็กนั้นให้แก่บุคคลอื่นหรือองค์การที่ศาลเห็นสมควรเพื่อดูแลอบรมสั่งสอนตามระยะเวลาที่ศาลกำหนดก็ได้
(๔) ส่งตัวเด็กนั้นไปยังโรงเรียน หรือสถานฝึกและอบรม หรือสถานที่ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อฝึกและอบรมเด็ก ตลอดระยะเวลาที่ศาลกำหนด แต่ต้องไม่เกินกว่าที่เด็กนั้นจะมีอายุครบสิบแปดปี
Whoever is over fifteen but under eighteen years of age and commits an act provided by law to be an offence, the Court shall consider the sense of responsibility and all other matters relating to such person in order to determine whether it is appropriate to impose a punishment.
If the Court thinks it is not appropriate to impose a punishment, the Court shall proceed in accordance with Section 74.
If the Court thinks it is appropriate to impose a punishment, the scale of punishment provided for such offence shall be reduced by one-half.
ผู้ใดอายุกว่าสิบห้าปี แต่ต่ำกว่าสิบแปดปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด ให้ศาลพิจารณาถึงความรู้สึกผิดชอบและสิ่งอื่นทั้งปวงเกี่ยวกับผู้นั้นเพื่อใช้ดุลพินิจว่า สมควรพิพากษาลงโทษผู้นั้นหรือไม่
ถ้าศาลเห็นว่าไม่สมควรพิพากษาลงโทษก็ให้จัดการตามมาตรา ๗๔
ถ้าศาลเห็นว่าสมควรพิพากษาลงโทษ ก็ให้ลดมาตราส่วนโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นลงกึ่งหนึ่ง
Whoever is eighteen years of age or over but not yet over twenty years of age and commits an act provided by law to be an offence, if the Court thinks fit, the Court may reduce the scale of punishment provided for such offence by one-third or one-half.
ผู้ใดอายุตั้งแต่สิบแปดปี แต่ยังไม่เกินยี่สิบปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด ถ้าศาลเห็นสมควร ศาลจะลดมาตราส่วนโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นลงหนึ่งในสามหรือกึ่งหนึ่งก็ได้
ในกรณีที่ศาลได้ส่งมอบเด็กหรือเยาวชนให้แก่บุคคลหรือองค์กรตามมาตรา 74 (2) หรือ (3) หากบุคคลหรือองค์กรดังกล่าวไม่ดูแลเด็กหรือเยาวชน ศาลอาจสั่งให้ชำระเงินตามจำนวนที่กำหนด หรืออาจแก้ไขเงื่อนไขตามมาตรา 74
ในกรณีที่ศาลมอบตัวเด็กหรือเยาวชนให้กับบุคคลหรือองค์กรตามมาตรา ๗๔ (๒) หรือ (๓) จากนั้นให้บุคคลหรือองค์กรไม่ระวังเด็กหรือเยาวชนศาลจะตรวจสอบการชำระเงินตามจำนวนก็ได้หรือจะปรับปรุงกฎเกณฑ์ตามมาตรา ๗๔ Update ได้
Whenever there are extenuating circumstances, whether or not the punishment has been increased or reduced under the provisions of this Code or other laws, the Court may, if it thinks fit, reduce the punishment by not more than one-half of the punishment to be inflicted on the offender.
Extenuating circumstances include: the offender being of limited intelligence; being in severe distress; having a record of good conduct; being remorseful and having endeavored to mitigate the harmful consequences of the offence; having surrendered to the authorities; or having furnished useful information to the Court; or other circumstances which the Court considers to be of a similar nature.
เมื่อปรากฏว่ามีเหตุบรรเทาโทษ ไม่ว่าจะได้มีการเพิ่มหรือลดโทษตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นแล้วหรือไม่ก็ตาม ถ้าศาลเห็นสมควรจะลดโทษไม่เกินกึ่งหนึ่งของโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้นก็ได้
เหตุบรรเทาโทษนั้น ได้แก่ ผู้กระทำเป็นผู้โฉดเขลาเบาปัญญา ตกอยู่ในความทุกข์อย่างสาหัส มีคุณความดีมาก่อน รู้สึกความผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดนั้น ลุแก่โทษต่อเจ้าพนักงาน หรือให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์ หรือเหตุอื่นที่ศาลเห็นว่ามีลักษณะทำนองเดียวกัน
In the case of an offence for which the law prescribes only a fine, if the offender pays the maximum fine for such offence before the Court begins hearing the evidence, the case shall be terminated.
ในกรณีความผิดที่กฎหมายกำหนดให้ลงโทษปรับสถานเดียว ถ้าผู้กระทำความผิดชำระค่าปรับในอัตราอย่างสูงสำหรับความผิดนั้นก่อนศาลเริ่มต้นสืบพยาน ให้คดีเป็นอันเลิกกัน
Whoever commences the commission of an offence but does not carry it through, or carries it through but the act does not achieve its end, is said to have attempted to commit an offence.
Whoever attempts to commit an offence shall be liable to two-thirds of the punishment provided by law for such offence.
ผู้ใดลงมือกระทำความผิดแต่กระทำไปไม่ตลอด หรือกระทำไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล ผู้นั้นพยายามกระทำความผิด
ผู้ใดพยายามกระทำความผิด ผู้นั้นต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น
ผู้ใดกระทำการใด ๆ โดยมุ่งหวังผลลัพธ์ที่ไม่อาจบรรลุได้โดยสิ้นเชิง อันเนื่องมาจากวิธีการที่ใช้หรือเพราะเป้าหมายของการกระทำนั้น ผู้นั้นจะถือว่าได้พยายามกระทำความผิด แต่โทษที่ได้รับจะไม่เกินครึ่งหนึ่งของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดดังกล่าว
หากการกระทำที่กล่าวถึงในวรรคแรกนั้นเกิดจากความเชื่อทางไสยศาสตร์ ศาลอาจไม่ลงโทษใดๆ
ใครก็ตามที่สงสัยการโดยมุ่งต่อผลซึ่งอาจทำให้ความเชื่อเชื่อได้อย่างแน่แท้เพราะเหตุปัจจัยซึ่งใช้หรือเพราะสาเหตุแห่งวัตถุที่มุ่งหมายไปสู่การถือว่าผู้นั้นนั้นพยายามจะก่ออาชญากรรมแต่ให้ลงโทษจนถึงระดับกึ่งกลางที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น
ศาลกล่าวในวรรคแรกเกิดจากความเชื่ออย่างงมงายศาลจะไม่ลงโทษก็ได้
Whoever commences the commission of an offence but voluntarily desists from carrying it through, or voluntarily prevents the act from achieving its end, shall not be punished for the attempt to commit such offence. But if the act already committed constitutes another complete offence, the person shall be punished for such other offence.
ผู้ใดลงมือกระทำความผิดแล้วแต่ยับยั้งเสียเองไม่กระทำให้ตลอด หรือกลับใจแก้ไขไม่ให้การกระทำนั้นบรรลุผล ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษสำหรับการพยายามกระทำความผิดนั้น แต่ถ้าการกระทำที่ได้กระทำไปแล้วนั้น เป็นความผิดสำเร็จอย่างอื่น ผู้นั้นต้องรับโทษสำหรับความผิดอย่างอื่นนั้น
Whenever an offence is committed by the act of two or more persons, each person who has committed the offence together shall be deemed a principal and shall be liable to the punishment provided by law for such offence.
ในกรณีความผิดใดเกิดขึ้นโดยการกระทำของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป ผู้ที่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันนั้นเป็นตัวการ ต้องระวางโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น
Whoever causes another person to commit an offence, whether by employing, compelling, threatening, hiring, requesting, or instigating, or by any other means, shall be deemed an instigator.
If the person so employed commits the offence, the instigator shall be liable to the same punishment as a principal. If the offence is not committed, whether because the person employed refuses, has not yet acted, or for any other reason, the instigator shall be liable to only one-third of the punishment provided for such offence.
ผู้ใดก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดไม่ว่าด้วยการใช้ บังคับ ขู่เข็ญ จ้าง วาน หรือยุยงส่งเสริม หรือด้วยวิธีอื่นใด ผู้นั้นเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิด
ถ้าผู้ถูกใช้ได้กระทำความผิดนั้น ผู้ใช้ต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการ ถ้าความผิดมิได้กระทำลง ไม่ว่าจะเป็นเพราะผู้ถูกใช้ไม่ยอมกระทำ ยังไม่ได้กระทำ หรือเหตุอื่นใด ผู้ใช้ต้องระวางโทษเพียงหนึ่งในสามของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น
ผู้ใดเผยแพร่หรือตีพิมพ์ต่อสาธารณชนให้กระทำความผิดซึ่งมีโทษจำคุกไม่น้อยกว่าหกเดือน จะต้องรับโทษจำคุกครึ่งหนึ่งของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น
หากการกระทำความผิดเกิดขึ้นจากการเผยแพร่หรือตีพิมพ์ดังกล่าว ผู้ที่เผยแพร่หรือตีพิมพ์นั้นจะต้องรับโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดหลัก
ใครที่โฆษณาหรือประกาศทั่วไปทั่วไปให้ความเชื่อผิด และความผิดถือเป็นหลักความเชื่อไม่เกินหกเดือนผู้มีอำนาจนั้นต้องระวางโทษของระบบสุริยะสำหรับความผิดนั้น
สาเหตุของการกระทำผิดเพราะเหตุที่โฆษณาหรือประกาศผู้โฆษณาหรือประกาศต้องรับโทษเช่นเดียวกับการ
Whoever does anything to assist or facilitate the commission of an offence by another person before or at the time of the commission, even though the offender does not know of such assistance or facilitation, shall be deemed a supporter and shall be liable to two-thirds of the punishment provided for the offence so supported.
ผู้ใดกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด แม้ผู้กระทำความผิดจะมิได้รู้ถึงการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกนั้นก็ตาม ผู้นั้นเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด ต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่สนับสนุนนั้น
In the case of instigation, propagation or publication, or support in the commission of an offence, the instigator, propagator or publisher, or supporter shall be liable only to the punishment provided for the offence so instigated, propagated, published, or supported, even though the person instigated has acted beyond the scope of the instigation, or the offender has acted beyond the scope of the propagation, publication, or support.
But if the act beyond the scope could be foreseen as a consequence that would ordinarily occur, the instigator, propagator or publisher, or supporter shall also be liable for such consequence.
In the case where the offender is liable to a heavier punishment because of the consequence of the offence, the instigator, propagator or publisher, or supporter shall be liable to such heavier punishment only if he knew or ought to have known that such consequence would occur.
ในกรณีที่มีการใช้ให้กระทำความผิด โฆษณาหรือประกาศให้กระทำความผิด หรือสนับสนุนในการกระทำความผิด ผู้ใช้ ผู้โฆษณาหรือประกาศ หรือผู้สนับสนุน ต้องรับโทษเพียงที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่ใช้ ที่โฆษณาหรือประกาศ หรือที่สนับสนุนนั้น แม้ผู้ถูกใช้จะได้กระทำเกินขอบเขตที่ใช้ หรือผู้กระทำความผิดจะได้กระทำเกินขอบเขตที่โฆษณาหรือประกาศ หรือเกินขอบเขตที่สนับสนุน
แต่ถ้าการที่เกินขอบเขตนั้น อาจเล็งเห็นได้ว่าจะเป็นผลที่ตามธรรมดาย่อมเกิดขึ้นได้ ผู้ใช้ ผู้โฆษณาหรือประกาศ หรือผู้สนับสนุน ต้องรับผิดในผลที่เกินขอบเขตนั้นด้วย
ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดต้องรับโทษหนักขึ้นเพราะผลที่เกิดจากการกระทำความผิดนั้น ผู้ใช้ ผู้โฆษณาหรือประกาศ หรือผู้สนับสนุนจะต้องรับโทษหนักขึ้นเพราะผลนั้นก็ต่อเมื่อตนได้รู้หรือควรจะได้รู้ว่าผลเช่นนั้นจะเกิดขึ้น
If the offence instigated, propagated, published, or supported has been commenced but has not been carried through, or has been carried through but has not achieved its end, because the instigator or supporter has intervened to prevent or has acted to prevent the completion, the instigator shall be liable under Section 84 paragraph two or Section 85 paragraph one, as the case may be, and the supporter shall not be punished.
ถ้าความผิดที่ได้ใช้ ที่ได้โฆษณาหรือประกาศ หรือที่ได้สนับสนุนนั้น ได้กระทำลงถึงขั้นลงมือกระทำความผิดแล้วแต่มิได้กระทำตลอดหรือกระทำตลอดแล้วแต่ไม่บรรลุผล เพราะผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุนได้ห้ามปรามหรือได้กระทำเพื่อมิให้การกระทำนั้นบรรลุผล ผู้ใช้คงรับผิดตามมาตรา ๘๔ วรรคสอง หรือมาตรา ๘๕ วรรคแรก แล้วแต่กรณี ส่วนผู้สนับสนุนนั้นไม่ต้องรับโทษ
If there are personal circumstances of any offender which constitute grounds for exemption from, reduction of, or increase of punishment, such circumstances shall apply only to such offender.
If there are circumstances relating to the nature of the offence which constitute grounds for exemption from, reduction of, or increase of punishment, such circumstances shall apply to all offenders.
ถ้ามีเหตุส่วนตัวของผู้กระทำความผิดคนใดอันเป็นเหตุยกเว้นโทษ ลดโทษ หรือเพิ่มโทษ เหตุนั้นก็ใช้ได้เฉพาะผู้กระทำความผิดคนนั้น
ถ้ามีเหตุเกี่ยวกับลักษณะของความผิดอันจะเป็นเหตุยกเว้นโทษ ลดโทษ หรือเพิ่มโทษ เหตุนั้นย่อมใช้ได้แก่ผู้กระทำความผิดทุกคน
When any single act constitutes an offence under several provisions of law, the provision which carries the heaviest punishment shall be applied to punish the offender.
เมื่อการกระทำใดอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่ผู้กระทำความผิด
When it appears that any person has committed several distinct offences, the Court shall impose punishment for each offence as separate counts. However, whether or not there is an increase, reduction, or reduction of the scale of punishment, the total imprisonment for all counts shall not exceed the following:
(1) Ten years, in the case where the most serious count carries a maximum imprisonment of not more than three years;
(2) Twenty years, in the case where the most serious count carries a maximum imprisonment exceeding three years but not more than ten years;
(3) Fifty years, in the case where the most serious count carries a maximum imprisonment exceeding ten years, unless the Court imposes life imprisonment.
เมื่อปรากฏว่าผู้ใดได้กระทำการอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ศาลลงโทษผู้นั้นทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป แต่ไม่ว่าจะมีการเพิ่มโทษ ลดโทษ หรือลดมาตราส่วนโทษด้วยหรือไม่ก็ตาม เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว โทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกินกำหนด ดังต่อไปนี้
(๑) สิบปี สำหรับกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกินสามปี
(๒) ยี่สิบปี สำหรับกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี
(๓) ห้าสิบปี สำหรับกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสิบปีขึ้นไป เว้นแต่กรณีที่ศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิต
Whoever has been convicted by a final judgment to imprisonment and, within five years from the date of release, commits another offence punishable by imprisonment, if the Court would sentence such person to imprisonment, the punishment shall be increased by one-third of the punishment determined by the Court for the subsequent offence.
ผู้ใดต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก และภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ ผู้นั้นได้กระทำความผิดอันต้องระวางโทษจำคุก ถ้าศาลจะพิพากษาลงโทษจำคุก ก็ให้เพิ่มโทษที่จะลงแก่ผู้นั้นอีกหนึ่งในสามของโทษที่ศาลกำหนดสำหรับความผิดครั้งหลัง
Whoever has been convicted by a final judgment to imprisonment of not less than six months and commits an offence of the same category as the offence for which he was punished, while still undergoing punishment or within three years from the date of release, if the Court would sentence such person to imprisonment, the punishment shall be increased by one-half of the punishment determined by the Court for the subsequent offence.
Offences of the same category are offences falling under the same Title, as follows:
(1) Offences relating to the security of the Kingdom;
(2) Offences relating to public administration;
(3) Offences relating to justice;
(4) Offences relating to religion;
(5) Offences relating to public peace;
(6) Offences causing public dangers;
(7) Offences relating to counterfeiting and alteration;
(8) Offences relating to trade;
(9) Offences relating to sexuality;
(10) Offences against life and body;
(11) Offences against liberty and reputation;
(12) Offences against property;
(13) Offences relating to dead bodies;
(14) Petty offences.
ผู้ใดต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกไม่น้อยกว่าหกเดือน กระทำความผิดอันเป็นประเภทเดียวกันกับความผิดที่ได้ถูกลงโทษแล้ว ในระหว่างที่ยังต้องรับโทษอยู่ก็ดี ภายในเวลาสามปีนับแต่วันพ้นโทษก็ดี ถ้าศาลจะพิพากษาลงโทษจำคุก ก็ให้เพิ่มโทษที่จะลงแก่ผู้นั้นอีกกึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลกำหนดสำหรับความผิดครั้งหลัง
ความผิดอันเป็นประเภทเดียวกัน ได้แก่ ความผิดที่อยู่ในลักษณะเดียวกัน ดังต่อไปนี้
(๑) ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร
(๒) ความผิดเกี่ยวกับการปกครอง
(๓) ความผิดเกี่ยวกับการยุติธรรม
(๔) ความผิดเกี่ยวกับศาสนา
(๕) ความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของประชาชน
(๖) ความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน
(๗) ความผิดเกี่ยวกับการปลอมและการแปลง
(๘) ความผิดเกี่ยวกับการค้า
(๙) ความผิดเกี่ยวกับเพศ
(๑๐) ความผิดต่อชีวิตและร่างกาย
(๑๑) ความผิดต่อเสรีภาพและชื่อเสียง
(๑๒) ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์
(๑๓) ความผิดที่เกี่ยวกับศพ
(๑๔) ลหุโทษ
Offences committed by negligence, petty offences, and offences committed by the offender when under eighteen years of age, whether the prior or subsequent offence, shall not be deemed offences for the purpose of increasing punishment under the provisions of this Chapter.
ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษ และความผิดที่ผู้กระทำได้กระทำในขณะที่มีอายุต่ำกว่าสิบแปดปี ไม่ว่าจะเป็นความผิดครั้งก่อนหรือครั้งหลัง ไม่ถือว่าเป็นความผิดเพื่อการเพิ่มโทษตามความในหมวดนี้
In a criminal case, if the offender is not prosecuted and brought before the Court within the following periods from the date of the commission of the offence, the prosecution shall be barred by prescription:
(1) Twenty years for an offence punishable by death, life imprisonment, or imprisonment of twenty years;
(2) Fifteen years for an offence punishable by imprisonment of more than seven years but less than twenty years;
(3) Ten years for an offence punishable by imprisonment of more than one year up to seven years;
(4) Five years for an offence punishable by imprisonment of more than one month up to one year;
(5) One year for an offence punishable by imprisonment of one month or less, or by any other punishment.
If the offender has been prosecuted and brought before the Court but absconds or becomes insane and the Court orders the suspension of the trial, the prosecution shall also be barred by prescription upon the expiration of the said period from the date of absconding or the date of the Court order suspending the trial.
ในคดีอาญา ถ้ามิได้ฟ้องและได้ตัวผู้กระทำความผิดมายังศาลภายในกำหนดดังต่อไปนี้ นับแต่วันกระทำความผิด เป็นอันขาดอายุความ
(๑) ยี่สิบปี สำหรับความผิดต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกยี่สิบปี
(๒) สิบห้าปี สำหรับความผิดต้องระวางโทษจำคุกกว่าเจ็ดปีแต่ยังไม่ถึงยี่สิบปี
(๓) สิบปี สำหรับความผิดต้องระวางโทษจำคุกกว่าหนึ่งปีถึงเจ็ดปี
(๔) ห้าปี สำหรับความผิดต้องระวางโทษจำคุกกว่าหนึ่งเดือนถึงหนึ่งปี
(๕) หนึ่งปี สำหรับความผิดต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งเดือนลงมา หรือต้องระวางโทษอย่างอื่น
ถ้าได้ฟ้องและได้ตัวผู้กระทำความผิดมายังศาลแล้ว ผู้กระทำความผิดหลบหนีหรือวิกลจริต และศาลสั่งงดการพิจารณาไว้ เมื่อเกินกำหนดดังกล่าวแล้วนับแต่วันที่หลบหนีหรือวันที่ศาลสั่งงดการพิจารณา ให้ถือว่าเป็นอันขาดอายุความเช่นเดียวกัน
Subject to Section 95, in the case of a compoundable offence, if the injured person does not file a complaint within three months from the date of knowing of the offence and the identity of the offender, the prosecution shall be barred by prescription.
ภายใต้บังคับมาตรา ๙๕ ในกรณีความผิดอันยอมความได้ ถ้าผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด เป็นอันขาดอายุความ
The prosecution for relegation shall be barred by prescription of six months from the date of prosecution of the case for which relegation is sought.
การฟ้องขอให้กักกันมีอายุความหกเดือนนับแต่วันที่ฟ้องคดีที่จะขอให้กักกัน
When there is a final judgment sentencing any person, if the punishment is not executed within the following periods from the date of the final judgment, the execution of the punishment shall be barred by prescription and such person shall not be punished:
(1) Twenty years for the punishment of death, life imprisonment, or imprisonment of twenty years;
(2) Fifteen years for the punishment of imprisonment of more than seven years but less than twenty years;
(3) Ten years for the punishment of imprisonment of more than one year but not more than seven years;
(4) Five years for the punishment of imprisonment of one year or less, or any other punishment.
เมื่อได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษผู้ใด ถ้ามิได้บังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษา ภายในกำหนดดังต่อไปนี้ นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด เป็นอันล่วงเลยการลงโทษ จะลงโทษผู้นั้นมิได้
(๑) ยี่สิบปี สำหรับโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกยี่สิบปี
(๒) สิบห้าปี สำหรับโทษจำคุกกว่าเจ็ดปีแต่ไม่ถึงยี่สิบปี
(๓) สิบปี สำหรับโทษจำคุกกว่าหนึ่งปีแต่ไม่เกินเจ็ดปี
(๔) ห้าปี สำหรับโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีลงมา หรือโทษอย่างอื่น
The seizure of property or confinement in lieu of a fine, if not carried out within five years from the date of the final judgment, shall be barred by prescription. But if confinement in lieu of a fine continues from imprisonment, this provision shall not apply.
การยึดทรัพย์สินหรือกักขังแทนค่าปรับ ถ้ามิได้กระทำภายในห้าปีนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด เป็นอันล่วงเลยการลงโทษ แต่ถ้ายังกักขังแทนค่าปรับต่อเนื่องจากโทษจำคุกอยู่ ไม่อยู่ในบังคับแห่งบทบัญญัตินี้
การลดชั้น หากไม่ดำเนินการภายในสามปีนับจากวันที่พ้นโทษ วันที่โทษหมดอายุความ หรือวันที่หลบหนีระหว่างการลดชั้น การลดชั้นนั้นจะหมดอายุความเช่นกัน
การกักกันไม่อนุญาตให้กักกันในสามปีนับแต่วันที่เฝ้าระวังหรือวันที่นั้นเลยหรือวันที่ถูกกักกันเป็นอันหนึ่งเลยการกักกัน
คำสั่งศาลให้ดำเนินการตามหลักประกัน หากไม่ดำเนินการบังคับใช้ภายในสองปีนับจากวันที่ออกคำสั่ง จะถือว่าหมดอายุความ
หากไม่ดำเนินการบังคับใช้ตามสัญญาค้ำประกันภายในสองปีนับจากวันที่ผิดสัญญาค้ำประกัน การบังคับใช้นั้นจะหมดอายุความ
สั่งสร้างศาลให้ทำฎีกาบนหลังคาหลายแห่งเข้มงวดภายในนานนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งเป็นอันหนึ่งเลยการบังคับ
การบังคับตามฎีกาบนการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์มักจะนับแต่วันที่ผิดทัณฑ์บนเป็นอันหนึ่งเลยการบังคับ
ความผิดเล็กน้อย คือ ความผิดที่ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ความผิดของสหภาพโซเวียตคือความผิดที่ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
บทบัญญัติในหมวด 1 จะใช้บังคับกับกรณีความผิดเล็กน้อยด้วย เว้นแต่จะระบุไว้เป็นอย่างอื่นในสามมาตราต่อไปนี้
บทตรวจสอบคุณสมบัติ ๑ ให้ใช้ในกรณีของความผิดลหุโทษด้วยการอ้างอิงที่อ้างถึงสามมาตราต่อไปนี้
ความผิดเล็กน้อยตามประมวลกฎหมายนี้ถือเป็นความผิดที่ต้องรับโทษ แม้ว่าจะกระทำโดยไม่มีเจตนา เว้นแต่บทบัญญัติของความผิดนั้นจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
การกระทำผิดกฎหมายของระบบสุริยะตามกฎระเบียบทางกฎหมายนี้โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงความผิดตามบทพิจารณาร้องเรียนการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เป็นปกติ
ผู้ใดพยายามกระทำความผิดเล็กน้อย จะไม่ถูกลงโทษ
ใครก็ตามที่พยายามจะกระทำความผิดในระบบสุริยะผู้มีอำนาจนั้นไม่ต้องรับดาวเคราะห์
ผู้ที่ให้การสนับสนุนการกระทำความผิดเล็กน้อยจะไม่ถูกลงโทษ
ผู้สนับสนุนในความผิดของสหภาพโซเวียตที่เคยรับโทษ